วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ศาสนาพุทธที่แท้ มิใช่เพื่อ "สังคม"

ศาสนาพุทธที่แท้   มิใช่เพื่อ "สังคม"
...................
๑....
ทุกวันนี้  ผู้คนมักคิดว่าพระภิกษุนี้ยุ่งวุ่นวายมาก   ซึ่งถ้าดูตามสถานการณ์ ก็จริงอย่างที่ผู้คนคิด    แต่ถ้าจะศึกษาปรากฏการณ์  ก็อาจจะทำให้ค้นพบและตระหนักว่า  สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เป็นมา  หรือเริ่มต้นจากพระแต่อย่างใด
สาเหตุจริงๆ  เพราะ “คน”  ชอบไปยุ่งกับพระมากกว่า   ถ้าพระท่านออกบวชเอง  ท่านก็บวชโดยมุ่งหวังว่าจะฝึกหัดตัวเองให้ดีขึ้นตามพระธรรมวินัย และคำสั่งสอนของพุทธองค์   ไม่ได้คิดจะมาเกี่ยวข้องกับโลก หรือสังคมเลย   มุ่งแต่จะหาทางดับทุกข์  พ้นทุกข์  ไปนิพพานไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก
แต่.. “คน”  ส่วนหนึ่งนั่นแหละ  ที่สร้างพระไม่ดีขึ้นมา   ด้วยการอยากให้ลูกหลานบวช   ส่วนหนึ่งอยากให้บวช เพราะเป็นประเพณี,  ส่วนหนึ่งอยากให้บวชเพื่อตอบแทนคุณพ่อแม่,   ส่วนหนึ่งอยากให้บวชก่อนไปแต่งงาน,   ส่วนหนึ่งอยากให้บวชเรียน  เพื่อมุ่งหวังให้หลวงพ่อ หลวงปู่  พระที่ตนเองนับถือ  ช่วยฝึกหัดลูกหลานตัวเองให้ดีขึ้นตามพระธรรมวินัย  ไม่ได้อยากให้ลูกหลานไปนิพพาน หรือบรรลุตามคำสอนของพุทธองค์เลย,   เมื่อครบเวลาที่กำหนด  หรือเห็นว่าลูกดีขึ้น  ก็อยากให้ลูกลาสิกขา  มาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน หรือ เลี้ยงดูพ่อแม่บ้าง   ซึ่งประเภทนี้ถ้าได้ครูบาอาจารย์ฝึกหัดให้ดี  ก็โชคดีไป  แต่ถ้าวัดที่บวชมีแต่หลวงตาเฝ้าวัดให้ชาวบ้าน  ก็โชคร้ายไป  บวชเข้าไปแล้วไม่ได้อะไรเลย  นอกจากกินแล้วนอน
แล้วก็ “คน” อีกนั่นแหละ  ที่เห็นว่าพระที่บวชนานๆ  ท่านคงมีคุณวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดีกว่าคนทั่วไป   เพราะได้ปฏิบัติตามศีลตามธรรม  หรือฝึกฝนจิตใจ (นั่งสมาธิ ภาวนา)   จึงอยาก(นิมนต์)ให้พระเป็นที่พึ่ง  ช่วยสงเคราะห์ชาวบ้าน  ไม่ว่าจะเป็นครู  เป็นหมอยา  หมอดู   หรือผู้วิเศษผู้ปัดเป่าเคราะห์หามยามร้าย   บันดาลโชคลาภ  ฯลฯ  อะไรต่อมิอะไร  ก็เพื่อตอบสนอง "สังคม" มากกว่าที่จะให้พระภิกษุปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดจริง หรือสอนไปเพื่อ นิพพาน ความพ้นทุกข์เพียงประการเดียว
ตราบใด ถ้าคนไทยส่วนมาก ยังอยากให้พระภิกษุในศาสนาพุทธเป็นไป เพื่อ "สังคม"   เราจะไม่มีวันทำให้ศาสนาพุทธในเมืองไทย   เป็น "ศาสนา" ที่แท้  หรือ  มี “พระ” ที่แท้ ตามพระพุทธองค์อย่างที่เรียกร้องได้เลย   เพราะศาสนาพุทธที่แท้ เป็นศาสนาเพื่อ "ปัจเจกชน" ไม่ใช่เพื่อ "สังคม" แต่อย่างใด   แต่เมื่อปัจเจกชนได้ผลดี ก็ส่งผลให้สังคมได้ประโยชน์ตามไปด้วย
จึงต้องถามว่า  คนไทย โดยเฉพาะคนที่วิจารณ์พระภิกษุในขณะนี้  เราต้องการให้พระสงฆ์อยู่เพื่อช่วย "สังคม"  หรือจะให้พระท่านเป็น "ปัจเจกชน"  ทำตามพระธรรมวินัยของพุทธองค์กันแน่ครับ
……………
...
ถ้าเราเอาแนวทางพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติจริงๆ    ผู้ที่หวังดีอยากให้พระภิกษุสามเณรมีจริยาวัตร และอาจาระที่ดีขึ้น  โดยอยากให้ "มหาเถรสมาคมควรสังคายนาครั้งใหญ่"  แค่คิดก็ผิดแล้วครับ  ยิ่งถ้าเป็นพระภิกษุพูดก็ยิ่งผิดพระธรรมวินัยแล้ว
เพราะสังคายนาเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์  ที่จะทำต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง  หรือมีใครปลอมแปลงคำสอนจากพระพุทธองค์ที่ตรัสสอนไว้      ส่วนมหาเถรสมาคม   เป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์ หรือรัฐบาล เป็นคนคิดเพื่อปกครองพระ
สมัยสุโขทัย หรือกรุงศรีอยุธยา  ในประวัติศาสตร์ไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดที่ใดว่า  กษัตริย์ปกครองพระภิกษุ   มีแต่ส่งเสริมยกย่องพระภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติดี  หรือมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง  โดยคิดคำยกย่องเป็นพิเศษเท่านั้น  แถมมีนัยยะว่าถ้าออกบวชแล้ว  สามารถคุ้มครองภัยอันตรายไม่ให้ใครมารังแก หรือ ทางบ้านเมืองยกโทษที่มีอยู่ให้ทุกประการ
แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์  มีหลักฐานชัดเจนว่า  พระมหากษัตริย์ทรงปกครอง และควบคุมพระภิกษุโดยตรง  ซึ่งมีข้าราชบริพาร ทำงานในตำแหน่งสังฆการีคอยสนองงาน    ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงคิดรูปแบบการปกครองพระ รศ. ๑๒๑ ให้มีมหาเถรสมาคม เป็นลักษณะสภาที่ปรึกษาของพระองค์เกี่ยวกับกิจการศาสนา และบ้านเมือง แต่พระองค์ท่านก็บริหารปกครองพระโดยตรง
ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงอนุญาตให้พระธรรมยุตินิกายปกครองกันเอง แต่คณะสงฆ์เดิมยังขึ้นอยู่กับกรมสังฆการี ต่อมาทางคณะสงฆ์นี้   ขอไปขึ้นกับธรรมยุติดีกว่าให้ฆราวาสมาเป็นผู้บังคับบัญชาพระ
ในยุค พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลในยุคนั้น ออก พรบ. ให้พระมีรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมีการเลือกตั้ง มีการแบ่งอำนาจ ๓ ฝ่าย มีฝ่ายบริหาร ตุลาการ และ สภาสงฆ์ โดยมีสังฆมนตรี และสังฆนายกเป็นผู้บริหาร
ต่อมาในสมัย ๒๕๐๕ จอมพลสฤษดิ์ ประกาศ พรบ.สงฆ์ใหม่ ให้กลับไปใช้ในรูปแบบเดิมสมัยรัชกาลที่ ๕ คือ มหาเถรสมาคม แต่ให้พระปกครอง   ยกเว้นตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ที่แล้วแต่พระราชอัธยาศัยจะทรงแต่งตั้งพระภิกษุที่เป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปใดก็ได้
หลังยุค ๒๕๑๘ รัฐบาลทุกรัฐบาล ต่างแสดงทางพฤตินัยให้การปกครองของพระ เป็นของสงฆ์โดยตรง รัฐบาลเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกให้   คล้ายการบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยมีข้าราชการกรมการศาสนา  เป็นเลขาธิการของคณะสงฆ์    เพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
จะเห็นได้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดกับพระภิกษุทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง สมณศักดิ์  เงินเดือน(นิตยภัตร) เป็นเรื่องของ คนผู้มีอำนาจคิดขึ้น  ไม่ใช่พระภิกษุสร้างขึ้น โดยอาจจะมีจุดประสงค์ส่งเสริมยกย่องพระภิกษุที่ทำคุณงามความดีต่อสังคม หรือ อาจจะเอาไว้ควบคุมพระภิกษุ ซึ่งเป็น หน่วยหนึ่งของสังคมไทย หรือ อาจจะมีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองพระภิกษุสงฆ์ก็ได้  ก็แล้วแต่จะคิด
ดังนั้น  ถ้าใครคิดว่ามหาเถรสมาคมไม่ดี  ไม่จำเป็น  ทำให้พระหลงใหล  มัวเมาในตำแหน่ง  ยศศักดิ์  หรือทำให้พระไม่เป็นพระ   ก็ควรยุบไปสิครับ  ไม่จำเป็นต้องสังคายนาแต่อย่างใด    เพราะมหาเถรสมาคม  และสมณศักดิ์   กษัตริย์เป็นผู้คิดขึ้นมา  และจอมพลสฤษดิ์เป็นคนนำมาใช้ใหม่ 
แถมการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช  ก่อน ๒๕๐๕  เดิมแล้วแต่พระราชอัธยาศัย  ต่อมาให้แต่งตั้งจากสมเด็จที่มีพรรษาสูงสุด   ก็เกิดปัญหาที่อยากแต่งตั้งสมเด็จพระญาณสังวร เป็นสมเด็จพระสังฆราช  แต่มีสมเด็จที่มีพรรรษสูงกว่า  ๒ รูป (แต่ดีที่ท่านทั้ง ๒ ขอสละสิทธิ์)   จึงเกิดการแก้ไขใหม่โดยรัฐบาลยุคนายอานันท์  ปันยารชุน  เป็นนายกรัฐมนตรี   เพราะคิดเอาเองว่าพระสมเด็จทางมหานิกายคงไม่มีคุณธรรมดีพอ  อาจเสียชีวิตก่อนสมเด็จพระทางธรรมยุติ (ไม่งั้นคงไม่มีผู้ดูถูก  เรียกพระสมเด็จทางมหานิกาย เป็นพระขี้เรื้อนหรอก)   ให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช   จากสมเด็จพระราชาคณะที่มีสมณศักดิ์สูงสุดก่อนรูปใด    
ทั้งหมดนี้  พระไม่ได้เรียกร้อง  หรือเป็นผู้กำหนดกติกาให้มีแต่ประการใดเลย  ท่านบอกแต่เพียงว่า  ถ้ายังมีกฎหมายนี้อยู่  ก็ขอให้เป็นไปตามกฏหมายที่พวกคุณเขียนไว้สิ
แต่วันนี้อยากให้พระที่ถูกใจ  เป็นสมเด็จพระสังฆราช   จะแก้กฎใหม่  ก็น่าเกลียด  เพราะแก้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว   ครั้งนี้   จึงใช้วิธีการจับผิด  แล้วโหมประโคมข่าวให้ร้ายป้ายสี    เพื่อให้สมเด็จที่มีสมณศักดิ์สูงสุดมีมลทิน  จะได้เป็นข้ออ้างในการไม่แต่งตั้ง
....
สรุป  ใครคือคนที่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้น   พระภิกษุ    หรือ คนที่อยากได้พระถูกใจ  ????
……..
...
การกล่าวหาตำหนิพระภิกษุทุกวันนี้ เรื่องสมณศักดิ์   มักถูกวิจารณ์มากเป็นอันดับต้นๆ ว่า พระภิกษุหลงตำแหน่ง วิ่งเต้นอยากเป็นพระครู เจ้าคุณ ซึ่งก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นจริงอย่างที่ผู้คนกล่าวหา เพราะลูกชาวบ้านธรรมดา หรือบางทีลูกชาวนายากจน เมื่อบวชเรียนเข้ามาแล้ว และได้รับการยกย่องให้มีอะไรๆพิเศษกว่าชาวบ้าน ยิ่งได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ที่คนศรัทธา ก็เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เป็นที่ปลาบปลื้มใจทั้งตัวเอง และชาวบ้านที่นับถือ มันก็น่าหลง  น่าปลื้มใจไม่ใช่หรือครับ ?  
แต่..คนที่วิจารณ์ส่วนหนึ่งไม่รู้ว่า การจะได้เป็นพระครู เจ้าคุณในเมืองไทยนั้น  จะต้องพัฒนาอะไรบ้าง คิดเป็นตัวเงินเท่าไหร่ ตามกฎเกณฑ์ (ซึ่งก็คนมีอำนาจของบ้านเมืองกำหนดขึ้น) เช่น สร้างศาลาได้พระครูชั้นประทวน สร้างโบสถ์ได้พระครูชั้นโท   เพราะฉะนั้นกฎเกณฑ์นี้จึงกระทบกับชาวบ้านทั่วไปโดยปริยาย  เมื่อชาวบ้านอยากให้หลวงพ่อตัวเองเป็นพระครูบ้าง  เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า  จึงเรียกร้องจากพระให้หาทางสร้างโน่นสร้างนี่   พระภิกษุจึงต้องขยันหาเงิน ทั้งบอกบุญ เรี่ยไร หรือไม่ก็สร้างวัตถุมงคลจำหน่าย   จนผู้คนส่วนหนึ่งเบื่อระอากับการเรี่ยไร   แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ   ก็ในเมื่อกฎเกณฑ์ที่ทางราชการตั้งไว้เป็นอย่างนี้นี่นา   
ถ้าพูดแง่ลบ อีกแง่หนึ่ง   เอาตำแหน่งพระครู เจ้าคุณ ซึ่งมีตาลปัตรพัดยศแหลมๆ  ๑ ด้าม กระดาษอีก ๑ แผ่น สามารถหลอกใช้พระภิกษุพัฒนาถนนหนทาง สร้างอาคารสถานที่ต่างๆ ทั้งในวัด นอกวัด เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ แถมได้สั่งสอนอบรมชาวบ้าน นักเรียน นักศึกษา เป็นคนดี มีศีลธรรมเสมอ หลายวัดทำเป็นค่าย มีโปรแกรมอบรมเป็นกิจจะลักษณะ รวมทั้งยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านยามยากอีก เช่น เป็นหมอรักษาโรค หมอดู หมอน้ำมนต์ ฯลฯ
จะเห็นว่าพระภิกษุท่านทำประโยชน์คุ้มกว่าข้าราชการที่กินเงินเดือนของประเทศอีก  ประเทศและสังคมไทยที่ผ่านมาได้คุ้มเกินคุ้ม    สังคมไทยเราได้จากพระมากมาย  มากกว่าพระได้จากสังคมนะครับ  ยังไม่พอใจอีกหรือครับ  
อยากปกครองพระ  ควบคุมพระ  หลอกใช้พระ   เอายศ  เอาตำแหน่งมาหลอกล่อ   วันหนึ่งพอท่านหลงใหลไปบ้าง  ก็กล่าวหาท่าน  ว่าท่าน     
ใครกันแน่ที่ดึงพระภิกษุ ออกไปยุ่งกับสังคมมากเกินไป  ??? 
ถ้าผู้คนหรือผู้มีอำนาจเห็นว่า พระปกครองกันเองไม่ดี  ไม่อยากให้พระท่านมายุ่งกับสังคมอีก   ก็แค่ประกาศยกเลิก  ประกาศห้าม  ก็จบแล้วครับ ใช้ มาตรา ๔๔ ก็ได้ ไม่เห็นต้องสังคายนา   หรือปล่อยให้คนไม่กี่คนมาจาบจ้วงทำร้ายพระพุทธศาสนาอย่างนี้เลย
เพียงแต่ว่า เมื่อประกาศยกเลิก ไม่ให้พระบริหารกันเอง    จะกลับไปให้ชาวบ้านมาปกครองพระแบบเดิม หรือว่า จะยกให้ท่านดำเนินชีวิตตามพระธรรมวินัยอย่างเดียว   ต้องประกาศให้ชัดครับ
…………..
...
เรื่องที่พระภิกษุถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดตอนนี้ คือ “...กิริยามารยาทไม่สำรวม ล่วงละเมิดพระวินัยเป็นอาจิณ ชอบสะสมเงินทอง ทำตัวเหมือนฆราวาสทุกประการ... ซึ่งที่ประชาชนวิจารณ์มาก็ถูกทุกประการ เพราะพระภิกษุส่วนหนึ่งเป็นอย่างนั้นจริงๆ และแถมเจ้ากูยังเอารูปที่ไม่ดีมาแชร์ มาโพสต์ในโลกออนไลน์เพื่ออวดกัน จึงทำให้ประชาชนอิดหนาระอาใจ จึงพาลเบื่อศาสนาพุทธไปแล้วก็หลายคน
จึงน่าฉุกใจคิดว่า ทำไมคนที่เข้ามาบวชเรียนในพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นศาสนาแห่งสติและปัญญา ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาชีวิตอย่างแท้จริง จึงกลายเป็นบุคคลที่ทำตัวเละเทะ น่าสะอิดสะเอียนต่อความประพฤติของผู้ที่พบเห็น ทั้งๆที่สังคมไทยให้การเคารพกราบไหว้สูงสุดต่อพระภิกษุสามเณร แม้พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดู  ปกติลูกต้องไหว้พ่อแม่ แต่เมื่อลูกบวชห่มผ้าเหลืองแล้ว ท่านยังคุกเข่ากราบไหว้ลูกทันที
ทำไม พระภิกษุสามเณรบางรูปจึง ทรยศหรือ เนรคุณต่อศรัทธา และการอุปถัมภ์ของคนไทยล่ะ ถ้าถามแบบนี้ก็ต้องตอบว่าเป็นเพราะมีคนไม่ดี เข้ามาบวชอาศัยผ้าเหลืองหากินเลี้ยงชีวิตตัวเองมากขึ้นแต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมตะหนักว่า ผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ครั้งแรกมักมีเจตนาดี ตั้งใจบวชเรียน และฝึกปฏิบัติตัวเองจริงๆ
แต่เพราะเหตุใด จึงกลายเป็นพระภิกษุสามเณรที่มีความประพฤติเหลวไหล ไร้ยางอาย ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ล่ะ
จากการวิเคราะห์หาสาเหตุของผม   ทำให้เชื่อว่า เพราะสาเหตุใหญ่ๆ ๓ ประการ คือ
.....
ประการที่ ๑   ยุคนี้บวชง่ายเกินไป ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร   บางทีท่องขานนาคก็ยังไม่ได้  อุปัชฌาย์ก็บวชให้เพราะเกรงใจ พ่อแม่ หรือผู้ปกครองของนาคนั้นๆ แถมเมื่อบวชเข้ามาแล้ว “...ไม่มีใครอบรมสั่งสอน กำกับ ติดตาม กวดขัน เอาใจใส่ดูแลความประพฤติให้ดี...  การบวชจึงเหมือนกับการมาพักผ่อน  แค่เปลี่ยนสถานที่เท่านั้น  ชั่วระยะหนึ่ง    แต่ฝ่ายพระก็อ้างว่า ส่วนมากคนสมัยนี้   เขาอยากบวชระยะสั้น ๗ วัน ๑๕ วัน จึงไม่ได้ทันสอนอะไรให้.



ที่จริงก็คือ ข้ออ้าง ข้อแก้ตัว ของฝ่ายพระ (อุปัชฌาย์เป็ด อาจารย์เป็ด) เพราะถ้าจะอบรมกันจริง   เหมือนเข้าคอร์สอบรมของสำนักปฏิบัติธรรมที่มีประสิทธิภาพต่างๆ แค่ ๓ วันก็ได้ผลแล้ว   หรือจะเอาแบบเคร่งครัดที่สุด แบบสำนักของท่านโกเอนก้า ๑๐ วัน   ก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและจิตใจได้อย่างมากมาย
เมื่อทั้งอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์วัด รวมเจ้าคณะต่างๆ ปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่กวดขัน  ดังนั้น พระภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ก็ทำตามความเคยชินของตัวเองในสมัยที่เป็นชาวบ้าน  เพราะท่านเองก็ไม่รู้ว่าที่ทำไปนั้น ผิดหรือถูกเหมือนกัน    เนื่องจากไม่มีใครทักท้วง   ท่านจึงทำตัวผิดพระธรรมวินัย เป็นอาจิณ ทำให้ผู้พบเห็นหมดความเลื่อมใสศรัทธา   ทั้งต่อพระภิกษุ และพระพุทธศาสนาไปด้วย
เหมือนในสังคมไทยทุกวันนี้ ไม่มีใครกล้าบอกเด็กๆ ว่าอะไรถูกอะไรผิด  เพราะถือว่าอย่าเอาไม้ไปรันขี้ และ ธุระไม่ใช่  แต่เวลาเด็กทำผิดพลาดขึ้นมา  กลับด่าว่าเด็กเป็นคนไม่ดี  เลว ชั่ว  
ก็ขอย้อนว่า..แล้วใครสร้างเด็กขึ้นมาแบบนี้ล่ะ ไม่ใช่ผู้ใหญ่แบบพวกเราหรือ ?  
สรุป : ประการที่ ๑   ถือเป็นความผิดของอุปัชฌาย์   เจ้าอาวาส อาจารย์วัด และจ้าคณะทุกระดับ ที่ไม่รับผิดชอบเอาใจใส่   อบรม และกวดขันพระภิกษุสามเณร  ผู้เข้ามาบวชให้ดีพอ
ประการที่ ๒  บรรพบุรุษของสังคมไทยในอดีต   ไม่ได้ตั้งใจให้วัด และพระแค่ออกบวชไป “พระนิพพาน” อย่างเดียว   แต่มีจุดประสงค์ต้องการให้ “พระ” เป็นครู   เป็นหมอ   เป็นที่พึ่ง   เป็นผู้นำของชุมชน  ถ้าพูดแบบวิชาการสมัยใหม่  คือ ต้องการให้พระภิกษุเป็น “สถาบัน” ทางสังคม  (Social institute)  ช่วยเหลือคนทุกระดับ  ทุกรูปแบบ   เนื่องจากบรรพบุรุษของเราเห็นว่า  “สังคม”  มีคนหลายระดับ  ผู้คนมีสติปัญญาไม่เท่ากัน  ถ้าได้พระมาเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน  ก็ยังดีกว่าให้คนในสังคมอยู่กันแบบไม่มีทิศทาง    หรือได้คนที่ไม่ดี  มุ่งแต่ประโยชน์ หลอกลวงหาเงินทองมาเป็นผู้นำ   
เมื่อต้องการให้พระทำเพื่อ "สังคม"   ก็ต้องยกให้ศาสนาเป็น "สถาบัน"   เมื่อเป็นสถาบันก็ต้องทำเพื่อคนทุกระดับ  ทุกความแตกต่าง จะไปเลือกกลุ่มคน หรือ คนใดคนหนึ่งไม่ได้  เข้าทำนอง  Institute for​  all   นี่แหละคือต้นเหตุที่ทำให้ พระภิกษุเสื่อมจากพระธรรมวินัย   หมือนกับวงการศึกษา  ถ้าการจัดการศึกษาเพื่อคนตามที่ต้องการ  ก็ไม่มีอะไร  มีแต่ผลดี   แต่วันนี้การศึกษา เขาต้องการให้เป็นไปเพื่อคนทั้งปวง  (Education for all)  การศึกษาจึงเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย
แต่..แม้ว่าพระภิกษุส่วนใหญ่ จะทำกิจนอกเหนือจากการบวชเรียน หรือฝึกปฏิบัติ ที่เราเรียกว่า  “กิจของสงฆ์” ทำให้ย่อหย่อนไม่ทำตามพระธรรมวินัยไปบ้างก็ตาม    “สังคม” ก็ไม่ว่าอะไร  เพราะเชื่อว่าท่านทำด้วยเมตตา  และยังสอนให้คนตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม  เชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด  และกฎแห่งกรรม  (เรียกทันสมัยว่า สอนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล  เช่น  ตามจริต  ตามอัธยาศัย  ตามบุคคล  ตามวาสนา  ตากวิบากกรรม)   ก็ยังดีกว่าไปนับถือภูตผีปีศาจ หรือสิ่งอื่นๆ เป็นที่พึ่งอีก 
ขนาดหลวงปู่มั่น ที่ผู้คน (รวมทั้งพวกดราม่าดัดจริต) นับถือว่าเป็นพระอริยะ  ยังให้พระอาจารย์เนียมไปสอนการเพาะปลูกให้ชาวบ้าน รักษาโรคให้ชาวบ้าน  ระหว่างไปจำพรรษาอยู่กับชาวเขาทางภาคเหนือ  หรือทางภาคอีสาน   ท่านบอกว่า  ถ้าชาวบ้านยังท้องไม่อิ่ม  ยังสอนศีลธรรมไม่ได้หรอก
พระภิกษุเมืองไทยในอดีตจึงมีหลายรูปแบบ  ทั้ง พระบวชเรียน  พระสอนหนังสือ  พระพัฒนา  พระก่อสร้าง  พระหมอดู  พระหมอยา  พระเกจิของขลัง  พระเวทย์มนต์คาถาอาคม  พระปกครอง พระศิลปิน (ตัวอย่าง ขรัวอินโข่ง)  พระสอนวิชาสู้รบศึกสงคราม(วัดพุทไธสวรรค์)  เป็นต้น   ซึ่งพระภิกษุแบบนี้  ถ้าเอาพระธรรมวินัยมาตัดสิน  ก็อาบัติทุกองค์นั่นแหละ 
เมื่อพระภิกษุไปทำกิจเหล่านี้  ตามความต้องการของสังคม  จึงทำให้ต้องย่อหย่อนพระธรรมวินัย  และไม่มุ่งไปนิพพาน  มุ่งแต่จะอนุเคราะห์ สงเคราะห์ ประชาชนด้วยความเมตตา ห่วงใย   พระภิกษุหลายองค์จึงตั้งใจบำเพ็ญ  เสียสละอุทิศตน ปรารถนาเป็น “พระโพธิสัตว์”  เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้เขาพ้นเคราะห์ภัย  และมี “หลัก” หรือมี “สติปัญญา” ในการดำเนินชีวิตระดับหนึ่งก่อน  ยังไม่ไปนิพพานโดยตรงและโดยเร็ว   เช่น หลวงปู่ทวด  สมเด็จโต   แม้พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต และปัจจุบัน ต่างก็ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์  ที่ชัดที่สุด ก็คือ พระเจ้ากรุงธนบุรี รัชกาลที่ ๑, ๓, ๔, ๕ และองค์ปัจจุบัน  (แถมมีคนแถวๆ วัดอ้อน้อย  ก็ยังอ้างประกาศตนเป็นเหมือนกัน)
แต่ในยุคนี้  กิจเหล่านี้ส่วนใหญ่ทางราชการได้ทำเองจนเกือบหมดสิ้น   แต่ยังเหลือพระทางหมอดู  หมอยา พระพัฒนา พระเกจิของขลังอยู่บ้าง  เพราะชุมชนบางชุมชนต้องการอยู่    ซึ่งก็ทำให้ผู้คนในเมืองที่รู้หนังสือมากขึ้น  รู้สึกไม่ค่อยพอใจที่พระภิกษุไม่บวชเรียนทำตามพระธรรมวินัย   ซึ่งเขาไม่ต้องการพระแบบเดิม  เพราะเขาได้รับบริการที่ดีจากทางราชการแล้ว  เขาต้องการพระภิกษุที่ดีไว้กราบไหว้เป็นที่พึงที่เหนี่ยวทางจิตใจเท่านั้น   เขาจึงผิดหวังที่พระภิกษุไทยส่วนหนึ่ง  ไม่ทำตัวให้เขากราบไหว้ได้สนิทใจ    เขาจึงไม่เลื่อมใส หมดศรัทธาพระทั่วไปลง  แต่พวกเขาก็ยังมีเจตนาดีรักพุทธศาสนา  จึงเรียกร้องให้มีการชำระ หรือสังคายนาความประพฤติพระเสียใหม่ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
ถ้าคิดแง่ดี  เขามีกุศลจิตจริง อยากเห็นสิ่งๆดีเกิดขึ้นในเมืองไทย
แต่ถ้าคิดในแง่ “พุทธ” เขา “ไร้สติปัญญา  ใจไม่กว้างพอ”  ต่อคนทุกระดับใน  “สังคม” เมืองไทย
...
ประการที่ ๓   สาเหตุที่พระภิกษุสามเณรไม่ดี   มาจากความต้องการของ “คน” ที่หวังพึ่งพิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์   เช่น ตามหลักจิตวิทยาของ Maslow  กล่าวว่า   มนุษย์ทุกคนต้องการความอยู่รอดปลอดภัย  มีชีวิตที่ดี  มีชีวิตที่มั่นคง  มีความรักและได้รับความรัก   และต้องการการยอมรับจากสังคมด้วยกันทั้งนั้น    
ดังนั้น  อะไรก็ได้ที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดปลอดภัย  มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย  ไม่เจ็บป่วย  มีฐานะมั่นคง  เจริญด้วยทรัพย์สินเงินทอง  เกียรติยศชื่อเสียง   เขาจะดิ้นรนแสวงหามาให้ได้   แต่ถ้าไม่ได้  เขาก็จะหวังทางลัด  หาสิ่งที่จะบันดาลให้ตัวเองได้มา    ซึ่งสมัยนี้เราเรียกว่าสิ่งนั้นว่า  สิ่งศักดิ์สิทธิ์   ผู้ศักดิ์สิทธิ์  ผู้วิเศษ ฯลฯ
สรุปกันง่ายๆ  ผู้คนในโลกนี้ร้อยละ ๙๗  มักหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ขอให้บันดาลทุกสิ่งที่ตนเองอยากได้  สมความปรารถนา   แม้กระทั่งผู้คนในเมืองไทยที่นับถือศาสนาพุทธ  ศาสนาที่สอนให้เชื่อว่าไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะบันดาลให้  นอกจากการกระทำของตัวเอง  หรือ ให้เชื่อเรื่องกรรม    ก็เห็นวิ่งไปกราบไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป  พระเกจิ  พระอรหันต์  เทพเจ้า  ภูตผีปีศาจ  ต้นไม้ ภูเขา จอมปลวก  สัตว์เดรัจฉาน  ฯลฯ  ถ้ามีข่าวว่าศักดิ์สิทธิ์จริง ให้หวยได้ ให้โชคได้  ก็เห็นแห่แหนไปกราบไหว้
แม้กระทั่งผู้ที่อยากชำระพระศาสนา  อยากปรับปรุงความประพฤติของพระเณรไทย  เช่น  นายสุวิทย์ ที่ตั้งตนเป็น พุทธอิสระ  และผู้ที่เลื่อมใสนับถือนายสุวิทย์   ก็ไม่ใช่เพราะเชื่อว่า  นายสุวิทย์  มีความศักดิ์สิทธิ์ มีพลังจิต  มีญาณวิเศษ ทำนายทายทักได้แม่นยำไม่ใช่หรือ    และยิ่งไปกว่านั้นที่สำนักของนายสุวิทย์  ก็มีการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง  บูชาเทพเจ้า  เอาเลือดแช่น้ำมนต์   ไปทำพิธีปลุกเสกแช่ตัวในกระทะน้ำมนต์ แบบไสยศาสตร์  ที่เป็นเดียรฉานวิชา  ไม่ใช่หรือ 
แล้วนี่ใช่พุทธศาสนาที่แท้ไหม ?   
เมื่อผู้คนจำนวนมากชอบแต่เรื่องศักดิ์สิทธิ์   และผมก็เชื่อว่าไม่มีใครในโลกนี้ทำให้หมดสิ้นไปได้จากโลกนี้   ทำให้ชาวบ้านบางส่วนไปคาดคั้นจากพระภิกษุสามเณรให้ฝึกหัดเป็นผู้วิเศษ  ผู้ศักดิ์สิทธิ์บ้าง  จะได้เป็นที่พึ่งของชีวิต  พระภิกษุสามเณรบางส่วนจึงอนุโลมตามความต้องการของชาวบ้าน  เพราะอยากตอบแทนการให้ข้าวปลาอาหารที่ชาวบ้านเลี้ยงดู   
เช่น ตัวผมเอง  สมัยผมบวชก็ยังถูกขาวบ้านจำนวนหนึ่งมาให้ขอให้ทำนายทายทักชะตาชีวิตทุกวัน  จนใจอ่อนเพราะอยากช่วยชาวบ้านบ้าง  ตอบแทนคุณชาวบ้านบ้าง  ต้องศึกษาเล่าเรียนตำราหมอดูมาช่วยทำนายทายทักให้ผู้คนต่างๆ   ซึ่งก็เป็นที่พอใจของฝ่ายเรียกร้องเสมอ  ต่อมาชาวบ้านเรียกร้องมากขึ้น  ถึงขั้นให้ช่วยแก้ไขสิ่งเสียๆ ร้ายๆ ในชีวิตชาวบ้านออกไป   ตอนแรกก็ทำใจไม่ได้  เพราะคิดว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์   แต่สุดท้ายก็อดใจอ่อนต้องไปดูฮวงจุ้ย  ดูบ้านดูช่องให้ชาวบ้าน  แถมแก้ไขให้เขาอีก   ทั้งๆที่เรียนมาทางด้านจิตวิทยา  พยายามอุตส่าห์แนะนำการแก้ไขปัญหาชีวิตแบบจิตวิทยา   ชาวบ้านก็ไม่สนใจมากเท่ากับเชื่อว่า ผมเป็นหมอดูที่เก่ง    
สุดท้ายก็เบื่อ  เพราะ “คน” มีความต้องการที่ไม่รู้จักสิ้นสุด   ชาวบ้านก็มารบกวนทุกวัน   มีแต่เรื่องเดิมๆ   นานวันจึงเกิดการเรียนรู้ว่า  ชาวบ้านเขาอยากแค่ให้ชีวิตเขาสุขสบาย  ร่ำรวยขึ้น  มียศศักดิ์สูงขึ้น   เราไปช่วยให้เขาหลงอัตตามากขึ้น   ไม่ได้ช่วยให้เขาเบื่อโลก  เบื่อชีวิตตามหลักศาสนาพุทธเลย   แต่เพราะสงสารอดใจอ่อนช่วยเหลือชาวบ้านไม่ได้  จึงทำลงไป     
นี่คือเหตุหนึ่งที่พระภิกษุสามเณรต้องหลงทางไปในทางนอกพุทธศาสนามากขึ้น   เพราะเมื่อชาวบ้านนับถือ  ว่าพระภิกษุองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์ ขลัง  เป็นผู้วิเศษ  ก็มักถวายเอกลาภมากมาย    สักการะและคำสรรเสริญเยินยอ  จึงทำลายพระภิกษุสามเณรที่ดีไปในที่สุด   
ขนาดคนที่คิดว่าตัวเองชนชั้นสูง         ยังไปหาพระภิกษุที่เชื่อว่าเป็นผู้วิเศษ  ศักดิ์สิทธิ์ ขลัง  ช่วยปัดเป่าเคราะห์หามยามร้าย  ให้พ้นภัยอันตรายไม่ใช่หรือ  ไม่เชื่อก็ลองไปเรียนถามท่านเจ้าคุณธงชัย  วัดไตรมิตร  ท่านเจ้าคุณพระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา   ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อเณร  วัดศรีสุดา    ฯลฯ  ว่าเป็นจริงอย่างนี้หรือเปล่า    แล้วนั่นใช่การทำตามพระธรรมวินัย หรือส่งเสริมพระที่ดีของศาสนาพุทธหรือเปล่า
และเหตุนี้  จึงทำให้พระภิกษุที่ยังไม่หนักแน่นในพุทธศาสนา หรือไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาทางละคลายอัตตา   เมื่ออยากหาทุนทรัพย์มาสร้างวัด หรือซ่อมแซมวัดวาอารามที่ตนเองอยู่  จึงตั้งตนเป็นผู้วิเศษ  ผู้ศักดิ์สิทธิ์  เพราะเส้นทางสายนี้  หาเงินง่าย   เนื่องจากผู้คนส่วนมากพร้อมที่จะเชื่อ   เพราะอยากรวยทางลัด  อยากสุขสบายง่ายๆ อยู่แล้ว     และจึงมีผลให้ผู้คนส่วนหนึ่งแอบอ้าง (บวช) เป็นพระภิกษุสามเณรที่คนไทยนับถือสูง  หลอกลวงหาเงินทอง  บำเรอความสุขส่วนตัว   พระภิกษุสามเณรปลอมเหล่านี้จึงทำลายพระพุทธศาสนาที่ดีให้หมดไป   เพราะทำให้ผู้คนที่ต้องการพ้นทุกข์ขาดศรัทธา  ไม่นับถือพุทธศาสนายิ่งขึ้น

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา    ถึงแม้จะขับไล่พระภิกษุสามเณรที่ไม่ทำตามพระธรรมวินัยออกไปให้หมด  อย่างเช่น พระเจ้าอโศกมหาราช  รัชกาลที่ ๑   ก็เป็นการยากมากอยู่ดี   ที่จะทำให้มนุษย์ทั่วไปหันมาเข้าใจศาสนาพุทธที่แท้    แม้คนๆนั้นจะตั้งใจดีรักษาพุทธศาสนาก็ตาม   แต่อย่างไรคนที่อยากให้มนุษย์พ้นทุกข์  ก็ยังต้องช่วยเพื่อนมนุษย์ต่อไป

เพราะนับตั้งแต่มนุษย์โดยทั่วไปเกิดมา   ก็ถูกสอนให้ “ยึดมั่นถือมั่น” ทุกสิ่งมาตลอด    แต่คำสอน  หรือ “หลักพุทธศาสนา”  สอนให้ละอัตตา  สอนให้ละคลายความยึดมั่นถือมั่น   จะไปด้วยกันได้อย่างไร  
ยิ่งโลกทุกวันนี้  มีแต่การส่งเสริมให้ยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น   ส่งเสริมอัตตามากขึ้น ผู้คนจึงหลงทั้งอบายมุข  สิ่งเพลิดเพลิน  รวมทั้งหลงยึดมั่นว่าตัวเองเป็นคนเก่ง    คนดีกว่าใคร   ทำให้ยิ่งนอกพุทธศาสนาไปใหญ่
จึงเป็นการยากมากที่พุทธแท้ จะเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ และสังคมที่มีแต่ความสุข  ความสะดวกสบาย  และยิ่งถ้าอยู่ในสังคมที่มีความหลงใหล  ฟุ้งเฟ้อ  หลงอัตตา  หลงศักดิ์ศรีชนชั้น   ก็ยิ่งจะถูกหลอกจากคนที่ “สร้างภาพ” ว่าพวกตัวเท่านั้นที่เป็นคนดีกว่าใคร
...
น่าสงสารประเทศในอนาคตจริงๆ ครับ      เพราะ......จะมีแต่พวกขยันอยากพัฒนา   แต่ "โง่" และอวดฉลาด มากขึ้น
ช่วยกัน “ฉุกคิด”  สักนิดว่า  ถ้าอยากให้พระภิกษุสามเณรทำตามพระธรรมวินัยดีขึ้น   จะมีทางอื่นที่ดีกว่า  การทำลายล้าง  และการใส่ร้ายป้ายสีแบบทุกวันนี้ไหมครับ

..............

บทสรุป....
มาถึงตอนนี้  หลายท่านก็คงพอเข้าใจระดับหนึ่งว่าปรากฏการณ์ของวงการสงฆ์ไทย  และความดูหมิ่นดูแคลนพระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันมาจากทั้งตัวพระภิกษุสามเณร   และความต้องการของสังคมที่อยากให้พระดีเข้ามาช่วย “สังคม”
ซึ่งเรื่องที่สังคมต้องการได้ทั้งพระดีตามพระธรรมวินัยด้วย  และให้พระช่วยเหลือ “สังคม” ไปด้วย  คงเป็นการยากที่จะทำให้เกิดขึ้นได้    เพราะถ้าพระมุ่งมาช่วยเหลือสังคมมากขึ้นเท่าใด   หรือสังคมต้องการให้วัดเป็นที่ฝึกอบรมลูกหลานของตัวเองให้เป็นคนดี   พระภิกษุสงฆ์ก็ต้องย่อหย่อนพระธรรมวินัยเท่านั้น 
เช่น  หลายท่านมีความศรัทธาในองค์หลวงพ่อคูณ  ว่าเป็นพระดี  พระเสียสละ  ไม่ยึดติดช่วยเหลือทั้งทางราชการ และภาคเอกชนมานับไม่ถ้วน    แต่ถ้าเอาอย่างที่หลายคนอยากได้พระแท้  พระที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจริงๆ   ประชาชนก็ทำให้หลวงพ่อคูณต้องปลงอาบัติทุกวัน    เพราะหลวงพ่อคูณต้องปลุกเสกเครื่องรางของขลัง  วัตถุมงคล  เคาะหัว  นิมนต์ท่านเหยียบโฉนดที่ดิน  และรับเงินบริจาคจากผู้มีศรัทธาด้วยมือท่านเอง    แต่เพราะท่านมีเมตตาจิต  ยอมอาบัติ  เนื่องจากท่านเห็นแก่ความทุกข์  ความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องการท่านเป็นที่พึ่ง  และเห็นแก่หน่วยราชการที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการสร้างสิ่งต่างๆ ที่เป็นสาธารณประโยชน์แก่คนส่วนมาก  ท่านจึงยอมเสียสละส่วนตน  เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
แต่..เมื่ออย่างไร  “สังคม กับ พระสงฆ์” คงตัดกันไม่ขาด  เพราะพระเองก็เลี้ยงชีพ (บิณฑบาต) ได้ด้วยศรัทธาจากชาวบ้าน  เมื่อชาวบ้านเดือดร้อน  และมาขอความช่วยเหลือ  พระเองก็ต้องอนุเคราะห์ตามความสามารถของตนเองด้วยเมตตาจิต    จะบอกว่าอาตมาบวชมาเพื่อไปนิพพาน  ไม่ขอเกี่ยวข้องกับโลกใดๆ ทั้งสิ้นก็ไม่ได้  ถ้าผู้ใดเคยอ่านประวัติองค์หลวงปู่มั่น   เมื่อชาวบ้านประสบกับความเดือดร้อนจากการทำมาหากินทั้งภัยแล้ง   ภูติผีปีศาจรบกวน   หลวงปู่มั่นท่านก็อนุเคราะห์ช่วยเหลือด้วยตนเองบ้าง  ส่งพระที่มาฝึกปฏิบัติกับท่าน  ไปช่วยเหลือชาวบ้านเสมอ  ทั้งสงเคราะห์ด้านการเพาะปลูก  และการสวดมนต์  ประพรมน้ำมนต์ เพื่อไม่ให้ภูติผีปีศาจรบกวน
ซึ่งคนในสังคมไทยปัจจุบัน   มองเห็นถือเอาสิ่งที่สังคมไทยแต่โบราณได้แบ่งพระออกเป็น ๒ พวกใหญ่ๆ  คือพระฝ่ายคามวาสี(พระบ้าน)  และฝ่ายอรัญญวาสี(พระป่า)   ซึ่งพระบ้านนั้น  ชาวบ้านต้องการให้ศึกษาเล่าเรียนตามพระธรรมวินัยมากๆ จะได้มาสอนชาวบ้านต่อ  และทางบ้านเมืองก็ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรเรียนธรรมะ แปลภาษาบาลี  ซึ่งถ้าพระองค์ใดเรียนดี  สอบได้ตามกฎเกณฑ์  ก็ยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้  ได้รับสิทธิพิเศษหลายประการ  แถมถ้าสอบได้ตั้งแต่ประโยค ๓ ขึ้นไป  ก็แต่งตั้งให้เป็นพระมหา  มีพัดประจำตำแหน่ง  มีเงินนิตยภัตรให้อีก  โดยหวังว่าจะได้เป็นผู้นำทางจิตใจให้กับชาวบ้าน   และช่วยฝึกอบรมลูกหลานชาวบ้านต่อไป  
ส่วนพระที่ชอบปฏิบัติ  ฝึกฝนจิตใจโดยตรง  ไม่อยากยุ่งกับโลก  ท่านก็เข้าไปอยู่ตามที่ห่างไกลผู้คนรบกวน  ซึ่งอาจจะเป็นป่า  เป็นถ้ำ  เป็นที่รกร้างว่างเปล่า  หรืออาจจะจาริกรุกขมูลไปเรื่อยๆ   ชาวบ้านก็อนุโมทนาสาธุด้วย  และไม่ไปรบกวนท่านแต่อย่างใด 
ซึ่งสังคมไทยที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้   ชาวบ้านทั่วไปต่างเข้าใจ  และไม่คาดหวังว่าพระบ้านจะเป็นพระที่ดีนัก  ขอเพียงแต่ไม่ล่วงละเมิดอาบัติปาราชิกก็พอใจแล้ว    แถมเมื่อมีพระดี  พระนักพัฒนามาอยู่ในหมู่บ้าน  ก็มักจะยุยงส่งเสริมลูกสาวให้พยายามเกี้ยวพาราสีพระมาเป็นลูกเขย  หรือไม่ก็ลงทุนหว่านล้อมพระด้วยตนเองก็มี  ใครอ่านประวัติหลวงปู่หลวงพ่อสายกัมมัฏฐาน  มักจะเจอเรื่องเหล่านี้เป็นประจำ  แม้หลวงพ่อชาท่านก็เคยถูกชาวบ้านใช้วิธีการนี้เช่นกัน   เพราะชาวบ้านเชื่อว่า  คนที่บวชเรียนแล้ว  มักเป็นผู้ชายที่ดี  จะเป็นพ่อบ้านที่ดี  ไม่งั้นชาวบ้านแต่ก่อนคงไม่ส่งเสริมลูกแต่งงานกับคนที่ยังไม่เคยบวชหรอกครับ
ดังนั้น  เมื่อปรากฏการณ์ทางสังคมไทย  ที่เกี่ยวข้องพระสงฆ์เป็นอย่างนี้   ในทัศนะของผมพอมีวิธีการ / แนวทาง  การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้   ทาง คือ
๑.  มีการลงโทษพระสังฆาธิการตั้งแต่เจ้าอาวาส  เจ้าคณะตำบล  เจ้าคณะอำเภอ  เจ้าคณะจังหวัด  และเจ้าคณะภาคที่รับผิดชอบพระภิกษุสามเณรในเขตตนเองไม่ให้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยที่ทำลายศรัทธาประชาชนอย่างจริงจัง  ตั้งแต่เบาไปจนกระทั่งปลดออกจากตำแหน่ง 
๒.  กำหนดให้พระบ้าน  หรือพระป่าครองสีจีวรที่แตกต่างกัน  (ซึ่งทางพฤตินัยก็ทำกันอยู่แล้ว  ไม่งั้นเมื่อปี ๒๕๕๗  จะมีนโยบายให้พระมหานิกายห่มผ้าสีเหลืองเจือส้ม ห่มจีวรแบบไทยเดิมเลิกข้าง บิดลูกบวบออกมาทางขวา   และพระธรรมยุติห่มจีวรสีพระราชนิยม ห่มจีวรแบบแหวก    ซึ่งก็ไม่ได้ผลทางนิตินัยนัก)   เพราะมีพระบ้านก็ไปห่มสีแบบพระป่า  เลยสับสนกันไปหมด

ดังนั้น  เพื่อให้ชาวบ้านไม่สับสน  จะได้แยกออกว่าพระพวกไหน  เป็นพระเพื่อ/ของ “สังคม” ที่ควรทำใจบ้าง  ไม่ถือโทษตำหนิติเตียนมากนัก     ทางพระหรือทางราชการ  จึงควรออกเป็นกฎให้ชัดเจน

เช่น  ทางฝ่ายมหานิกาย ถ้าเป็นพระบ้านให้นุ่งห่มจีวรแบบสีเหลืองเจือส้ม   พระป่านุ่งห่มสีเหลืองหม่น  ทางฝ่ายธรรมยุติกนิกาย  ถ้าเป็นพระบ้านให้ห่มสีกรักทอง  หรือสีพระราชนิยม   ส่วนพระป่าให้นุ่งห่มสีกรักแก่นขนุน  เป็นเรื่องเป็นราว เป็นกิจจะลักษณะ  และห้ามพระบ้านหรือพระป่านุ่มห่มสีที่ไม่ใช่ตนเองสังกัดอยู่เป็นอันขาด   

ส่วนเมื่อเห็นพระที่นุ่งห่มสีกรักแก่นขนุน  ที่เราถือว่าเป็นพระที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่ตรงที่สุด  มาเดินเพ่นพ่านในตลาด /ในเมือง หรือ ใช้เงินจับจ่ายซื้อขาย  นุ่งห่มไม่เรียบร้อย  ไม่อยู่ตามป่า  ตามทีวิเวกห่างไกลผู้คน   ก็ให้ทางเจ้าหน้าที่และพระวินยาธิการจับลาสิกขาไป  ก็คงพอบรรเทาปัญหาไปได้บ้าง

หรือจะเลียบแบบเครื่องแบบของข้าราชการที่มีสีไปแต่ละหน่วยงานก็ดีเหมือนกัน   เช่น  พระเรียนหนังสือนุ่งห่มสีเหลืองเจือแดง   พระนักพัฒนานุ่งห่มสีเหลืองหม่น   พระหมอๆทั้งหลายนุ่งห่มสีแดงเจือดำ   พระปฏิบัติกัมมัฏฐานนุ่งห่มสีกรักแก่นขนุน   เป็นต้น   ก็จะช่วยให้ชาวบ้านได้รับรู้ และหายความคาดหวังลงได้บ้างว่าพระองค์ไหนต้องเคร่งมาก    องค์ไหนไม่ต้องเคร่งมาก

๓. ชาวบ้านช่วยกันกำจัดพระภิกษุสามเณรที่ไม่สำรวม  ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ   ด้วยการไม่ใส่บาตร  ไม่นิมนต์รับอาหารที่บ้าน  ไม่กราบไหว้สักการะ  และถ้าเป็นไปได้ช่วยกันขับไล่ออกจากวัดหรือที่พักในชุมชนของชาวบ้านทันที    ถ้าชาวบ้านแข็งพอ  ไม่ช้าพระที่ไม่ดีก็จะหายไปจากวัด หรือสังคมไทยได้ทางหนึ่ง  (แต่ปัจจุบันพระกลัวชาวบ้านไม่พอใจจะขับไล่ได้ง่ายๆ  จึงพยายามยกวัดที่อยู่เป็นพระอารามหลวง  ชาวบ้านหมดสิทธิ์ที่จะจัดการพระโดยตรง   การจะแต่งตั้งถอดถอนเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส  เป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมเท่านั้น)
....
ทั้งหมดนี้  คงไม่สามารถจะทำให้พระภิกษุสามเณรทั้งหมดดีขึ้นได้   แต่ก็คงดีระดับหนึ่งครับ




 


วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พระเอก - จอมมาร : ธรรมะ - อธรรม

หนังสือหลายเรื่องกล่าวถึงการต่อสู้ระหว่าง พระเอกซึ่งเป็นผู้กล้า ...กับจอมมารผู้ชั่วร้าย...
>
เรื่องราวเหล่านี้ถ้าหากพลอตไม่ซับซ้อนมาก จอมมารก็อาจไม่ค่อยมีหลักการ แต่เป็นคนอารมณ์ดี ชอบหัวเราะ “วะฮ่าฮ่าฮ่า กูอยากยึดครองโลก กูก็ไม่รู้หรอกว่ายึดไปทำไม พลอตมันเขียนแบบนี้!”
>
แต่หากพลอตซับซ้อนหน่อย ก็จะมีการให้เหตุผลกับจอมมารมากขึ้น เช่น “...เราเป็นจอมมารเพื่ออะไรบางอย่าง...”
>
ลึกลงไปหลายครั้งเหตุผลนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี เช่น ต้องการให้บ้านเมืองเจริญ ต้องการให้เผ่าพันธุ์ของตัวเองอยู่รอด หรือแม้แต่ต้องการสันติภาพอันถาวร... หลายครั้งเป้าหมายปลายทางไม่ได้ต่างจากพระเอก
>
...สิ่งที่แตกต่างกันคือวิธีการ...
>
เช่น หากพระเอกเดินไปพบเด็กกำลังจมน้ำ และหมู่บ้านที่กำลังถูกไฟไหม้พร้อมกัน พระเอกต้องตัดสินใจว่าจะช่วยใครก่อน
>
ถ้าพระเอกนั้นมีความสามารถจริง เขาจะไม่ยอมละทิ้งธรรมะเล็กเพื่อธรรมะใหญ่ เขาจะรีบว่ายน้ำไปช่วยเด็ก แล้วรีบปีนกลับขึ้นไปช่วยดับไฟที่หมู่บ้านจนสำเร็จ หากทำได้เช่นนี้จึงนับเป็นฮีโร่
>
แต่ถ้าเป็นจอมมาร เขาจะไม่ลังเลที่จะเสียสละส่วนน้อยรักษาส่วนใหญ่ เขาจะวิ่งไปช่วยดับไฟที่หมู่บ้านทันที และเผลอๆ อาจจะยิงเด็กคนนั้นตาย เพื่อไม่ให้ผู้คนสับสน
>
จอมมารมักเห่อเหิมในอำนาจ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเขาโดยไม่เลือกวิธีการ ไม่สนใจความเดือดร้อนของคนอื่น พระเอกจะมองว่าจอมมารโหดร้าย จอมมารจะมองว่าพระเอกไร้เดียงสา ไม่มีประสิทธิภาพ...
>
หากให้ผู้คนตัดสิน ใครๆ ก็ต้องบอกว่าพระเอกนั้นดีกว่าจอมมาร... แต่ในบางสถานการณ์ จอมมารก็จัดการปัญหาบางอย่างได้ดีกว่าพระเอก...
>
โลกที่เราอาศัยอยู่นั้น ไม่ใช่โลกที่มีธรรมะกำลังต่อสู้กับความชั่วร้าย...เท่านั้น แต่...เป็นโลกที่ “ธรรมะ” อย่างหนึ่ง กำลังต่อสู้กับ “ธรรมะ” อีกอย่างหนึ่ง.
>
ในยามสังคม "ทุรเข็ญ" เพราะทัศนคติ ตรรกะวิปริต อาเพศ วิบัติไปหมดทุกอย่าง แม้แต่ผู้นำด้านการบริหาร และศาสนา
>
ถ้าเข้าใจ ก็ย่อมมีชีวิตที่พอมีความสุขได้

สังคมไทยถูกปลูกฝังมาให้ "เชื่อ" มากกว่า "คิด-วิเคราะห์"

จะเห็นได้ว่า สังคมไทย กำลังตกอยู่ภายใต้กระแสโฆษณาชวนเชื่อ
เช่น เรื่องต้องการให้สังคมมีแต่ "คนดี" เกลียด "คนเลว ทุจริต คอรัปชั่น"
ซึ่งคนไทยโดยมากจะบริโภค เสพข่าวสารนั้นทันทีที่ได้รับรู้
เพราะเชื่อมั่นในแหล่งข่าวที่ตนเองอ่าน หรือฟัง
จนกลายเป็นเกลียดชังบุคคล หรือสิ่งต่างๆ ตามที่เขาโฆษณาต่อๆกันมา.
>
ซึ่งไม่สามารถจะโทษใครได้
เพราะสังคมไทยถูกปลูกฝังมาให้ "เชื่อ" มากกว่า "คิด-วิเคราะห์"
ซึ่งก็เป็นการดี ถ้าผู้ใหญ่ที่เราเชื่อ เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมจริงๆ
>
แต่...ปัจจุบัน มันไม่ใช่อย่างที่คิด และเชื่อมาตลอด
เพราะผู้นำ หรือผู้ใหญ่บางคน จิตใจเต็มไปด้วยเล่ห์กระเท่ห์
มีแต่ความปลิ้นปล้อน หลอกลวง อิจฉาริษยาผูัได้ดีกว่า
แต่ทำตัวหลอกลวง(สร้างภาพ) ว่า ตัวเองเป็นคนดี มีคุณธรรม
>
สังคมไทยในอนาคต จึงอยู่ยากขึ้นทุกวัน
เพราะเราไม่ได้ "ฝึก" สอนให้เด็ก "คิดวิเคราะห์" ทุกอย่างที่เห็น หรือพบ
>
ก็หวังว่า สิ่งที่ผมแชร์ และโพสต์ อาจจะพอกระตุ้น
ให้ท่าน "ฉุกใจ" คิดได้บ้าง ว่า....
โลกนั้นไม่มีเพียงด้านเดียวที่ท่านคิด หรือเห็น หรือหลงเชื่อ
>
จึงอยากให้ทุกท่านมีหลักการ หรือเหตุผล
เมื่อท่านได้รับฟัง หรืออ่านข่าวสารต่างๆ
ด้วยการ "คิดก่อนเชื่อ" หรือ "หาข้อมูล" ให้ครบทุกด้าน
ก่อนจะตัดสินใจ "เชื่อ" หรือ "พูด" ออกไปเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
>
ขอให้ทุกท่าน มี "สติ" และ "ปัญญา" ในการดำรงชีวิตเสมอ
ผมขอเอาใจช่วยทุกท่านนะครับ

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สิ่งที่พบเห็น และรับรู้ : โรงเรียนคุณธรรม ๑

เมื่อปีการศึกษา  ๒๕๕๖  ผมได้รับเกียรติจากสำนักงานศึกษาธิการภาค ๓  ซึ่งรับผิดชอบติดตามดูแลการจัดการศึกษาของหน่วยงานการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ   มีจังหวัดลพบุรี  สิงห์บุรี  อ่างทอง  ชัยนาท  ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงานสถานศึกษาตามโครงการพัฒนาและส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน  ของกระทรวงศึกษาธิการ  

โครงการนี้  กระทรวงศึกษาธิการ  มีจุดประสงค์ตั้งใจให้สถานศึกษาตระหนักถึงคุณค่าในการสร้าง  ส่งเสริม  พัฒนา ปลูกฝังคุณธรรมในสถานศึกษา  เพื่อไปปลูกฝัง หรือกระตุ้นนักเรียน / นักศึกษามีจิตสำนึกที่ดี   เกิดแนวคิด  แนวทางการประพฤติตนตามคุณธรรมพื้นฐาน ๘ ประการ   ได้แก่  ขยัน  ประหยัด  ซื่อสัตย์  มีวินัย  สุภาพ  สะอาด  สามัคคี  มีน้ำใจ

ในการประเมินครั้งแรก  ทางสำนักงานศึกษาธิการภาค ๓ ได้ให้ศึกษาเอกสาร  วีดิทัศน์ที่แสดงถึงวิธีการ  กิจกรรม หรือกระบวนการพัฒนาส่งเสริมคุณธรรมของสถานศึกษาต่างๆ  ที่คิดว่าตัวเองประสบผลสำเร็จแล้ว  จำนวน ๓๓ โรงเรียน  

แต่...จากการศึกษาเอกสาร  ชมวีดิทัศน์  พบว่า  สถานศึกษา “เข้าใจผิด” และ “หลงทาง” หลายประเด็น  ดังนี้
    ๑.    ไม่เข้าใจว่า คุณธรรม คือ อะไร  หรือไม่รู้จะดูจากตรงไหนถึงจะรู้ว่าเป็นคุณธรรม  
    ๒.    บางท่านไปนำเอา “จริยธรรม” มาเป็น  “คุณธรรม”
    ๓.    ทำกิจกรรม “เฉพาะกิจ”  ขึ้นมารองรับการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรม
    ๔.    ทำกิจกรรม  เพื่อให้แต่นักเรียนทำ  แต่ครูไม่ต้องทำ  หรือไม่ต้อง “เป็น”
    ๕.    มุ่งแต่ทำกิจกรรม  แต่ไม่มีระบบกระบวนการที่จะพัฒนานักเรียนให้มีคุณธรรม จากหลักการ     แนวคิด หรือทฤษฏีใดๆ

“ถ้าเริ่มต้นผิด   เข้าใจไม่ตรง    สิ่งที่ได้จึงไม่เกิดผลตามที่ต้องการ”

        ในการประเมินรอบต่อมา    เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาศึกษาดูว่าได้ผล(คุณธรรม) ตามที่โรงเรียนได้ทำกิจกรรมส่งเสริมหรือพัฒนาหรือไม่    ซึ่งคณะกรรมการได้ไปเยี่ยมเยือนสถานศึกษาต่างๆ   โดยไม่ได้นัดหมาย หรือแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  เพื่อเห็นสภาพจริง   จะเรียกว่าเป็นการ “ประเมินตามสภาพจริง” ก็ย่อมได้     ทั้งเยี่ยมชม  และให้ครู ผู้บริหาร และนักเรียนตอบแบบสอบถามด้วย

        ผลปรากฏว่า   สถานศึกษาหลายแห่งเป็นไปตามที่ผม  และคณะกรรมการตั้งข้อสังเกตไว้   โดยสถานศึกษาหลายแห่งผมและคณะกรรมการเข้าไปก่อนเคารพธงชาติ    ระหว่างพักรับประทานอาหารกลางวัน   บางครั้งเข้าไปขณะสถานศึกษากำลังเลิก     ทำให้ประจักษ์ชัดว่า  สถานศึกษาหลงทางไปทำ “กิจกรรม” มากกว่าที่ตั้งใจ “พัฒนา(ปลูกฝัง)” คุณธรรมจริยธรรมจริงๆ   

        การไปเยี่ยมเยือนโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า  หรือนัดหมายก่อน  ทำให้เห็นของจริงว่าสถานศึกษาและตัวบุคลากร นักเรียนเป็นอย่างไร  ทั้งสภาพแวดล้อม   อาคารสถานที่   บุคลิก   พฤติกรรม  ส่วนมากจะไม่ค่อยสะอาดเรียบร้อย   วุ่นวาย  มีที่ประทับใจอยู่  ๓  โรงเรียน  คือ โรงเรียนเมืองละโว้  โรงเรียนบรรจงรัตน์  และโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย  ที่ดีเยี่ยมทั้งหมด   สภาพแวดล้อมก็สะอาด  ข้าวของในห้องจัดเรียบร้อย   โดยเฉพาะโต๊ะทำงานครู  ห้องพักครูสะอาดเรียบร้อยมาก   นักเรียนมีอัธยาศัย  มีน้ำใจช่วยเหลือกัน  ครูก็มีกิริยามารยาทเรียบร้อย  สมเป็นครู   เรียกว่าเขาดีจริงๆตามที่เป็นอยู่   ไม่มีการจัดฉากให้ใครดู    
ซึ่งตรงนี้ผมและคณะกรรมการ ถือว่า   “ถ้าบุคลากรครูยังไม่ดีจริง  ยังไม่เป็นตัวอย่าง (ต้นแบบ)  แล้วจะให้นักเรียนมีพฤติกรรมหรือจิตใจที่มีคุณธรรมได้อย่างไร”

        โรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา  ยิ่งเป็นแถบชนบท  มักจะได้เปรียบสถานศึกษาทั่วไปอย่างหนึ่ง คือ  ตัวนักเรียนจะเด่นเรื่อง   ความซื่อสัตย์   ความสามัคคี    และความมีน้ำใจ   โดยเฉพาะคุณธรรมสุดท้าย “ความมีน้ำใจ” จะเด่นมาก     ซึ่งถ้าดูไปแล้ว  น่าจะมาจากอิทธิพลของสังคมไทย  มากกว่า “ฝีมือ” พัฒนาของสถานศึกษา    แต่มีอยู่แห่งหนึ่งที่สามารถสร้างคุณธรรมชั้นสูง (ความกตัญญูกตเวที)  ได้ดีมาก   จะเล่าให้อ่านในครั้งต่อไป

        และเมื่อกลับมาตรวจสอบการตอบแบบสอบถามของนักเรียน และบุคลากรครูของสถานศึกษาต่างๆ  ทำให้ได้ผลยืนยันชัดเจนว่า    สถานศึกษาส่วนมากยังไม่สามารถ  “สร้างระบบ” เพื่อให้มีกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ  จนทำให้นักเรียนเกิดความตระหนัก   เห็นคุณค่า  และมีพฤติกรรมที่ออกมาจากจิตใจ”   อย่างแท้จริง
       
        ช่วงนี้ขอสรุปก่อนว่า 
๑.    คุณธรรม  ดูพฤติกรรมที่ออกมาจากจิตใจ,  จริยธรรมดูที่พฤติกรรมตรงๆ
(คุณธรรม”  หมายถึง  สภาพจิตใจที่มี จิตสำนึกที่ดี”  หรือ จิตใจที่ดีงาม”  หรือ จิตใจที่มี หลักยึดในความดี ความงาม ความถูกต้อง   หรือ จิตใจที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบ  รู้จักผิดชอบชั่วดี  เกรงกลัวต่อการกระทำความชั่ว  ซึ่งแสดงออกมาทางกาย   วาจา   และความประพฤติ หรือการปฏิบัติที่ทำเป็นประจำ  ต่อเนื่อง  ที่กลายหรือติดเป็น นิสัยของแต่ละบุคคล  เมื่อจิตเกิดคุณธรรมขึ้นแล้ว จะทำให้เป็นผู้มีจิตใจดี และคิดแต่สิ่งที่ดี   จึงได้ชื่อว่า  เป็นผู้มีคุณธรรม)

๒.    คุณธรรมจะเห็นได้ชัดจากความเคยชิน  หรือแสดงออกมาโดยทันทีเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ

๓.    คุณธรรมสร้างได้โดย  
๓.๑  บุคลากร /ครู ทุกคนต้อง “ทำเป็นตัวอย่าง  ต้นแบบ” ในทางที่ดีงาม  หรือในสิ่งที่ตนเองจะปลูกฝังให้กับนักเรียน
๓.๒  มีการจัดกิจกรรมที่ดีที่ให้นักเรียนทำเป็น“กิจวัตร” อย่างจริงจัง ต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อย ๓ ปีขึ้นไป โดยมีระบบและกระบวนการทำที่ดี   
๓.๓  มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องทำด้วยตนเอง และ/หรือได้ร่วมทำกับผู้อื่นหรือได้มาด้วย “ความยากลำบาก  หรือต้องต่อสู้ฝ่าฟัน”จนกว่าประสบความสำเร็จ  หรือ
๓.๔  ปลูกฝังให้นักเรียนมี ความเชื่อ หรือ ความศรัทธา เช่น กฎแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด  บาปบุญคุณโทษ พระเจ้า เป็นต้น หรือ  เชื่อมั่นศรัทธาต่ออุดมการณ์เป้าหมายที่สูงส่งของชาติ / สังคม เป็นต้น  หรือ
๓.๕  ทำให้ “ตระหนัก” ในคุณค่าของชีวิต   หรือทำให้ “เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง” ต่อความเป็นจริงของชีวิต  เช่น  ขันธ์ ๕   กฎไตรลักษณ์   โลกธรรม ๘   อริยสัจ ๔   มรรค ๘  ปฏิจจสมุปบาท ๑๒   เป็นต้น

        สถานศึกษาส่วนมากข้อ ๓.๑  ก็ไม่ผ่านแล้วครับ,   ข้อ ๓.๒ มีอยู่  ๗  แห่งที่ทำได้ถึง, ข้อ ๓.๓ ที่เด่นชัดมี ๔ แห่ง,  ข้อ ๓.๔  ยังสรุปไม่ได้ชัดว่า  เป็นฝีมือของสถานศึกษา  หรือสังคม  หรือครอบครัว  หรือพระ  หรือสื่อสารมวลชนกันแน่   แม้ในสถานศึกษาจะมีกิจกรรมตามแนวทางศาสนา   แต่จากการตอบแบบสอบถามของนักเรียนมีน้อยคนมากที่จะเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม หรือนรกสวรรค์ เป็นต้น    ส่วนข้อ ๓.๕  ยังไม่สถานศึกษาใดทำถึงครับ 

คราวหน้าจะมาเล่าสถานศึกษาแต่ละแห่งที่ไปพบมา  เพื่อเป็นตัวอย่างของการพัฒนาส่งเสริมจริยธรรมคุณธรรมแก่ผู้สนใจได้บ้าง

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิพากษ์วิจารณ์ การทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาไทย

วันก่อนผมได้คุยกับสหายทางวิชาการของผม ปรากฏว่ามันไปประสบปัญหาเรื่องสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่เมืองไทยเข้า กรรมการสอบขอแก้เรื่องที่มันทำหลายประเด็น ทั้งๆที่ตอนสอบเค้าโครงก็ผ่านไปด้วยดี แต่พอมาคราวนี้สอบเนื้อหา กรรมการดันย้อนกลับไปรื้อเค้าโครงของมันอีก เลวร้ายกว่านั้น ไอ้เค้าโครงบทต่างๆที่รื้อเป็นส่วนที่บรรดากรรมการทั้งหลายขอให้เขียนเอง ด้วยอึ้งครับ

ใครเจออย่างนี้คงอึ้งไปตามกันผมไม่แน่ใจว่า การศึกษาระดับปริญญาโทและการทำวิทยานิพนธ์ที่เมืองไทยของคณะอื่นจะเหมือนกับ คณะผมหรือเปล่า ผมเลยขอกล่าวเฉพาะในส่วนของนิติศาสตร์ที่ผมคุ้นเคยแล้วกันปริญญาโท นิติศาสตร์ มธ. เมื่อก่อนเรียนกันมาราธอนมากครับ เรียนครอสเวิร์คหมดนี่ก็เกือบ ๔ ปีได้ ทำวิทยานิพนธ์อีก ๓-๔ ปี หาได้ยากมากครับบนโลกใบนี้ที่เรียนปริญญาโทยาวนานเกือบทศวรรษ

จน กระทั่งปีการศึกษา ๒๕๔๔ รุ่นที่ผมและเพื่อนเข้าไปเรียนปีแรก ก็มีการเปลี่ยนหลักสูตร เรียนครอสเวิร์คแค่ปีครึ่งหรือ ๓ เทอม จากนั้นก็ลงมือทำวิทยานิพนธ์ รวมระยะเวลาทั้งครอสเวิร์คและวิทยานิพนธ์ต้องไม่เกิน ๔ ปีจากการที่ผมเป็นลูกครึ่งเคยเรียนทั้งโทที่เมืองไทย (แต่ลาออกมาก่อนเพื่อมาเรียนต่อที่นี่) และกำลังทำเอกที่ฝรั่งเศส

ผมเลยมานั่งคิดๆ มองระบบวิทยานิพนธ์ที่ฝรั่งเศสแล้วย้อนกลับไปดูที่บ้านเรา มีข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ได้หลายประเด็นครับ ตั้งแต่ตัวเนื้อหา ระบบการสอบ ยันการ “จิ้มก้อง” อาจารย์ที่ปรึกษาและกรรมการ

 ประเด็นที่หนึ่ง  ระบบการสอบวิทยานิพนธ์การสอบวิทยานิพนธ์ที่เมืองไทยต้องสอบสองรอบ คือ สอบเค้าโครงและสอบตัวเล่ม ส่วนที่ฝรั่งเศส ผมสอบรอบเดียว ปีแรกผมก็วิ่งหาอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอว่าผมจะทำหัวข้ออะไร ถ้าอาจารย์ตกลงรับ เราก็ไปลงทะเบียนหลักสูตรปริญญาเอกได้ จากนั้นเราก็ทำงานไปปรึกษากับอาจารย์เราไปเรื่อยๆจนครบสามปี ถ้าปิดเล่มได้ก็ขอสอบ อาจารย์ก็จะหารือกับเราว่าจะตั้งใครเป็นกรรมการบ้าง แล้วก็นัดสอบเพื่อปกป้องวิทยานิพนธ์ของเรา

ผมเห็นว่าระบบของบ้านเราน่าจะสอบมากเกินไป วิทยานิพนธ์เป็นงานของเราร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ระหว่างการทำงานตลอด ๒-๓ ปีนี้ เราก็โดนอาจารย์อัดตลอด ถ้าเค้าเห็นว่างานได้มาตรฐานพอควรก็จะอนุญาตให้ปิดเล่มเพื่อเตรียมสอบ ในทางกลับกันถ้าไม่โอเค เราก็ต้องแก้ไปเรื่อยๆ แต่ที่เมืองไทยกลับเป็นว่าโดนอาจารย์ที่ปรึกษานวดแล้วนวดอีก พอไปสอบเค้าโครง กรรมการดันมาแก้ของเราอีก แก้เสร็จ สอบเล่มรอบที่สอง ไม่พอใจ แก้อีก แก้ไปแก้มา จนบางครั้ง “งาน” ของเราแทบไม่เหลือเนื้อหาที่เราตั้งใจจะทำเลย กลายเป็นเขียนตามใบสั่งกรรมการแก้

ตามใจกรรมการขนาดนี้ ไม่ใช่วิทยานิพนธ์ของเราแล้วครับ เรียกว่าวิทยานิพนธ์ของ ศ.ดร. อัตตา อีโก้จัด ประธานกรรมการ, รศ.ดร. มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ กรรมการ, รศ.ดร. กูเก่ง อย่าเถียงกู กรรมการ, ผศ.ดร. ไม่ได้อ่าน แต่ขออัด กรรมการ และรศ.ดร.ได้ครับท่าน ดีครับผม อาจารย์ที่ปรึกษา น่าจะเหมาะสมกว่า ถามว่าแล้วยอมแก้ตามทำไม เถียงสิ สู้สิ

ถ้าโลกแห่งความ ฝัน สหายทางวิชาการของผมมันคงทำไปแล้ว แต่บนโลกหม่นๆ (ของมันในขณะนี้) ก็คงได้แต่นั่งจดๆๆๆ ที่เค้าสั่งให้แก้พร้อมๆกับด่าในใจว่า “แมร่ง... (เติมคำในช่องว่างตามอัธยาศัย) ....”ไม่ต้องเดือดร้อนไปถามเปาบุ้นจิ้นหรอกครับ วิญญูชนอย่างเราๆลองช่ังน้ำหนักดู

งานที่เราทำมา ๒-๓ ปี แต่กรรมการเอาไปอ่านแค่สัปดาห์เดียว (จริงๆอาจอ่านบนรถระหว่างเดินทางมาสอบ เค้าให้ไปอ่านตั้งหลายสัปดาห์ ดันเอาไปนอนกอดเล่นซะงั้น) มาถึงก็ชี้นิ้วกราดสั่งแก้นั่นแก้นี่ มันเป็นธรรมมั้ย? ปัญหาเบื้องต้นอยู่ที่หน้าที่ของกรรมการสอบวิทยานิพนธ์

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีระเบียบมหาวิทยาลัยข้อไหนที่เขียนหน้าที่ของกรรมการ ไว้หรือไม่ แต่โดยทั่วไปเราเอ่ยคำว่า “กรรมการ” แล้ว ก็จะนึกถึงคนที่มีหน้าที่ในการตัดสินหรือชี้ขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เข้าไปล้วงลูกทำหรือแก้ไขในเรื่องนั้นๆเสียเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ผมดูระบบของฝรั่งเศสและลองสอบถามคนที่เคยผ่านสมรภูมิการสอบวิทยานิพนธ์ใน ประเทศอื่นๆแล้วก็ยิ่งงงไปกันใหญ่กับระบบที่บ้านเราเป็นอยู่ ผมพบว่ากรรมการสอบมีหน้าที่ในการสอบเท่านั้น กรรมการจะอัดประเด็นจุดอ่อนหรือที่น่าสงสัยในวิทยานิพนธ์ของเรา แล้วเราก็ต้องอธิบายไป เท่านั้นเองหน้าที่เขา

แต่...กรรมการ บ้านเราเล่นมีสอบสองครั้ง กรรมการก็เข้ามาแทรกแซงงานของเราตั้งแต่การสอบเค้าโครง ไปตัดนั่นนิด เติมนี่หน่อย พอสอบตัวเล่ม กรรมการยังไม่พอใจ อยากให้แก้อีกเลยลงมติให้ผ่านแบบมีเงื่อนไข (รู้สึกจะมีที่ไทยแลนด์ที่เดียวมั้งครับนี่) เราก็ต้องตามไปแก้อีกรอบ

ที่สำคัญกรรมการบางคนดันลืมว่าเคยสั่งให้นักศึกษาไปแก้เอง  แต่ดันมาอัดนักศึกษาอีกว่าเอามาจากไหนนี่มันประเด็นใหม่ เจอยังงี้เข้าก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่เป็นล่ะครับ  ถ้าระบบการสอบวิทยานิพนธ์เมืองไทยยังเป็นเช่นนี้   เห็นจะหนีไม่พ้น “งาน” ที่อยู่ในนามของนักศึกษา   แต่มีวิญญาณของประธานกรรมการและกรรมการซ่อนอยู่ แล้วระบบความรับผิดชอบในงานจะอยู่ที่ไหนยังน่าสงสัยอยู่ งานในชื่อของเรา แต่ไม่ได้เป็นความคิดเรา

คนอ่านอยากวิจารณ์ก็ต้องวิจารณ์ “งาน” ของผู้เขียนหาใช่ “งาน” ของกรรมการไม่ มิพักต้องกล่าวถึงวิทยานิพนธ์ประเภท “งานฝาก” ที่กรรมการอยากรู้เลยสั่งให้เขียน  กรรมการบางคนสนใจแต่ไม่มีปัญญาเขียนเองหรือมีปัญญาแต่ขี้เกียจก็มา “ฝาก” ให้เด็กค้น แล้วเขียนลงในวิทยานิพนธ์

กรรมการบางคนทำราว กับว่าวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาเป็นห้องน้ำหรือห้องนอนที่ไว้ใช้สำเร็จความ ใคร่กามกิจทางวิชาการของตนเอง   ผมคิดว่าคนที่มีสิทธิในการล้วงลูกวิทยานิพนธ์ของเรามีได้คนเดียวเท่านั้น คือ อาจารย์ที่ปรึกษา เพราะเป็นคนที่ทำงานร่วมกับเรามาตลอดสามถึงสี่ปี แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็ยังมีสิทธิสงวนเรื่องที่เราอยากเขียนไว้ในวิทยา นิพนธ์ของเราได้ เพราะในท้ายที่สุด  วิทยานิพนธ์นั้นก็ปรากฏในนามของเราตลอด

การเรียนปริญญาเอกในปีแรกของผม ผมกำหนดประเด็นปัญหาและร่างเค้าโครงละเอียดในวิทยานิพนธ์พร้อมกับหารือ อาจารย์ที่ปรึกษาผมโดยตลอด อาจารย์ย้ำกับผมในทุกครั้งว่าเป็นงานของผม ผมมีเสรีภาพในการประดิษฐ์เค้าโครงของผมได้เต็มที่ แกเพียงแต่เสนอแนะในสิ่งที่แกคิดว่าเหมาะให้ผมรู้เท่านั้น จะเอาหรือไม่เอาอยู่ที่ผม แกบอกผมว่าเราออกแบบเค้าโครงได้หลายรูปแบบ ผมมีอิสระในการคิดได้เต็มที่ หลายครั้งแกก็โอเคตามผม และอีกหลายครั้งผมก็เชื่อตามแก

ต้องยอมรับว่ามีบางประเด็นที่ผมมองไม่เห็นแต่พอแกพูดขึ้นเท่านั้นแหละ ผมปิ๊งเลยไม่เพียงแต่เนื้องานเท่านั้นที่เรากับอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมกันทำ หากยังรวมถึงการตั้งกรรมการสอบอีกด้วย อาจารย์อยากเอาใครมาเป็นกรรมการก็ต้องถามเราก่อน ในขณะเดียวกันอาจารย์เองก็จะแนะนำด้วยว่าใครที่เชี่ยวชาญในเรื่องที่เราทำ และเหมาะมาเป็นกรรมการสอบ

ย้อนมาดูที่บ้านเราอาจารย์ที่ปรึกษามักจะผูกขาดการทาบทามกรรมการสอบ  เหตุผลที่ผมนึกออก  มีสามประการ  คือ  หนึ่ง นักศึกษาเราไม่รู้จักอาจารย์เท่าไรนัก  สอง อาจารย์ที่เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องมีน้อยเต็มที  จึงไม่จำเป็นต้องหารือว่าจะตั้งใครเป็นกรรมการดี  ยังไงๆกรรมการก็จะวนกันอยู่ที่หน้าเดิมๆ และสาม อาจารย์ที่ปรึกษายึดอำนาจจากเราไปเพื่อลดขั้นตอน เพราะเกรงว่าหากมัวแต่หารือจะเสียเวลาอันมีค่าในการทำวิจัยหาเงินของตนไป

เมื่อผู้เชี่ยวชาญเรามีน้อยผสมกับอาจารย์ที่ปรึกษาจัดการทาบทามคนที่เค้าสนิท หรือเคารพเป็นการส่วนตัวก็เกิดปัญหาตามมาอีก  อาจารย์ที่ปรึกษาแทนที่จะช่วยปกป้องวิทยานิพนธ์เรายามที่กรรมการอัดตอนสอบ แต่กลับนิ่งเฉย ไม่อนาทรร้อนใจ  ปล่อยให้กรรมการอัดอย่างเมามัน ยิ่งไปกว่านั้นบางคนยังไปช่วยกรรมการอัดเราอีกด้วยทำไมเป็นเช่นนั้น? ผมคิดว่ามาจากระบบอาวุโสซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเราครับ  จริงอยู่การเคารพอาวุโสเป็นข้อดีที่เรามีเหนือชาติอื่นๆ แต่บางครั้งมันก็เป็นดาบสองคม เราเคารพมากจนเกินเรียกว่าเคารพ   ผู้ใหญ่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เถียงไม่ได้ ถึงอยากเถียงก็ไม่ควรเถียง เพราะเถียงไปอาจสร้างความหมั่นไส้ให้แก่บรรดาผู้ใหญ่ที่ถือว่าตนเป็น authority ในด้านนั้นๆ

ไม่น่าแปลกใจเลยที่อาจารย์ที่ปรึกษาไม่กล้าปกป้องวิทยานิพนธ์ของ นักศึกษา ในเมื่อกรรมการและประธานกรรมการล้วนแล้วแต่เป็น “มาเฟีย” ในสาขานั้นๆ แหม... ขืนอาจารย์ที่ปรึกษาออกรับแทนเด็กก็กลายเป็นการดับอนาคตตัวเองไปสิครับ เพื่อนผมคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า นักเรียนไทยเข้าสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส กรรมการสอบถามเรื่องที่ลึกมากๆ นักเรียนไทยคนนั้นตอบไม่ได้ งง อึ้ง  อาจารย์ที่ปรึกษาออกรับแทนว่า “ผมคิดว่าประเด็นที่ท่านกรรมการถามมานี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์ ที่ลูกศิษย์ของผมเท่าไรนัก มันลึกเกินไป ผมขอตอบแทนแล้วกัน...” น่าคิดนะครับว่าประโยคนี้ผมจะมีโอกาสได้ยินจากอาจารย์ที่ปรึกษาของบ้านเรา หรือเปล่า


 ประเด็นที่สอง  เนื้อหาของ วิทยานิพนธ์เท่าที่ผมอ่านวิทยานิพนธ์ในสาขากฎหมายมา เค้าโครงวิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ “สำเร็จรูป” เริ่มจากบทที่ ๑ บทนำ  บทที่ ๒ ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา พัฒนาการ  บทที่ ๓ กฎหมายอังกฤษ บทที่ ๔ กฎหมายอเมริกา  บทที่ ๕ กฎหมายฝรั่งเศส   บทที่ ๖ กฎหมายเยอรมัน  และปิดท้ายที่บทที่ ๗ สรุปปัญหาและข้อเสนอแนะกล่าวเช่นนี้ วิทยานิพนธ์สาขานิติศาสตร์ไทยล้วนแล้วแต่เป็นกฎหมายเปรียบเทียบ (จริงๆไม่ใช่เปรียบเทียบด้วย เป็นการเอาเรื่องนั้นๆ ของกฎหมายหลายๆประเทศมาแปะลงไปมากกว่า คำว่า “กฎหมายเปรียบเทียบ” มีระเบียบวิธีที่ลึกกว่านั้น ไว้มีโอกาสผมจะเล่าให้ฟัง) นอกจากเป็นกฎหมายเปรียบเทียบแล้ว   เรายังพบเห็นวิทยานิพนธ์ที่เหมือนเอาเรื่องทางปฏิบัติมาเขียนอยู่ดาษดื่นถาม ว่าวิทยานิพนธ์แบบนี้ผิดมั้ย ? ผมว่าไม่ผิด แต่ไม่ควรเป็นแบบนี้ทั้งหมด

วิทยานิพนธ์ประเภทคล้ายกับงานวิจัยตามส่วนราชการต่างๆที่จ้างอาจารย์ มหาวิทยาลัยทำ   หรือวิทยานิพนธ์ประเภทคล้ายกับเรื่องในทางปฏิบัติ   หรือวิทยานิพนธ์ประเภทที่ไม่สะท้อนถึงงานในทางทฤษฎี  ผมว่าไม่ควรจะมีมากจนเกินไป   เพื่อนผมคนหนึ่งมาหารือกับผมบ่อยครั้งว่าเรื่อง ที่มันทำมีปัญหาอะไรบ้าง มีทางแก้อย่างไร เราจะแก้กฎหมายมาตราไหนดี เราจะเสนอร่างกฎหมายใหม่ๆเพื่อสร้างกลไกใหม่ๆเพื่อแก้ไขปัญหานั้นดีหรือไม่ ผมได้ยินคำถามทำนองนี้บ่อยครั้ง

คนส่วนใหญ่มักติดขัดที่บทสุดท้ายเรื่องข้อเสนอแนะ  คือไม่รู้ว่าจะเสนออะไรดี   ผมเห็นว่าถ้านึกไม่ออกก็ไม่จำเป็นต้องเสนอ  ข้อเสนอแนะนี่ถ้าไม่มั่นใจ ไม่รัดกุม ผมว่ายิ่งไม่ควรเสนอ นักศึกษามักคิดกันว่าบทสุดท้ายในชื่อว่า “บทสรุปและข้อเสนอแนะ” บังคับให้เราต้องเสนอ “สิ่งใหม่” ที่ไม่เคยมีในวงการกฎหมายมาก่อนลงไปให้มันดูเท่ ดูดี ผมกลับเห็นว่าอันตราย ข้อเสนอที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ  ข้อเสนอที่ไม่ปิดจุดอ่อนให้รัดกุม ข้อเสนอที่อธิบายในทางทฤษฎีไม่ได้เท่าไรนัก  ยิ่งจะโดนกรรมการต้อนได้ง่าย (แต่กรรมการบ้านเราอาจไม่สนใจประเด็นนี้ ๕๕๕)

ผมเห็นว่าถ้าอยากหา “สิ่งใหม่” ควร “ใหม่” ทางทฤษฎีมากกว่า เอาทฤษฎีมาฟาดฟันกัน ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่หลักของวิทยานิพนธ์ในระดับมหาบัณฑิตหรือดุษฎีบัณฑิต  ถ้าหาไม่ได้ก็น่าจะเป็นการรวบรวมในเรื่องนั้นๆแล้วนำมาสังเคราะห์ นำมาร้อยเรียงในแง่มุมที่ต่างออกไปแต่ในทางความเป็นจริง

ลองมองย้อนกลับไปที่วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิตตามชั้นหนังสือที่ห้อง สมุดดูสิครับ ผมว่ามีไม่เกินสิบเล่มที่ว่าถึงงานทางทฤษฎี นอกนั้นก็งานเชิงวิจัย งานภาคปฏิบัติ งานที่เอาตำราของบรรดากรรมการมาแปะๆลงไปเมื่อวิทยานิพนธ์นิติศาตร์มหาบัณฑิต ของบ้านเราเป็นกฎหมายเปรียบเทียบ(แบบแปะของเค้ามา) ห้าถึงหกประเทศผสมกับงานเชิงวิจัยแบบที่ส่วนราชการนิยมจ้างให้ทำ   จึงไม่น่าแปลกใจหากเราจะเห็นบทสรุปและข้อเสนอแนะว่า...๑. กฎหมายประเทศ ....บลา บลา บลา..... ว่าอย่างนี้   ๒. กฎหมายไทยยังไม่มีเหมือนที่ประเทศ ....บลา บลา บลา....มี   ๓. จึงเสนอว่า ประเทศไทยควรเอาอย่างที่ประเทศ .....บลา บลา บลา....... มีมาใช้เสียเอวังด้วยประการฉะนี้ง่ายมั้ยครับ

 ประเด็นที่สาม  คุณภาพของนักศึกษาและการอุทิศตนของอาจารย์ผมขอสวมวิญญาณคุณปริเยศภาคไม่ไว้หน้าใคร เพื่อที่จะบอกว่า  นักศึกษาในระดับมหาบัณฑิตในคณะผมที่มีคุณภาพควรค่าแก่การเรียนระดับมหาบัณฑิตนั้นมีน้อยจนเรียกได้ว่านับหัวได้   แต่จะไปโทษนักศึกษาก็ไม่ถูกนัก  ในเมื่อบ้านเรามีตลาดแรงงานที่ขึ้นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา  ใครได้ปริญญาโท ปริญญาเอก เงินเดือนยิ่งเยอะ   เช่นนี้ยิ่งทำให้ปรัชญาการศึกษาระดับสูงมั่วไปหมด  

จากเดิมที่การศึกษาระดับมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตเป็นการศึกษาเชิงลึกใน เรื่องเฉพาะ  เพื่อผลิตคนไปเป็นนักวิชาการในด้านนั้นๆกลายเป็นการศึกษาเพื่อเอาไปขึ้นเงินเดือน   หรือเพื่อฆ่าเวลาเพราะจบตรีมาแล้วยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี   หรือเพื่อเรียนตามที่พ่อแม่สั่ง   หรือเพื่อเรียนตามเพื่อนๆ ฯลฯ  จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะไม่ค่อยพบนักศึกษาปริญญาโทที่มีฉันทะทางวิชาการ ที่มุ่งมาดปรารถนาไปเป็นนักวิชาการ ที่มีนิสัยชอบค้นคว้าและขีดเขียน ที่มีนิสัยชอบคิดและถกเถียง

กลับกัน เราจะพบแต่นักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอกที่เข้ามาเรียนไปเพื่อเอาวุฒิปริญญาเพื่อไปใช้ สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา “สนามเล็ก” ที่เปิดรับแต่พวกมหาบัณฑิตทำให้คู่แข่งมีน้อยลงเมื่อตลาดเป็นแบบนี้  คณะต่างๆก็หนีไม่พ้นในการปรับตัวเข้ากับตลาด แย่งกันเปิดสารพัดหลักสูตร สารพัดโครงการ เพื่อดึงดูดใจนักศึกษาที่เป็นเหมือน “ลูกค้า” ในมหาวิทยาลัย “แม็คโดนัลด์”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นักศึกษาที่มาเรียนแบบมีเป้าหมายแค่เอา “กระดาษแผ่นเดียว” จะไม่ทุ่มเทค้นคว้า ขีดเขียน ในวิทยานิพนธ์ของตนเองเท่าไรนัก ขอเพียงเอาตัวรอดเพื่อได้กระดาษแผ่นนั้น ทุกอย่างก็เสร็จสมอารมณ์หมาย  ไม่เพียงแต่คุณภาพของนักศึกษาเท่านั้น   ตัวอาจารย์เองก็เช่นกัน อาจารย์ที่อุทิศตนให้กับวิทยานิพนธ์ของนักศึกษามีน้อยมาก นักศึกษาอู้  ขี้เกียจไม่หมั่นติดต่อาจารย์  ผิดที่ตัวนักศึกษาเอง   แต่...จะให้นักศึกษาวิ่งรอกหาอาจารย์ทุกวันโดยไม่ต้องทำมาหากินอย่างอื่น  แบบนี้เห็นทีจะไม่ไหวเหมือนกัน   ธรรมเนียมของเราไม่นิยมให้นักศึกษาติดต่อกับอาจารย์   บางคนอาจให้เด็กติดต่อทางอีเมล์  แล้วเกิดพี่ท่านไม่เปิด หรือเปิดแล้วไม่ตอบล่ะครับ  ผมว่าไม่น่าแปลกนะกับการอนุญาตให้เด็กโทรมาหาเพื่อนัดคุยกันเรื่องงาน  

ทุกวันนี้ผมก็โทรนัดอาจารย์ที่ปรึกษาผมตลอด แรกๆก็ไม่ค่อยกล้า จนอาจารย์ผมงงว่าทำไม ผมเลยอธิบายไปว่าบ้านผมไม่ค่อยมีเท่าไรที่ผมเรียกร้องการอุทิศตนจากอาจารย์   ไม่ได้หมายความถึงขนาดที่ว่าอาจารย์ต้องนั่งเฝ้าคณะทุกวัน  ขอเพียงเจียดเวลาอันมีค่าจากงานวิจัยทั้งหลายเพื่อมาคุยกับเด็กในเรื่องวิทยานิพนธ์สักนิดก็พอครับ  ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยแล้วมาเร่งเอาสองสามเดือนสุดท้ายเอาเข้าจริง  

บ่นๆไปก็หนีไม่พ้นไปพัวพันกับเรื่องค่าตอบแทนของอาจารย์อีก อาจารย์ต้องกินต้องใช้เหมือนคนทั่วๆไป เงินเดือนสองถึงสามหมื่นเศษๆ คงไม่พอยาไส้กับชีวิตเมืองหลวง ไหนจะลูกจะเมีย   ก็ต้องออกไป “ขุดเงิน” เอากับงานวิจัยบ้างเป็นแบบนี้ จะไปบ่นอะไรได้ครับเช่นนี้แล้ว   เราคงไม่อาจคาดหวังงานชั้นดีจากวิทยานิพนธ์ที่ทั้งลูกศิษย์ทั้งอาจารย์มา เร่งเอาสองเดือนสุดท้ายได้กระมังครับ................

ผมวิพากษ์การทำวิทยา นิพนธ์ไทยยาวมาก มานั่งนึกๆดู ผมเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตถ้าผมมีโอกาสไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ผมจะทำอย่างไร ในเมื่อระบบมันเป็นเช่นนี้ คนตัวเล็กๆมีแค่สองมือเปล่าอย่างผมจะไปต้านทานระบบที่เก่าแก่และฝังรากลึก ได้เท่าไรกันเชียว ได้แต่หวังว่าผมจะยืนอยู่ในระบบนี้ได้โดยไม่โดนกลืนเข้าไปด้วย ถ้าถึงวันหนึ่งผมถูกกลืนเข้าไป หากใครพบเห็น ขอความกรุณาเตะก้นแรงๆให้ผมรู้ตัวละกัน จักเป็นพระคุณอย่างสูงเอาเข้าจริง

ที่ผมร่ายยาวมาทั้งหมดมันก็เป็นปัญหางูกินหาง พันกันไปมาไม่รู้จบ ตั้งแต่ระบบการสอบ การประนีประนอมสไตล์ “ไทยๆ” ความอาวุโส การตั้งตนเป็น authority ในสาขาต่างๆ คุณภาพนักศึกษา ระบบการศึกษาระดับสูง ภารกิจของมหาวิทยาลัย ภารกิจของการศึกษาระดับสูง ค่าตอบแทนอาจารย์ เวลาที่อาจารย์มีให้กับนักศึกษา ตลาดแรงงาน ฯลฯ ไล่ไปเรื่อยๆสงสัยจะไม่จบครับ เฮ้อ...น่าจะถึงเวลาที่ต้องคิดดังๆเสียทีว่า มหาวิทยาลัยควรเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรที่มีลานวิ่งเล่นให้ลูกของชนชั้น กลาง (ส่วนใหญ่) หรือเป็นแหล่งบ่มเพาะทางปัญญากันแน่

เขียนโดย ETAT DE DROIT   เมื่อ 5/19/2548 06:15:00 ก่อนเที่ยง  วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 19, 2548
ท่านผู้ใดสนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่  http://etatdedroit.blogspot.com/2005/05/blog-post_18.html