วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อย่า "ฝันเฟื่อง" สร้างสรรค์สังคม ให้ทุกคนเป็น "คนดี"


มีหลายท่าน หลายคน ต่างมีจิตใจที่ปรารถนาดี อยากให้สังคมนี้สงบสุข รุ่งเรือง และมีแต่ "คนดี"

เมื่อก่อนสมัยที่ผมอายุยังน้อย ทำงานเป็น "ครูผู้สอน" ใหม่ๆผมก็คิดเช่นนั้น และลงมือแก้ไขพัฒนาเด็กอย่าง "ทุ่มเท"ผลที่ได้ คือ "น้อยนิด"

ตอนแรกก็น้อยใจ โทษระบบสังคมไม่ดี นักการเมืองไม่ดี กฏหมายไม่เข้มแข็ง ข้าราชการไม่เอาจริงรวมทั้งคนในสังคม "ไม่ค่อยมีคนดี" ทุกคน "มีจิตสำนึก" ที่ดีน้อย

แต่....ผมโชคดีที่ได้เรียนรู้หลักการ แนวคิดทางพุทธศาสนา "อย่างจริงจัง" มาตั้งแต่วัยเด็ก  และต่อมาเมื่อมีประสบการณ์การทำงาน และชีวิตมากขึ้น   จนกลายเป็น "ครูผู้ฝึก" 

ผมจึงเข้าใจได้อย่าง "แจ่มแจ้ง" ว่า "ไม่มีทางทำได้"

เพราะ.....

1. คนทุกคน "เหมือนกัน" แต่...ไม่เท่ากัน
2. คนเราแปรเปลี่ยนเสมอ แม้ในวันหนึ่งๆ ก็ทำทั้ง "สุจริต" และ "ทุจริต" หรือ "กุศล" และ "อกุศล" เสมอ ไม่มีใครคงที่ตลอดไป
3. ดี-ชั่ว, ถูก-ผิด, ควร-ไม่ควร, ฯลฯ เป็นเรื่อง "สมมติ" ของสังคมหนึ่งๆ ของจริงชีวิตมนุษย์ มีแค่ "ทุกข์กับสุข" เท่านั้น
4. "คน" ย่อมทำผิดได้ พลาดได้ พลั้งได้ เผลอได้ ทุกคน

เมื่อผม "เข้าใจ" แล้ว ผมก็ยอมรับว่า สังคมอย่างไรๆ ก็ "แตกต่างกัน"ไม่มีทางทำให้สังคมของคน "มีแต่คนดี" หรือ ทำให้ทุกคน "เสมอกัน" ได้

แม้...คนใน "วงการศึกษา" หรือ "วงการพระภิกษุ" ที่ผมเคยอยู่ด้วย ทำงานด้วย  ก็เป็น "คน" ที่สังคมเชื่อว่าเป็นปัญญาชน มีจิตใจที่ดีกว่าใคร  ก็ยังมีทั้ง "คนขี้เกียจ" , "คนเอาเปรียบ" , "คนขี้โกง" "คนเหลวไหล" , "คนบ้ากาม" ,คนขยัน" , "คนเป็นครู" , "พระทุศีล"  ฯลฯ

ทั้งๆที่คนในวงการศึกษา วงการพระ สังคมมอบให้มีหน้าที่ "สอน" และ "ฝึก" ผู้เยาว์ ให้เจริญเติบโตทั้งสติปัญญา และจิตใจด้วย "ความเมตตา" และ "ให้โอกาส" เด็กแก้ไขพัฒนาตนเองเขาเหล่านั้น ก็ยังทำหน้าที่นี้ไม่ได้เต็มที่เลย แถมบางคนยัง "ทำลาย" อนาคตของผู้เยาว์อีก.

แล้วนับประสาอะไรกับ "สังคม" ที่ใหญ่เป็น "ประเทศ"จะไม่มีคนประเภทต่าง ๆ เหล่านั้นได้

ขอเพียงแต่ว่า...... 

สังคมที่ดี คือ คนในสังคมนั้นต่าง"ใจกว้าง" และ "อดทน" เห็น "คนเป็นคน" "ให้โอกาส" ทุกคนพัฒนาปรับปรุงตัวเองได้ไม่ดูถูกเหยียดหยาม กดขี่ชนชั้นวรรณะ


รวมทั้งเพียงแค่ "ผู้นำ" ในสังคมทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี  มีจิตใจเสียสละ หรือถือศีลห้าก้ได้



แล้วทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เต็มที่ที่สุด
ทำทุกอย่างด้วย "ใจรัก" และมี "น้ำใจ" รวมทั้ง "เห็นใจ" ต่อกัน

ไม่ "ฝันเฟื่อง" ถึงสังคม แบบ "ยูโทเปีย" หรือ "พระศรีอาริย์" เลย

เท่านี้ก็เป็นการ "พอเพียง" แล้วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความในใจที่ “เสียดาย และเสียใจ” ๓

ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก  จนกระทั่งโตขึ้นมา  จนเป็นครูปีแรก  ผมก็เชื่ออย่างที่คนส่วนมากสอนให้เชื่อ   คือ “มุ่งเป็นคนดี”  พยายามเป็นลูกที่ดี  เป็นศิษย์ที่ดี  เป็นพี่ที่ดี  เป็นน้องที่ดี  เป็นสามเณรที่ดี  พระที่ดี และสุดท้ายเป็นครูดี   

แต่หลังจากที่ผมเป็นครูไปได้  ๑  ภาคเรียนการศึกษา  และจากแนวคิดอิทธิพลของหนังสือ “ชีวิต :เสรีภาพ : ปรัชญาการศึกษาแบบซัมเมอร์ฮิล”  ของ เอ เอส นีล  รวมทั้งแนวคิดที่ได้รับจากแนวจิตวิทยาการศึกษาของ สกินเนอร์    ทำให้ผมเปลี่ยนแนวความคิดการจัดการเรียนการสอนเป็นการสอนการเรียนตามธรรมชาติ  และศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียน    ส่วนการพัฒนานิสัยจิตใจเด็ก ผมไม่มุ่งให้นักเรียนเป็นคนดี  และผมก็ไม่เคยคิดจะเป็นครูดีอีก   นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน     

แต่...ผมมุ่งให้เด็ก  หรือคนที่ยอมให้ผมแนะนำ  ฝึกฝน  อบรมให้   เป็นคน “ที่รู้จักกาลเทศะบุคคล”  และผมจะพัฒนาทักษะคนเหล่านั้นให้เป็นไปตาม “เป้าหมาย” ที่เขาตัดสินใจเลือก   ไม่สอนหรือบังคับคนเหล่านั้นให้เป็นไปตามที่ผมคาดหวังอีก    แต่เมื่อนักเรียนตัดสินใจเลือกแล้ว  ผมจะเคี่ยวเข็ญเอาจริงทุกวัน  จนกว่าจะถึงวันสอบไล่ปลายภาคเรียนที่เป็นอันสิ้นสุดภารกิจที่ผมรับผิดชอบ   ผมถึงจะเลิกเคี่ยวเข็ญ  

และเมื่อสิ้นสุดภาคเรียน  หรือปีการศึกษา  ผมจะหาทางไปเที่ยวทั่วประเทศ  เพื่อตัดใจลืม  ไม่อาลัยอาวรณ์ว่านั่นก็ยังไม่ได้ทำ   นี่ก็ยังไม่ได้ทำ   ผมถือว่าผมทำเต็มที่อย่างจริงจัง   จะได้ผลเท่าไหร่ก็ช่าง     แต่สมัยเป็นนักศึกษา  และเป็นครูใหม่ๆ   ตอนนั้นคาดหวังไว้สูง  ประเภท  หวัง 100 %   ทำ ๑๐๐ %  อยากได้ 150  ทำนองนั้นและครับ   เป็นครูหลายปีจึงเข้าใจความจริง  และทำใจได้ในที่สุด  

และหลายปีต่อมา  ผมจึงนึกขึ้นได้ว่า  สิ่งที่ผมทำ   ก็คือ  สัปปุริสธรรม ๗  ของพระพุทธองค์  ที่ผมเรียนนวโกวาทมาสมัยเป็นเณรปีแรกนั่นเอง   (ใกล้ตัวกินด่างนะเรานี่)    เพราะสัปปุริสธรรม  ท่านแปลว่า  ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ  หรือ คุณสมบัติของคนดี, ธรรมของคนดี   มี ๗ ประการ คือ  ธัมมัญญุตา-รู้จักเหตุ,  อัตถัญญุตา – รู้จักผล, อัตตัญญุตา-  รู้จักตน, มัตตัญญุตา-รู้จักประมาณ, กาลัญญุตา-รู้จักกาล, ปริสัญญุตา-รู้จักชุมชนหรือประชุมชน, และปุคคลัญญุตา-รู้จักบุคคล   ถ้าทุกคนทำตามนี้ก็ชื่อว่า “เป็นคนดี” โดยอัตโนมัติ    ตอนหลังผมจะทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท  ผมก็เลยเลือกเรื่องนี้เป็นหัวข้อ  เพราะผมแทบจะเข้าใจ  สามารถโยงไปได้ทุกเรื่องในชีวิตจริง

เพราะถ้าทุกคนมีหลัก มีแนวคิดจุดยืน  มีเหตุผล  และรู้จักกาลเทศะบุคคล(จะเรียกสมานัตตาก็ได้)   ก็แทบจะไม่มีปัญหาในการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคมเป็นแน่   และถ้ายิ่งมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน  รวมทั้งพยายามพัฒนาคุณลักษณะตัวเองให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น   ชีวิตของผู้นั้นก็ย่อมเจริญรุ่งเรือง  ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน   (แต่จะยั่งยืนยาวแค่ไหน  ก็ขึ้นอยู่กับเวรกรรมเก่าที่จะมาตัดรอนหรือไม่) 

และเมื่อผมทดลองทำมา   ทั้งตัวผมและนักเรียนที่ถูกฝึกอย่างจริงจัง   ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี  มีชีวิตที่มั่นคงอย่างมีความสุขด้วยกันเกือบทุกคน 

แต่....การตั้งใจมุ่งมั่นเป็น "คนดี"   อยากเจอแต่คนดี     อยากให้ทุกคนเป็นคนดี    กลับทำให้ชีวิตมีแต่ความเครียด เก็บกด  อยู่แต่ในโลกความฝัน    ไม่ยอมรับความจริงที่อยู่ข้างหน้าว่า  "คน ก็คือ คน"  ที่สามารถทำผิดได้    พลาดได้    พลั้งได้    เผลอได้    แม้ว่าตั้งใจจะไม่ให้เกิดเลยก็ตาม 

ถามทุกคน หรือเพื่อนสนิทลับหลังว่าเป็นอย่างนั้นไหม   หรือถามตัวเองก็ได้ว่า  ในชีวิตเคยทำผิด  ทำพลาด  ในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ(ถ้าเปิดเผย) หรือเปล่า   อย่างพวกดารา  หรือคนมีชื่อเสียงส่วนมาก  เบื้องหลังสกปรกโสมมยิ่งกว่าชาวบ้านธรรมดาเสียอีก

เช่นเดียวกับสังคม  และประเทศชาติ   ถ้าสังคมใดทำให้คนในสังคมนั้นเลือกรูปแบบการปกครองที่เชื่อกันว่าเหมาะกับคนในสังคมนั้นด้วยความสมัครใจ   แล้วทำให้เข้าใจหลัก  แนวคิดจุดยืน  เหตุผล  และยอมรับกติกาที่ร่วมกันสร้างขึ้น  โดยไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย   ก็แทบกล่าวได้ว่าสังคมนั้นจะไม่มีปัญหาในการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคมเป็นแน่    

แต่ที่สังคมไทยมีปัญหาในตอนนี้    ก็เพราะเราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาแล้วเกือบจะ ๒๐ ครั้งแล้ว  ยังไม่นิ่งสักที  และที่คิดกฎหมายขึ้นมา   ก็มีผู้ที่คิดว่าตนเองดีกว่า  เก่งกว่า  มากำหนดให้ทุกครั้งไป   โอกาสที่คนในสังคมจะช่วยกันร่างขึ้นมาแทบจะไม่มีเลย    นี่ก็คิดจะเปลี่ยนกติกาอันอีกแล้ว    ก็ถ้าตัวเองเก่งกว่า  ดีกว่าประชาชนทั่วไป   ทำไมไม่ทำให้เสียเสร็จสิ้นไปเล่า  พอไม่เป็นไปตามที่หวังไว้  ก็พาลพะโล  ยกเลิก  ฉีกทิ้ง  เขียนใหม่อยู่นั่นแหละ   ถ้าไม่อยากให้ชาวบ้านธรรมดามีโอกาสบริหารประเทศ    แน่จริงก็เขียนห้ามไปเลย   ให้เฉพาะพวกกูที่เป็นได้   แต่ก็ต้องปราบประชาชนให้อยู่ให้ได้นะ   จะฉีกทิ้ง  จะเขียนใหม่  ก็อ้างเรื่องคนดี  คนชั่ว  คนโกง   เห็นปฏิวัติทีไรก็อ้างอย่างนี้ทุกที   ทำแล้ว  ก็ไม่เห็นว่าจะดีขึ้นจริงๆ สักที   นี่ก็เพิ่งปฏิวัติ  เขียนกติกาใหม่มายังไม่ถึงสิบปี  จะเอาอีกแล้วหรือ     

ถามจริงๆ  ยังไม่ได้ “สติ” กันอีกหรือครับ,   ไอ้พวกใจ “อวิชชา” มืดบอด   บอดตัวเองไม่พอ ยังทำให้สังคมมืดบอดไปด้วย     

ตกลงสักทีได้ไหม   ว่าเมืองไทยจะเอาระบอบการปกครองแบบไหนกันแน่ ?   คนในสังคมจะได้ไม่วุ่นวาย   สร้างความเกลียดชังแก่กันและกัน

ที่จริงสังคมที่จะเลือกระบอบประชาธิปไตยมาใช้เป็นรูปในการปกครองจนมีประสิทธิภาพได้นั้น   คนในสังคมนั้นต้องมีคุณลักษณะกล้าหาญ   เชื่อมั่นตนเอง   พึ่งพาตนเอง  ชอบทำงาน  ไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาสิ่งศักดิ์   และที่สำคัญที่สุด  คือ  ไม่ยอมให้ใครมาละเมิด สิทธิ เสรีภาพของตัวเอง   และตัวเองก็ไม่ไปละเมิดสิทธิ  เสรีภาพคนอื่นเช่นกัน   เป็นสุภาพชนที่รู้จักให้เกียรติผู้อื่น    และเกียรติตนเอง

จากคุณลักษณะของไทยที่ผ่านมา   จริงๆแล้วระบอบประชาธิปไตยก็ยังไม่เหมาะกับคนในสังคมไทยเท่าไหร่   เพราะคนไทยถูกสอนให้เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่กว่า   สอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน  จึงกลายเป็นคนอดทน  หรือไม่ก็เก็บกดไปเลย   ดูเหมือนจะขี้เกรงใจ  แต่จริงๆไม่ใช่   คนไทยส่วนมากกลัวคนมีอำนาจ  แต่กลับชอบข่มเหงคนอ่อนแอ  ถ้ายิ่งเจอคนไม่สู้ยิ่งข่มเหงมากขึ้น  และเป็นประเภทดีต่อหน้า  แต่ลับหลัง บ่น โวยวาย ด่าสารพัด  ดีแต่พูดวิจารณ์  ทำไม่เป็น 

ที่จริงทั่วโลก  ทุกประเทศก็คล้ายกัน  คือ  มักมีพวกที่คิดว่าตัวเองกว่า  ดีกว่า   อยากเป็นคนชี้นำคนอื่น  สั่งคนอื่น  อยากมีอำนาจควบคุมคนอื่นให้ทำตามที่ตนเองคิดหรือเชื่อ   และเมื่อทำได้แล้วก็มักหลงตนเอง   บ้าอำนาจ  มัวเมาอำนาจ  คำสรรเสริญเยินยอ  บ้าสมบัติผลประโยชน์  อยากได้แต่เพียงผู้เดียว  ทุกคนต้องทำเพื่อฉัน แบละครอบครัวฉัน   ซึ่งนานๆเข้าก็มักกดขี่ข่มเหงมากขึ้น  และพวกลูกน้องผู้นำ  ก็มักผสมโรงรีดนาทาเร้น  เหยียดหยามประชาชนทั่วไปว่าเป็นพวกชั้นสอง   ใครทำมาหากินได้  ต้องมาแบ่งให้พวกตัวเอง

แต่เนื่องจากระบอบประชาธิปไตย  เป็นระบอบที่เลวน้อยที่สุด  ฆ่ากันตายน้อยที่สุด   เพราะเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ดีที่สุด  เท่าที่คนคนนั้นเลือก  ชาวโลกทั่วไปจึงใฝ่ฝันอยากมีสังคมแบบนั้นบ้าง   แต่พวกผู้มีอำนาจอยู่ในขณะนั้นก็จะสกัดกั้นทุกวิถีทางไม่ให้คนในประเทศของกู  สังคมของฉัน  มีอิสรเสรี   มีบทบาท  มีอำนาจบ้าง

ผมจึง “เสียดาย  และเสียใจ” ที่บ้านเมืองไทยในขณะนี้  ก็กำลังมีสภาพเช่นนั้น   ถ้าชนชั้นนำ และพวกพ้องยังหวงอำนาจ  โลภอยากได้ผลประโยชน์    รับรองว่าวันหนึ่งสังคมไทย  ต้องลุกมาฆ่ากันเอง   เหมือนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา  แต่ถ้าผู้นำมีจิตใจรักประชาชนจริง  เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าสามารถพัฒนาตนเองได้   เหมือนประธานาธิบดียอร์ช วอชิงตัน  ที่ไม่ยอมสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์    ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศแรกที่ให้เสรีภาพแก่มนุษย์เลือกทางเดินของตัว


ผมฝันอยากเห็นสังคมไทย  มีผู้นำแบบท่านยอร์ช  วอชิงตันจัง,      แต่คงยากเพราะชนชั้นนำของสังคมไทยตอนนี้  เหมือนพวกซูสีไทเฮาเป๊ะเลย,    ที่ยิ่งกว่า  คือ สามารถควบคุมโฆษณาหลอกคนทั้งสังคมไทยว่าตัวเองและพวกตัวเองเป็นคนดี  มีคุณธรรมสูงส่ง   แต่ขอโทษเถอะ   แม้กระทั่งศีล 5 ยังรักษาไม่ได้เลย,    ชอบแนะให้คนไทยเจียมตัว  อย่าอยากรวย  อย่าใช้ของฟุ่มเฟือยเกินฐานะ   อย่าเป็นทุนนิยมสามานย์   แต่ชนชั้นนำกลับลงทุนทำธุรกิจทั้งในประเทศ และทั่วโลก  มีสมบัติมากมาย  สามารถไปสร้างสวนสนุกที่ประเทศต่างๆ ได้หลายแห่ง     ขนาดฝรั่งยังบอกว่ารวยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของผู้นำโลกเลย  ไม่น่าเชื่อจริงๆ.

ความในใจที่ “เสียดาย และเสียใจ” ๑

หลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทบทวนตัวเองหลายครั้งหลายหน ทำให้เกิดความตระหนัก และได้ข้อสรุปการเรียนรู้ว่า ผมคงไม่สามารถเป็น ครูที่ดีได้เท่าไหร่ เพราะผมเป็นครู ที่ตั้งใจ ฝึกมากกว่า สอนและผมเองก็ได้ทำอะไรๆหลายอย่างเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษา การปฏิรูปการเรียนการสอน โดยเฉพาะเน้นการคิดวิเคราะห์มาตลอดในโรงเรียนต่างๆอย่างตั้งใจและทุ่มเท มากว่า ๓๐ ปี

แต่...จากคนที่ผมเคยสอน เคยเป็นครูของพวกเขา และมาเป็นเพื่อนผมในเฟสบุ๊ค (แม้แต่แฟนเก่า 555) เห็นที่ผมโพสต์และแชร์ กลับคิดและเข้าใจว่าผมเป็นพวกเสื้อแดง ทำไมไปหลงเชื่อระบอบทักษิณ   ทั้งๆที่ผมบอกตลอดว่า ถ้าคุณเลือกประชาธิปไตย คุณก็ต้องหัดยอมรับกติกา หลักการประชาธิปไตยสิ จะไปเอาหลักการอื่นมาใช้กับระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ และผมก็พยายามย้ำในสิ่งที่ผมแชร์ว่า นี่เป็นข่าว ข้อมูล ข้อเท็จจริง และเหตุการณ์อีกด้าน

สุดท้ายก็สูญเปล่า เพราะเขาก็ยังเลือกที่จะรับรู้ข้อมูลฝ่ายเดียวอยู่นั่นเอง

ผมจึงสรุปบทเรียนการเป็นครูของผมว่า สูญเปล่าเขาไม่ตระหนักและจำสิ่งที่ผมเคย ฝึกพวกเขา   ผมฝึกให้พวกเขาทำแบบทดสอบแบบวิเคราะห์  ๕ ครั้ง บางปีเป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต  ๘ อย่าง ผมไม่ได้หวังว่าเขาจะต้องรู้ จะต้องเข้าใจในสิ่งที่ผมสอน   ในตอนนี้ผมเพียงแต่อยากให้เขายังพอจำได้ว่า  ในอดีตผมเคย “ฝึก” พวกเขาแบบไหนเท่านั้นเอง

น่า เสียดาย และ เสียใจวันเวลาที่ผ่านไป

ทุกครั้งที่ผมสอนนักเรียนที่ผมได้รับผิดชอบทุกปีการศึกษา และทุกโรงเรียนที่เคยไปสอน ไม่ว่าจะเป็นวิชาพระพุทธศาสนา(หลักสูตร 2527-2551) วิชาศีลธรรม(หลักสูตร 2518 และ ๒๕๒๑) หรือวิชาต่างๆในกลุ่มภาษาไทยบ้าง ในกลุ่มสังคมศึกษาบ้าง แม้การสอนวิชาปรัชญา วิชาการศึกษา วิชาจิตวิทยา วิชามานุษยวิทยาในระดับอุดมศึกษาทุกแห่ง ผมก็จะสอนแบบคิดวิเคราะห์ ฝึกให้ค้นคว้าหาเหตุผลมาตอบ เช่น

เชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าประสูติแล้วเดินได้ ๗ ก้าว,
ทำไมพระพุทธเจ้าทรงผนวชต้องปลงพระเกศาจนหัวโล้นด้วย,
ทำไมพระพุทธเจ้าประสูติแล้วพระมารดาทิวงคตภายใน ๗ วัน,
ทำไมศาสนาอิสลามจึงห้ามทานเนื้อหมู, ทำไมผู้ชายต้องโพกผ้า ผู้หญิงต้องคลุมหน้าตลอดเวลา,
ทำไมคนภาคเหนือ ภาคอีสานจึงชอบกินข้าวเหนียว,
ทำไมคนภาคเหนือ ภาคอีสานกินข้าวเหนียวเหมือนกัน แต่คนอีสานจมูกบานกว่า,
รู้ได้อย่างไรว่าในสมัยสุโขทัยปกครองแบบพ่อปกครองลูก
ทำไมคนสมัยก่อนใช้เบี้ยแทนเงินตรา
ทำไมพม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก แต่ทำไมคนไทยยกทัพไปตีพม่าไม่แตก
ทำไมภาษาไทย จึงมีตัวอักษรและเสียงไม่เหมือนกับภาษาอื่นๆ
ทำไมคนไทยจึงเป็นคนยิ้มง่าย ชอบพูดว่า ไม่เป็นไรหรือ ถามว่ากำลังทำอะไร คิดอะไรอยู่ ก็มักจะตอบว่า เปล่าก่อนทุกที
                                                       ฯลฯ

หลายคนที่เคยเรียนกับผม คงพอจำได้ว่า วิชาผมมีแต่ทำไม ? เพราะอะไร ? มากมายทุกวัน และตอบไปเท่าไหร่ก็ไม่ถูก ขนาดลอกคนที่ผ่านไปแล้ว ก็ยังผิดอยู่เรื่อยไป จนคงนึกด่าและวิจารณ์ว่าผม เพี้ยนแน่ๆ หรือไม่ก็ตรวจเอาแต่ใจตนเอง หรือให้ผ่านเฉพาะคนสวย หรือคนที่ถูกใจละมั้ง(ฮา)

 เช่น คำถามที่ว่า เชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าประสูติแล้วเดินได้ ๗ ก้าวขนาดตอบว่าเชื่อก็ไม่ผ่าน ตอบว่าไม่เชื่อก็ไม่ผ่าน เขียนอธิบายอย่างไรก็ไม่ผ่าน ถามเพื่อนๆ ที่ผ่านก็ยิ่งงงใหญ่ เพราะอีกคนตอบว่าเชื่อก็ผ่าน ตอบว่าไม่เชื่อก็ผ่าน แล้วทำไมของตัวเองไม่ผ่าน ชักโมโหขึ้นทุกวัน จนวันหนึ่งผมอธิบายถึงวิธีการตอบจึงหายงงไปบ้าง

ผมอธิบายว่า***"...ตอบอย่างไรก็ได้ไม่สำคัญ, แต่ที่สำคัญที่สุด คือ คำตอบนั้นใช้หลักการ, เหตุผลอะไรมาตอบ...."*** เช่น ตอบว่า เชื่อว่าพระพุทธเจ้าประสูติแล้วเดินได้ ๗ ก้าว เพราะท่านเป็นคนมีบุญวาสนา ตอบอย่างนี้ผมก็ไม่ให้ผ่าน เพราะก็ต้องมาอธิบายกันอีกว่า แล้วรู้ได้อย่างไร ท่านเป็นคนมีบุญ, บางคนตอบว่าไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าประสูติแล้วเดินได้ ๗ ก้าว เพราะไม่มีเด็กที่ไหนเกิดมาเดินได้ ตอบอย่างนี้ผมก็ไม่ให้ผ่าน เพราะมีบันทึกความมหัศจรรย์ถึงเด็กที่เกิดมาแล้วมีปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เช่น เกิดมาแล้วร้องเป็นเพลงได้ทันที, บางคนก็พูดเรียกพ่อ เรียกแม่ได้, ลองหาอ่านตามหนังสือต่วยตูนก็ได้ หรือจะเข้าไปค้นหาใน "กูเกิล" ก็ได้ อย่าพูดแต่เพียงว่าไม่เชื่อ แต่ให้ค้นหาก็ไม่ค้นหาเลยนะครับ

ไม่มีคำตอบไหน "ถูก หรือ ผิด"  มีแต่  "มีหลักและเหตุผล"  เพียงพอหรือไม่

แต่การที่ผมให้นักเรียนหลายคนผ่าน ก็เพราะบางคนตอบเข้าท่ามีเหตุผลบ้าง แม้จะยังให้เหตุผลไม่เป็นไปตามหลักการครบถ้วน หรือเป็นวิทยาศาสตร์ก็ตาม เช่น ตอบว่าไม่เชื่อ เพราะเด็กเกิดมากระดูกยังไม่แข็งแรงที่จะยืนได้ แม้ว่าจะไม่ยกหลักสรีระ หรือชีววิทยามาตอบ ผมก็ให้ผ่าน, แต่เวลาไปอธิบายให้เพื่อนฟัง ก็มักจะอธิบายไม่ชัดเจน เพื่อนๆแม้จะพยายามลอกตามก็ให้เหตุผลที่ดีไม่ได้อยู่ดี เพราะเขายังไม่เข้าใจหลักการตอบนั่นเอง

อย่างคำถามที่ว่า "ที่คนภาคเหนือ ภาคอีสานชอบกินข้าวเหนียว" ไม่ใช่เพราะวัฒนธรรมประเพณี กินอิ่มทนอะไรหรอกครับ เป็นเพราะสภาพดินภาคเหนือภาคอีสานมีสภาพดินร่วนปนทราย ปลูกได้ดีแต่ข้าวเหนียว จึงทำให้คนภาคนั้นบริโภคข้าวชนิดนี้มาตลอดจนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เคยชิน

คำถามอื่นๆ ลองหาเหตุผลดูสิครับ สนุกดี แต่บอกใบ้ให้นะครับ ส่วนมากคำตอบมักเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อมทั้งนั้น ไม่ใช่ความลึกลับ ความศักดิ์สิทธิ์ หรือปาฎิหาริย์อะไรหรอกครับ

คราวหน้าจะชวนคุยเรื่อง "การเมือง" แบบประชาธิปไตย ทำไมจึงเจริญช้าในเมืองไทย คำตอบอาจจะเป็นเพราะว่า คล้ายกับ QC ที่ "เกิดเมืองฝรั่ง โตที่ญึ่ปุ่น แล้วมาตายสนิทที่เมืองไทย" ก็ได้


หรืออาจจะเป็นเหมือนกับที่มี (เรื่องเล่า) มาว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ถามท่านประธานเหมาว่า "เมืองไทยจะเป็นคอมมิวนิสต์ไหม" ท่านประธานเหมา ตอบว่า " เมืองไทยไม่มีวันเป็นคอมมิวนิสต์หรอก เพราะถ้าเมืองไทยเป็นคอมมิวนิสต์เมื่อไหร่ ระบอบคอมมิวนิสต์จะ "ฉิบหาย" ล่มสลายหมด" (ฮา)

ความในใจที่ “เสียดาย และเสียใจ” ๒

ราวๆ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๕  ไปธุระที่ลพบุรี  เจอลูกศิษย์ที่เป็นทหาร ยศนายพัน  เขาชวนคุยการเมืองหลายเรื่อง  มีเรื่องหนึ่งที่พูดว่า  อาจารย์รู้ไหมว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ไม่ชอบนายกทักษิณ   ก็นึกในใจว่าแปลกดี ที่นายกทักษิณเพิ่งเป็นได้ปีเดียว  ถึงกับมีศัตรูแล้ว 

ต่อจากนั้นมาก็ได้ยินเสียงวิจารณ์นายกทักษิณมากขึ้น  โดยเฉพาะจะมาจากพวกนักวิชาการ และสื่อมวลชน  ว่าเป็นคนปากไว  ใจร้อน  พัฒนาบ้านเมืองเร็วเกินไปจะทำให้สังคมเสื่อมทราม จะกลายเป็นประเภททุนนิยมสามานย์   และโครงการต่างๆของนายกทักษิณจะทำให้คนชนบทขี้เกียจ  ฟุ่มเฟือยมากขึ้น  ไม่รู้จักใช้ชีวิตอย่างเพียงพอ 

พอประมาณปี 2548 ก็ชักได้ยินไปในทำนองว่าทักษิณคิดจะล้มเจ้า  อยากตั้งตัวเป็นประธานาธิบดี   ตั้งพรรคไทยรักไทยก็เลือกเอาวันที่ตรงกับวันประชาชนโค่นล้มราชวงศ์ฝรั่งเศส  โลโก้พรรคก็เขียนเหมือนเลข 11 สื่อว่าจะเป็นผู้นำใหม่คนที่ 11   เป็นผู้ทำให้เกิดทุนนิยมสามานย์   และทักษิณทุจริตโกงคอรัปชั่นมากมาย

ซึ่งทั้งหมดผมก็แย้งข้อมูลบางอย่างไปบ้าง  เห็นสอดคล้องกับผู้นำมาเล่าบ้าง   แต่ผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่ธรรมดาคนอยู่ในตำแหน่งย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วย  ไม่เห็นด้วย    จึงไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก

ต่อมาเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร (19 กันยายน 2549)  คณะปฏิวัติอ้างเหตุผลประมาณ 4-5 ข้อ ที่โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ   ทั้งข้อหาทุจริตคอรัปชั่น  ข้อหาแทรกแซงระบบกระบวนการยุติธรรม  ข้อหาไม่จงรักภักดี    ซึ่งพวกเพื่อนๆบ้าง   ลูกศิษย์เก่าบ้าง  ลูกศิษย์ใหม่บ้างมาชวนคุย หรือโทรศัพท์มาคุยด้วยเกือบทุกวัน เกี่ยวกับการปฏิวัติ  และเรื่องราวของทักษิณ

ซึ่งผมก็บอกไปว่า   ผมไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติในครั้งนี้   เพราะการกระทำเช่นนี้จะทำให้เกิดภาวะแผ่นดินแตกแยกเป็นสองพวก   และวันหนึ่งจะเกิดการฆ่าฟันเพราะเรื่องนี้แน่นอน    ที่ตอบไปเช่นนี้  เนื่องจากผมพอมีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์อยู่บ้าง  ว่าถ้ามีคนจะทำร้าย  หรือบีบบังคับผู้นำในช่วงนี้   บ้านเมืองต้องเกิดเหตุการณ์เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ  จนเข้าสู่ยุคแบบคำทำนายของคนโบราณเป็นแน่

และอีกประการหนึ่ง   ผมแย้งไปว่า  ถ้ากล่าวหาคนอื่นเลว ชั่ว  เป็นคนไม่ดี  แต่ทำไมไม่ดำเนินคดีฟ้องร้องให้เป็นกิจจะลักษณะ   เอะอะอะไรก็จะบังคับให้ยุบสภา   ถ้าสกัดกั้นไม่อยู่ก็จะปฏิวัติ   แล้วเอาคนที่ไม่ชอบนายกทักษิณมาเป็นผู้ดำเนินคดี   รับรองว่าคนที่เขาศรัทธา นิยมทักษิณต้องลุกฮือประท้วงแน่นอน   อย่างนี้ไม่ใช่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว      ถ้าจะเอากันอย่างนี้  ประเทศไทยควรเปลี่ยนการปกครองไปในรูปแบบราชาธิปไตย (สมบูรณาญาสิทธิราช) เหมือนในอดีต   หรือจะเป็นไปในรูปแบบชนชั้นอภิสิทธิ์ชน (คณาธิปไตย) ไปเลย    ไม่ควรประกาศไปทั่วว่าประเทศไทยปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย  และบังคับให้เด็กนักเรียนเรียนมาแบบนี้

ผมแย้งไปหลายเรื่อง หลายคน   ที่น่าขำ คือ มีลูกศิษย์เก่าคนหนึ่งต่อว่าผมไม่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเขา    ผมก็แย้งว่าก็ที่เปิดโอกาสให้พูด  และผมก็นั่งฟังเขาพูดจนจบ  นี่ยังว่าไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นอีกหรือ   เพียงแต่ว่าเมื่อผมฟังจบ  ผมบอกไม่เชื่อ  เพราะผมมีหลักและเหตุผลเหมือนกัน    เขาคงโมโหขึ้นมาหน่อยและรำคาญความยึดมั่นถือมั่นของผมที่ไม่คล้อยตามความเห็นของเขา    เขาเลยโพล่งมาว่า  “อาจารย์น่ะ  หัดไปดู  ASTV  เสียบ้าง”

ผมล่ะหัวเราะอยู่นาน   และก็บอกเขาว่า   ชีวิตผมที่ผ่านมา  "...ผมไม่เคยเชื่ออะไรง่ายๆ อยู่แล้ว  แม้ว่าสิ่งนั้นมีเหตุผลพอ  ถ้าผมยังไม่รู้ที่มา หรือต้นเหตุ  ผมจะยังไม่กล้าสรุปโดยเด็ดขาด...."  ผมดูทั้ง ASTV และอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ  ผมรู้ทุกอย่างที่คุณสนธิกล่าวหาคุณทักษิณ   เพราะผมก็เป็นแฟนหนังสือพิมพ์ผู้จัดการทั้งรายวัน  รายเดือนมา 20 กว่าปี  บางเรื่องผมไม่เชื่อคุณสนธิ  เพราะผมก็เคยอยู่ในเหตุการณ์ หรืองานแบบนั้นมาก่อน  เช่น เรื่องทำบุญที่วัดพระแก้ว  การตั้งสังฆราชซ้อนสององค์ ฯลฯ

ผมแย้งเขาว่า  ข้อมูลมีมากมายทำไมไม่เข้าไปค้นคว้าในกูเกิล  หรือข่าวสารทั่วไป   เขาบอกว่า  ข้อมูลอื่นๆส่วนมากถูกตัดต่อ”    ผมก็แย้งว่า  อ้าว  แล้วทำไมไปเชื่อข้อมูลที่คุณสนธิพูด  ไม่คิดว่าคุณสนธิตัดต่อข้อมูลบ้างล่ะ”    เขาบอกว่า คุณสนธิน่าเชื่อถือ  เพราะพูดจามีเหตุผล  ที่สื่ออื่นๆไม่น่าเชื่อเพราะถูกทักษิณซื้อบ้าง   แทรกแซงบ้าง   ใช้อิทธิพลบังคับ” 

ผมก็เลยท้าพนันว่า  ภายใน 3 ปี ทั้งก่อนปฏิวัติและหลังปฏิวัติ  ถ้าสื่อถูกทักษิณซื้อบ้าง   แทรกแซงบ้าง   ใช้อิทธิพลบังคับก็ต้องมีคนเขียนนิยมทักษิณมากสิ    อย่างนั้นช่วยหาบทความ  หรือข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป  หรือนักวิจารณ์ข่าวตามสถานีโทรทัศน์ที่เขียนหรือพูดเชียร์ทักษิณมาให้ดูหน่อย  ผมจะให้ข่าว หรือบทความชิ้นละ 1,000 บาททันที      แต่จนแล้วจนรอด  ผมก็ยังไม่เคยเสียเงินเลยครับ    เพราะทุกหน้าหนังสือพิมพ์ตอนนั้น  นักวิจารณ์ข่าวโทรทัศน์ทุกช่อง  มีแต่ตำหนินายกทักษิณทั้งนั้น

ผมจึงสรุปบทเรียนการเรียนรู้ของผมช่วงนี้ได้ว่า   “...คนถ้าลงได้เชื่อแล้ว  จะด้วยความรัก หรือเกลียดก็ตาม   จะรับฟังเชื่อถือข้อมูลจากคนที่ตนเองชอบและศรัทธาอย่างเดียวเท่านั้น...”  ไม่มีวันไปอ่านศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ แน่นอ
เช่น คนที่เกลียดทักษิณ  ก็จะดูแต่ช่อง ASTV  และ Blue Sky  ไม่มีวันไปเปิดช่อง Asia Update  อย่างแน่นอน  ในขณะเดียวกันคนที่รักทักษิณก็จะดูแต่ช่อง  Asia Update  ไม่ดูช่อง ASTV  และ Blue Sky เช่นกัน

แต่สำหรับผม  ทุกท่านสามารถถามได้เสมอว่า ช่อง  Asia Update หรือ ASTV  และ Blue Sky  นำเสนอข้อมูลอะไรบ้าง    เหมือนกับทุกวันนี้  ในเฟสผมก็มีทั้งพวกที่เกลียดทักษิณ   ชอบทักษิณ  และพวกชอบประชาธิปไตย   ผมสามารถรับฟังและอ่านทั้งสองฝ่ายได้           ส่วนหนึ่งเพราะผมเป็นนักจิตวิทยาที่เรียนมาทางด้านวิเคราะห์  ทำให้ผมเข้าใจว่า มนุษย์นั้นเหมือนกัน  แต่มีไม่เท่ากัน” 

ส่วนที่สอง  ผมพอมีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์และพยากรณ์อยู่บ้าง   ผมไม่ใช่โหราจารย์หรือหมอดูหรอกครับ  ผมเป็นนักศึกษาโหราศาสตร์  แต่พอคุยได้ว่า  ผมอ่าน  ศึกษา และค้นคว้าโหราศาสตร์ทุกแขนง การพยากรณ์มาทุกสำนัก ทั้งจากตำรับตำรามาไม่น้อยกว่า 500 เล่ม  ทั้งจากสนทนา(เถียงบ้าง)กับผู้รู้ไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน  และที่ผมเชื่อมากที่สุดก็คือ โหราศาสตร์แผนใหม่ที่เน้นเรื่องกรรม (Karmic  Astrology)  ทุกคำตอบของเหตุการณ์เมืองไทย  สามารถตอบได้ทุกคำถาม

และส่วนที่สาม  ผมเชื่อมั่นในคำสอนพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะในเรื่องกฎแห่งกรรม  การเวียนว่ายตายเกิด และไตรลักษณ์ 3   ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนธรรมดาสามัญที่ใช้ชีวิตแบบฆราวาสจะดีกว่ากันมากมาย ถ้าไม่ฝึกสมถกัมมัฏฐาน หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน   เพราะยังไงๆ คนพวกนี้ก็ดำเนินชีวิตด้วยความโลภ  โกรธ  หลง ด้วยกันทั้งนั้น  แล้วแต่ใครจะมีมากมีน้อยกว่ากัน

ที่ เสียดาย  และ เสียใจตอนนี้  ก็คือ   ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธแท้ๆ   ทำไมคนไทยกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นชนชั้นสูง  มีการศึกษา   จึงดูถูก  ดูแคลนชาวบ้านธรรมดามากนัก.



ทั้งๆที่ พุทธศาสนาสอนว่า  ทุกคนไม่ได้ดีกว่ากันเพราะชาติตระกูล  หรือเพราะการศึกษา  แต่ต่างกันที่ความประพฤติและจิตใจ

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เลือก และตัดสินใจให้ได้ว่า อะไรดีที่สุดสำหรับสังคมไทย

  • ผมเชื่อตามแนวทางพุทธศาสนาว่า การเมือง การปกครอง สังคม จะไม่มี หรือไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ที่จะทำให้เกิด "...สังคมที่ดี สังคมอุดมคติ ที่มีแต่คนดีในโลกนี้ (แบบในยุคพระศรีอาริย์) ”

    ความจริงสังคมมนุษย์ทั่วไปในโลกตามแนวพุทธศาสนา ล้วนดำเนินชีวิตด้วยความโลภ โกรธ หลง หรือมีอวิชชา ราคะ ตัณหาเป็นแรงขับ แรงผลักดัน ไม่เว้นแม้บุคคลผู้นั้นจะอยู่ในชนชั้นใด

    แม้แต่สังคมภิกษุ / นักบวชในศาสนาพุทธ ถ้าทำตามพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์จริงๆ ก็ถือว่าเป็นสังคมที่ดีที่สุดในโลกอย่างที่ทุกคนใฝ่หา

    แต่ความเป็นจริงก็ยังมีภิกษุที่ทำผิดวินัย มีคนจิตใจหยาบช้า คนต่ำทรามเข้ามาอยู่ในแวดวงภิกษุ ต่อให้มีกฎเกณฑ์เข้มงวดแค่ไหน คนที่อ้างว่าตนเป็นภิกษุ ก็ทำผิดได้ ถ้าผู้เป็นครูอาจารย์ไม่ดีจริง หรือเอาใจใส่สั่งสอนอบรมจริง

    ในทัศนะของผม จึงไม่มีระบอบการปกครองแบบไหนดีที่สุดในโลก โดยไม่มีข้อบกพร่อง และผมก็เชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ดีวิเศษกว่าระบอบการปกครองอื่นแต่อย่างใด, ถ้าคนและผู้นำในระบอบนั้นหลงตน และมัวเมาในอำนาจ ผลประโยชน์,
  •  แต่...ระบอบประชาธิปไตยดีตรงที่ว่า เมื่อคนเก่าหมดวาระลงตามที่กำหนด ประชาชนก็จะเลือก “ตัวแทน” ใหม่ โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันล้างโคตรเหมือนระบอบอื่นๆ

    ตามที่ผมรับรู้มา ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีความเสมอภาค ความยุติธรรม และเสรีภาพเท่านั้น เป็นระบอบแค่เลือก "ตัวแทน" ไปทำงาน ไม่ได้มุ่งเน้นหา "คนดี" มาเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง แต่...ถ้าได้ "คนดี และเก่ง" มาเป็นตัวแทนยิ่งดีใหญ่

    ผมขอให้ "แง่คิด" ว่า เมื่อสังคมใดเลือกระบอบการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบใดจริงๆ ก็ควรยึดมั่นถือมั่นตามหลักการของระบอบนั้นๆ เช่น สังคมไทยเลือกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราก็ควรยึดหลักการของประชาธิปไตยจริงๆ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วเลือก "ตัวแทน" ไปทำงานตามที่ประชาชนต้องการ

    ไม่ใช่แบบทุกวันนี้ ที่ไปเอาหลักการ วิธีการของระบอบการปกครองอื่นๆมาปนเปกับระบอบประชาธิปไตย เช่น ต้องการให้นักการเมืองเป็น "คนดี" อ้างแต่ "ความเป็นคนดี" เพื่อทำลายคนที่อาสามาเป็น "ตัวแทนประชาชน" เป็นคนไม่ดี เพื่อคนที่อ้างตัวเอง "เป็นคนดี" เข้ามามีอำนาจแทน

    มันจะทำให้คนในสังคมนี้ สับสนในหลักการ แนวคิดไปหมดครับ

    แต่....ถ้ามีคนเชื่อว่าการปกครองที่ดีที่สุดของสังคมไทย ควรให้คนคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งที่สังคมเชื่อว่า “เป็นคนดี มีความรู้ มีคุณลักษณะพิเศษเหนือกว่าประชาชนธรรมดา” มาเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง คน ๆ นั้นก็ควรรณรงค์ชักชวนให้คนส่วนมากในสังคมไทยเห็นด้วย และเมื่อมีคนเห็นด้วยมากเข้า จนสังคมส่วนใหญ่เลือกและตัดสินใจใช้การปกครองแบบที่นำเสนอ ก็ควรประกาศให้โลกรับรู้ว่า เราเลือกระบอบการปกครองใหม่ ทุกคนจะได้ยอมรับขอบเขต ข้อจำกัดของตัวเอง จะได้ไม่ต้องไปหวังลมๆแล้งๆอีกต่อไป

    ส่วนผม ผมเชื่อว่าผมปรับตัวเข้ากับระบอบการปกครองทุกอย่างได้ เพราะผมเป็นพุทธศาสนิกชน "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" และตัวผมเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดและกฏแห่งกรรมอย่างมั่นคง ทำให้ผมเชื่อว่าการที่เราเกิดในแต่ละชาติ เพราะเราต้องไปเรียนรู้ และชดใช้ความผิดพลาดที่ทำมาในอดีตชาติต่างๆ การเกิดในสังคมแบบใด แสดงว่าต้องเกิดมาเพื่อเรียนรู้โอกาส และอุปสรรคของสังคมแบบนั้น”

    เช่น ผมเกิดมาในสังคมไทย แสดงว่าผมต้องมาเรียนรู้การยึดติด ความหลงมัวเมาในความสุข สบาย ความเป็นคนดี” ให้ผ่านพ้นให้ได้, ถ้าผมไปเกิดที่เกาหลีเหนือ แสดงว่าผมต้องไปเรียนรู้การกดขี่ข่มเหง ระบอบชนชั้น, และถ้าผมไปเกิดในประเทศยุโรปในยุคกลาง แสดงว่าผมต้องไปเรียนรู้ไม่ให้เผยแพร่เรื่องความลึกลับ การเวียนว่ายตายเกิด หรือเรื่องที่ยุคนั้นห้ามเอาไว้ ผมต้องเน้นเรื่องความรัก ความเมตตาอย่างเดียว ถ้าผมดื้อรั้นและไม่ทำตาม ผมคงถูกแขวนคอ เผาไฟ หรือไม่ก็คงถูกบังคับให้กินยาพิษแน่ๆ,

    ช่วยกันทำให้สังคมไม่สับสนเถอะครับ ท่านที่คิดว่า "ตัวเองดีกว่า" หรือ “คิดดีกว่า” ชาวบ้าน อย่าอ้างประชาธิปไตย แต่ทำลายหลักการแนวคิดของประชาธิปไตย ถ้าท่านยังคิดว่าสังคมไทยควรปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่

    ไปๆมาๆ ที่อ้างว่าจะ "โค่นล้มระบอบทักษิณ"นั้น แท้จริง จะกลายเป็น “ไม่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจปกครองตัวเอง” เสียมากกว่าครับ

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วิบากกรรมสังคมไทย ? / วิบากกรรมส่วนตัว ?

ผมเขียนบทความนี้ เมื่อ 26 ธันวาคม ปีที่แล้ว(2555)   ไปลงที่เว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง   ผมเห็นว่าตรงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน   จึงขอนำมาเสนอเป็นข้อมูลด้านหนึ่งอีกครั้ง   (จะเชื่อก็ได้  ไม่เชื่อก็ได้นะครับ)

..............................


การเมืองปีหน้า(2556) จุดโฟกัสจะไม่ได้อยู่ที่ทักษิณอีกต่อไป   หากแต่จะอยู่ที่ "การเปลี่ยนแปลง" ศูนย์อำนาจการเมือง   เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายจารีตนิยม  ฝ่ายอำมาตย์นิยม   และประชาชนทั้งหมด


ตามหลักโหราศาสตร์กรรม   :  ดวงชะตาบ้านเมืองไทย (ผมไม่ได้ใช้ดวงเมือง สมัยรัชกาลที่ 1 ทำนายครับ) มีดวงดาวปัจจุบัน (เสาร์ในราศีตุลย์ พฤหัสในราศีมิถุน ราหูในราศีธนู) ที่บอกเหตุว่า ถ้าประเทศไทยในปี 2556  มีความวุ่นวาย  และผู้ก่อความวุ่นวายไม่ใช่พวกเสื้อแดง  แสดงว่าบ้านเมืองเราจะกำลังผ่านพ้น "วิบากกรรมเก่า" ที่ทั้งคุณทักษิณ และบุคคลที่จองเวร ผูกเวรกันมา ได้ถึงเวลายุติกรรมนั้นแล้ว   เพราะเหตุ"นารีขี่ม้าขาว" (ดาวจันทร์ เรือน 9 ในราศีกุมภ์) [ที่ทางฝ่ายอำมาตย์เสกสรรปั้นคำทำนาย  แล้วกลับปรากฏว่าเป็นความจริงเสียนี่ (ฮา)] สามารถสลายอิทธิพลจากผู้มีอิทธิพล(ดาวอาทิตย์ เรือน 11 ในราศีพฤษภ) และกรรมเก่า(ดาวเสาร์ เรือน 11 ในราศีพฤษภ)  โดยการสนับสนุนจากนักวิชาการ/พระ (ดาวพหัสบดี เรือน 6 ในราศีธนู)   และนักคิดนักเขียนหัวก้าวหน้าที่ใช้วิทยาการทางเทคโนโลยีอิเลคทรอนิคส์ (ดาวพุธ และดาวยูเรนัส เรือน 10 ในราศีเมษ) [พวกอำมาตย์จึงสกัดถ่วงไม่ให้มี 3 G อย่างเต็มที่]  


พวกอำมาตย์เองก็รู้และเชื่อโหราศาสตร์ไสยศาสตร์อย่างยิ่ง (โดยเฉพาะรองหัวหน้าคณะอำมาตย์เก่งเรื่องนี้มาก)    จึงทำให้หัวหน้าอำมาตย์ และครอบครัว  ถึงกับดิ้นรนและแสวงหาทางยับยั้ง   แก้ไข   โดยการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน   และไปแก้ทางไสยศาสตร์มีการสะเดาะเคราะห์  ต่ออายุ วุ่นวายไปทั่วประเทศ  ที่ไหนมีเกจิดัง หมอผีดังๆ หรือคิดว่าชื่อสถานที่ไหน(ชัยนาท+ชัยภูมิ ฯลฯ) จะช่วยเขาได้  เขาส่งคนไปให้ทำพิธีช่วยเขาหมด  


ส่วนตามหลักพุทธศาสนา :  ถ้าคุณทักษิณเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นผลมาจากกรรมที่เคยทำมา  และยอมรับชะตากรรมจากวิบากกรรมเก่านั้น  ไม่คิดต่อสู้กับพวกอำมาตย์ และครอบครัวหัวหน้าอำมาตย์ กรรมนั้นก็ยุติลงได้   (ผมเชื่อว่าจริงๆแล้ว  ในจิตสำนึกของคุณทักษิณไม่เคยคิดล้มสถาบัน  เนื่องจากในอดีตชาติที่ก่อกรรม  คุณทักษิณเคยเป็นบรรพบุรุษของตระกูลหัวหน้าอำมาตย์  จึงไม่ได้ก่อกรรมใหม่กันอีก,  นอกจากพวกอำมาตย์คอยพูด  คอยกระตุ้นให้ระแวงทักษิณเสมอ  ซึ่งนี่ก็คือวิบากรรมเก่าที่คุณทักษิณเคยทำไว้)   

เมื่อถูกกระทำจากกลุ่มอำมาตย์มากเข้า  นานๆที คุณทักษิณก็จะฮึดสักที  ตอบโต้สักที    แต่เมื่อทิ้งระยะนานไป  ก็ทำไม่ได้  เพราะใจคุณทักษิณมีความผูกพันกับเชื้อสายตระกูลหัวหน้าอำมาตย์มาทุกชาติ   และเนื่องด้วยคุณทักษิณไม่ได้เป็นคนผูกเวรมากับหัวหน้าอำมาตย์และครอบครัว  มีแต่พวกกลุ่มอำมาตย์และบริวารอำมาตย์ผูกเวรที่ผูกแค้นมากับคุณทักษิณเท่านั้น      แต่เนื่องจากหัวหน้าอำมาตย์ ผสมโรงกับเมียหัวหน้าอำมาตย์ที่มักใหญ่ใฝ่สูงอยากมีอำนาจบารมีล้นฟ้าล้นแผ่นดิน  บ้าสมบัติ งกสมบัติ  บ้าชื่อเสียงคำสรรเสริญเยินยอ   ไม่อยากให้ใครมาได้มากกว่าตัวเอง  และคิดว่าตัวเองเป็นอดีตผู้ยิ่งใหญ่มาเกิด  จึงบีบคั้น  ฆ่าฟันผู้ที่ไม่ยอมให้ตัวเอง สร้างความวุ่นวายไปทั่วประเทศ


ถ้าพวกเสื้อแดงก้าวข้ามคุณทักษิณ  หรือคุณทักษิณไม่ค่อยหวังพึ่งจากพวกเสื้อแดงอีกแล้ว  พูดแต่เรื่องประชาธิปไตย   แสดงว่ากรรมของคุณทักษิณกับพวกอำมาตย์กำลังใกล้จะจบสิ้นแล้ว   และถ้าพลังเสื้อแดงมุ่งมั่น  ไม่รอ  ไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณแล้วจริงๆ   นั่นแสดงว่าพวกอำมาตย์เลิกผูกเวรผูกกรรมกับคุณทักษิณแล้วเช่นกัน  ถ้าจิตใจคุณทักษิณยอมเสียสละตนเอง  ยอมรับวิบากกรรมของตัวเองอย่างแท้จริ

แต่ก็จะทำให้พวกบริวารอำมาตย์เดิมไม่พอใจ  จะก่อความวุ่นวายขึ้นมา  เพราะยังไม่หายเจ็บแค้นที่ผูกเวรกันมา   กรรมใหม่ก็จะก่อขึ้นมาอีก  แต่ไม่รู้ว่าใครจะผูกเวรกับใครต่อไปในอนาคต  ทุกท่านต้องเฝ้ารอดูเองในปีหน้า    


แต่ถ้าในแง่สำหรับประชาธิปไตย :  กลับถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการปกครองแบบระบอบนี้   เพราะทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงได้ต้องเกิดจากพลังของคนหมู่มาก   ไม่ใช่คิดหวังรอใครต่อใคร  ไม่ว่าทั้ง "ผู้มีบุญ" ผู้วิเศษ" ผู้มีบารมี" หรือ "พระโพธิสัตว์"  มาช่วยปัดเป่าทุกข์เข็ญของตัวเองอีก   


ถ้าสังคมไทยยังคิดรอใครมาเป็น "ผู้นำ" ให้  นั่นแปลว่า  สังคมไทยยังไม่หลุดจากวังวนเดิม 


ถ้าคนเสื้อแดง หรือพวกใจประชาธิปไตยเริ่มน้อยใจระบบชนชั้นมากขึ้น  อยากคิดลงมือทำด้วยตนเอง  และยิ่งถ้ารวมตัวสำเร็จ  ซึ่งผมก็เชื่อว่าสำเร็จแน่  เราจะเข้าสู่ยุค "มหาชนพาไป" ตามคำทายปลอมๆของพวกอำมาตย์นั่นเอง 


"...เพราะความกลัว  จึงทำให้เสื่อม..." อมตะวาจาของคุณสมัครนี้  ใช้การได้เสมอ


ถ้ายิ่งแก้ไข  ก้ยิ่งเกิด,  ยิ่งกลัว ยิ่งดิ้น  ก็ยิ่งเข้าทางหายนะความวิบัติ  (หนังเกาหลี "จูมง" เป็นตัวอย่าง ตอนพวกมเหสี ขุนนางแคว้นพูยอพยายามลอบฆ่าจูมง  เพราเชื่อคำทำนาย)  
  

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สามก๊ก นิทานเวรกรรมข้ามภพชาติ (ฉบับย่อ)

สามก๊ก นิทานเวรกรรมข้ามภพชาติ (ฉบับย่อ)

ในหนังสือสามก๊กฉบับแรก เช่น ฉบับจี่เพงอ่วย(ซานกว๋อจื้อผิงหั้ว), ฉบับอิ๋น (三國因, Sānguó Yīn) จะมีบทนำเรื่อง หรือเปิดเรื่องราวของสามก๊กว่าเป็นเรื่องเวรกรรมของบุคคลในสมัยฮั่นที่จองเวรกรรมกันมา แต่เมื่อล่อกวนตงนำสามก๊กมาเขียนเป็นนิยายสามก๊กขึ้น เรียกว่าฉบับจี่ทงซกเอี้ยนหงี (ซานกว๋อจื้อทงสู่เหยียนอี้) ได้ตัดบทนำเรื่องตรงตัดสินคดีอันนี้ออก ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน (คงคิดว่าเป็นเรื่องไม่จริง : ผู้เรียบเรียง)

บทนำเรื่องเป็นเรื่องราวของบัณฑิตสุมาเหมาถูกยมทูตเชิญตัวไปตัดสินคดีพิพาทบาดหมางของบุคคลในสมัยแผ่นดินไซ่ฮั่น ได้แก่ ฮั่นสิน หยินโป้ แพอวด ที่ตายไปแล้วเป็นผีมาร้องทุกข์ต่อยมบาล มีกวยถองเป็นพยาน กล่าวโจทก์ร้องต่อพระเจ้าฮั่นโกโจว่าชั่วร้าย หักหลัง ประหารชีวิตพวกตน โดยที่ไม่มีความผิด ทั้งๆที่พวกตนอุตส่าห์ช่วยตั้งสถาปนาแผ่นดินให้ ฝ่ายพระเจ้าฮั่นโกโจก็ซัดทอดว่าเป็นเพราะนางลิเฮายุยงใส่ร้าย ตัวเองหูเบาเชื่อไปโดยไม่ทันคิดให้รอบคอบ ซึ่งยมบาลไม่สามารถตัดสินให้ยุติธรรมและถูกใจทุกฝ่ายได้ จนเวลาล่วงเลยมา 200 กว่าปี

สุมาเหมาได้ฟังรายละเอียดของทุกฝ่ายแล้ว และฝ่ายพระเจ้าฮั่นโกโจ นางลิเฮา จนมุมด้วยหลักฐาน สุมาเหมาจึงตัดสินว่าผิดจริง จึงให้ทุกฝ่ายไปชดใช้และแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดไป โดยให้มาเกิดใหม่ เพื่อชดใช้กรรมที่ตนเองก่อไว้

โดย 
 1. “พระเจ้าฮั่นโกโจ (เล่าปัง)” นั้นให้ไปจุติในครรภ์นางสนมหวังเหม่ยหยิน และต่อมาได้เป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระเจ้าแผ่นดินตังฮั่นพระองค์สุดท้าย 
 2.“นางลิเฮา”นั้น ให้ไปเป็นนางฮกเฮาพระมเหสีพระเจ้าเหี้ยนเต้

ฝ่ายโจทก์อันมีฮั่นสิน หยินโป้ แพอวดนั้น ให้ไปเกิดเป็นคนที่สามารถข่มเหงพระเจ้าเหี้ยนเต้ พระมหากษัตริย์แผ่นดินฮั่นให้ได้ความทุกข์ ความคับแค้นใจ และได้รับทรมานจนตลอดชีวิต โดย 
3. “ฮั่นสิน” นั้นให้ไปเป็นโจโฉมหาอุปราชเป็นใหญ่ในแผ่นดินวุยก๊ก และให้สามารถข่มเหงพระเจ้าเหี้ยนเต้ และเข่นฆ่านางฮกเฮาเสียให้สมแค้น ให้ 
4. “หยินโป้” ไปเกิดเป็น พระเจ้าซุนกวน เป็นใหญ่ในเมืองต๋องง่อ,
5. “แพอวด” ให้ไปเกิดเป็น พระเจ้าเล่าปี่ เป็นพระมหากษัตริย์เมืองเสฉวน 

6. “กวยถอง” ไปเกิดเป็นขงเบ้ง (ฉบับสมัยราชวงศ์ชิง ไปเกิดเป็นซีซี, ให้ “ฟัมแจ้ง” กุนซือพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง นั้นเกิดเป็นขงเบ้งแทน) 

ทั้งโจโฉ ซุนกวน เล่าปี่นี้จะเป็นตัวการร่วมกันกระทำการให้แผ่นดินฮั่นเกิดเป็นจลาจล และราชวงศ์ฮั่นของพระเจ้าฮั่นโกโจก็จะสิ้นสูญไปสมดังความผิด

ฝ่ายเง็กเซียนฮ่องเต้ทราบข่าวว่าสุมาเหมาสามารถตัดสินคดีได้เป็นที่ เป็นยุติธรรม และพึงพอใจของทุกฝ่าย จึงดีใจมาก และเพื่อตอบแทน 
7. "สุมาเหมา"ผู้ตัดสินความนั้น ให้ไปเกิดเป็น "สุมาอี้" ขุนนางผู้ใหญ่เมืองฮูโต๋ ซึ่งต่อไปจะเป็นผู้สร้างรากฐานให้แผ่นดินที่แตกแยกเป็นสามก๊ก รวมประเทศจีนเข้าเป็นหนึ่งอีกครั้ง

ต่อมาในสมัยราชวงศ์หมิง เฝิงเมิ่งได้เพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยว กับบุคคลผู้มาชดใช้กรรม และเสวยกรรม อีก 3 คน ได้แก่ 
8. “ฆ้อฮอก” มาเกิดเป็นบังทอง, 
9. “ห้วนโก้ย” มาเกิดเป็นเตียวหุย (ก็เข้าเค้าดีเพราะห้วนโก้ยหรือฟั่นข่วยนี่ก็ค่อนข้างวู่วามมุทะลุไม่ค่อยมีปัญญาเหมือนกัน) 
10. “ฌ้อปาอ๋อง” ซึ่งแม้จะเบาปัญญาและบุ่มบ่าม แต่ก็ซื่อตรงไม่เป็นคนเจ้าความคิด จึงได้เกิดเป็น "กวนอู"   แต่เนื่องจากเข่นฆ่าผู้คนไปมาก จึงต้องถูกตัดศีรษะตาย เป็นต้น

ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิง มีการเพิ่มบุคคลอีก 5 คน ที่ต้องมาเกิดใช้กรรมในสามก๊ก ได้แก่ 
11. “กีสิน” ที่สละชีวิตให้พระเจ้าฮั่นโกโจทำศึกชนะพระเจ้าฌ้อปาอ๋องนั้น เพราะว่าน้ำใจจงรักภักดีต่อนาย สละชีวิตเอาโลหิตทาแผ่นดินไว้ให้ปรากฏ จึงให้ไปเกิดเป็น “จูล่ง” ขุนพลเอกเมืองเสฉวน ซึ่งแทบจะเป็นขุนพลคนเดียวในสามก๊กที่ได้นอนตายอย่างสงบที่บ้านด้วยความชราตามสังขาร ต่างจากขุนพลหลายคนที่ถูกประหารหรือตายในที่รบ, 
12. ให้ “ฟัมแจ้ง” กุนซือพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง นั้นเกิดเป็น “ขงเบ้ง” (ถ้าดูจากความสอดคล้องก็เหมาะสมดีเหมือนกันเพราะฟัมแจ้งเองก็เป็นกุนซือที่เฉลียวฉลาด แต่เลือกนายไม่ดีและชะตาอาภัพ จึงไม่อาจทำการได้สำเร็จ ไม่ต่างอะไรกับขงเบ้งในชาตินี้, แต่ถ้าดูจากเวรกรรมที่ต้องชดใช้ ขงเบ้งควรมาจาก” กวยถอง” เพราะเป็นคนวางแผนสร้างกรรมหนัก ฆ่าคน และลอบวางเพลิง เผาผลาญชีวิตผู้คนไม่ใช่น้อย)

13."ลิปุดอุย(หลี่ปู้เหว่ย)"ให้ไปเกิดเป็นลิโป้ 
14."จิ๋นซีฮ่องเต้"เป็นตั๋งโต๊ะ 
15. นาง"จูกี๋(จ้าวจี)"เกิดเป็นเตียวเสี้ยน ซึ่งตรงนี้ก็สอดคล้องกับเวรกรรมข้ามชาติเหมือนกัน เพราะในยุคไซ่ฮั่นนั้น จิ๋นซีฮ่องเต้เข่นฆ่าลิปุดอุยซึ่งมีพระคุณ และเกือบจะให้เอานางจูกี๋มารดาไปตัดศีรษะ (ดีที่เหล่าขุนนางทัดทานไว้ นางจูกี๋จึงรอด แต่จิ๋นซีฮ่องเต้ก็ให้ไปกักบริเวณไว้ไม่ให้เข้านอกออกในสะดวกเหมือนแต่ก่อน) มาถึงยุคสามก๊ก ตั๋งโต๊ะจึงถูกลิโป้เนรคุณและถูกเตียวเสี้ยนยุยงให้แตกคอกับลิโป้จนต้องถูกฆ่าในที่สุดด้วย

ส่วนคนอื่นๆ ที่มาเวรกรรมร่วมกันมาทั้งขุนนาง และประชาชนที่เข้าข้างแต่ละฝ่าย ก็กลับมาเกิดเป็นพวกเดียวกัน ได้ชดใช้ร่วมกัน

เวรกรรมเริ่มไซ่ฮั่น มาชดใช้และเรียนรู้ยุคสามก๊ก เพราะไซ่ฮั่นเป็นยุคการก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น ส่วนสามก๊กเป็นสงครามที่นำไปสู่การล่มสลายอย่างสิ้นเชิงของราชวงศ์ฮั่น จึงเหมือนเป็นการแสดงให้เห็นว่า ใครทำเวรกรรมอะไรไว้ ก็ย่อมหนีไม่พ้น ต้องกลับมาชดใช้ในสิ่งที่ตนเองก่อไว้

เรื่องสามก๊กฉบับเวรกรรมนี้ จะไม่มีปรากฏในฉบับที่เจ้าพระยาพระคลัง(หน) แปลและเรียบเรียง เพราะท่านแปลจากต้นฉบับของล่อกวนตง แต่ในสามก๊กของจีนฉบับเก่าๆจะมีเรื่องนี้ทุกฉบับ

ที่ผมนำมาเขียนนี้ ถือว่าเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ ใครจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ ทุกท่านสามารถค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากสามก๊กฉบับต่างๆ ทั้งที่เป็นภาษาจีน ภาษาอังกฤษก็ได้ หรือถามกูเกิลในอินเตอร์เน็ตก็ยังได้อีก

แต่สำหรับผม ผมเชื่อครับ และยิ่งมาเทียบเคียงกับเรื่องราวในเมืองไทยยุคนี้ แทบจะไม่ต่างกันแต่อย่างใด ใครเป็นใครเมื่อ 200 ปี กลับชาติมาเกิด ก็ลองสันนิษฐานดูครับ สนุกดี

แต่สำหรับพระเจ้ากรุงธนบุรี ท่านพ้นวัฏฏะการจองเวรกรรมชุดนี้ไปแล้ว เหลือแต่พวกขุนนางของท่าน และฝ่ายตรงกันข้ามเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การเมืองเรื่องวุ่นวาย ?

ท่านทั้งหลายครับ

ที่ชาติบ้านเมืองเรา สังคมของเราช่วงนี้มีแต่ความสับสนวุ่นวาย แบ่งแยก มุ่งจะใช้ทุกวิถีทางที่โค่นล้มคนที่ไม่ใช่พวกของตนเองออกไป

ตามหลักพระพุทธศาสนา ผมเชื่อมั่นว่า เป็นเพราะเวรกรรมที่ผูกพัน จองเวรอาฆาตกันมา 200 ปี แต่ละฝ่ายจึงต้้องมาเรียนรู้และหาทางแก้ไขความผิดพลาดในอดีตนั้

แต่อย่าไปคิดว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีท่านมาเกิดเป็นทักษิณนะครับ คนละเรื่องกันเลย เพราะพระเจ้ากรุงธนบุรีท่านสามารถปล่อยวาง และอโหสิกรรมให้กับทุกคนในชาตินั้นแล้ว ท่านไม่กลับมายุ่งกับคนที่ทำร้ายท่านหรอกครับ (นึกถึงคำพุดของท่านในวันที่พวกยกเข้าล้อมเมือง จับท่านไปผนวช และในวันที่ท่านจะถูกประหารชีวิต ก็เข้าใจกันแล้ว)

แต่ที่ยังวุ่นวาย ตามมาเรียนรู้กัน เป็นเพราะลูกน้องท่านไม่ยอมอโหสิกรรมให้กับอีกฝ่าย ยังอยากทวงคืนกันอยู่ แต่แนะให้นะครับว่า ลูกน้องพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ได้มาเกิดเป็นพวกเสื้อแดงนะครับ

สิ่งที่ท่านทักษิณได้รับในชาตินี้ ก็เป็นเพราะกรรมเก่าของท่านในอดีตชาติ ท่านเคยก่อกรรมในลักษณะเช่นเดียวกันที่ท่านประสบอยู่ นึกให้ดีก็เข้าใจเองครับ คราวหน้าผมจะยกเวรกรรมของบุคคลในสามก๊กมาเทียบให้ดู ท่านก็จะร้องอ๋อ !! เอง

แต่ที่สำคัญ คือ กรรมใหม่ ของคนไทยส่วนหนึ่งที่ยังไม่ยอมเข้าใจ "...ความจริงของสังคม..."

คนไทยกลุ่มนี้ไม่เข้าใจกฏกติกาบ้าน เมือง สนใจแต่ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ ของตนเองเท่านั้น พวกเขาจะอยากได้ หรือแสวงหาแต่ "คนดี" มาเป็นพ่อ แม่ ครู สามี ภริยา ลูก ลูกน้อง นายจ้าง ผู้นำ แต่เขาไม่เคยคิดจะทำตนให้เป็นคนดีบ้าง

ทำนอง "...ทุกคนควรเป็นคนดี ยกเว้นฉัน..." นั่นแหละครับ


ปากก็บอกว่าอยากให้เมืองไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับไปเรียกร้องหาคนดีมาเป็นผู้นำ นี่จึงเรียกว่าสร้างความขัดแย้งให้ตัวเอง

เพราะหลักการประชาธิปไตยนั้นมีแค่ "...ประชาชน และตัวแทนประชาชน..." (ตามเวลาที่ให้)"

ประชาธิปไตยโดยหลักการ  หรือจุดเน้นอันดับแรก  ไม่ได้มุ่งหวังเลือกคนดีมาเป็น "ผู้นำ หรือผู้ปกครอง" นะครับ เพียงแต่เลือก "ตัวแทน" เข้ามาแก้ปัญหา หรือพัฒนาในระยะเวลาช่วงหนึ่ง    
แต่ถ้าได้ "ตัวแทน" ที่ทั้งเก่ง และ "เป็นคนดี" ด้วย  ก็ยิ่งดีใหญ่  ถือว่าเป็นเรื่อง"โชคดี" วิบากกรรมดีของสังคมนั้นๆ

ซึ่งเมื่อแก้ได้แล้ว ก็อาจชอบใจเลือกเป็นตัวแทนต่อไป แต่ถ้าเกิดปัญหาใหม่ ความต้องการใหม่ ตัวแทนคนเก่าแก้ไม่ได้ สนองตอบไม่ได้ ประชาชนก็เลือกตัวแทนคนใหม่ ก็เท่านั้นเอง

อย่าสับสน !!!!

การเลือกคนดีมาเป็นผู้นำ หรือผู้ปกครองไม่ใช่เรื่องผิด หรือเป็นเรื่องเสียหาย ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้า...ทำได้ !!!!

แต่....มันผิดฝาผิดตัวกับระบอบประชาธิปไตย   ที่เป็นการเลือก "ตัวแทน"

ถ้าอยากได้คนดีมาเป็นผู้นำหรือผู้ปกครองอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีตัวแทนประชาชน

ท่านต้องเปลี่ยนประเทศไทยให้มีระบอบการปกครองใหม่ วิธีการใหม่ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบเดิมๆ แบบที่ทั่วโลกมีอยู่ ครับ

สามก๊ก นิทานเวรกรรมข้ามภพชาติ


สามก๊กอิ๋น (三國因, Sānguó Yīn) เป็นนิทานเรื่องเล่าเกี่ยวกับกรรมเก่าของตัวละครในยุคไซ่ฮั่น ที่มีผลทำให้กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครในยุคสามก๊ก อาทิเช่น หานซิ่นกลายเป็นโจโฉ หยินโป้กลายเป็นซุนกวน แพอวดเป็นเล่าปี่ เล่าปังเกิดเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ เซียงอวี่เกิดเป็นกวนอู  ฟัมแจ้งเป็นขงเบ้ง ฯลฯ มีที่มาที่ไปอย่างเป็นเหตุเป็นผลอ่านสนุกและเพลิดเพลิน

     เรื่องทั้งหมดเกิดจากตัวเอกชื่อ "สุมาตองสอง" (สุมาเหมา) นักปราชญ์หนุ่มได้ตำหนิความยุติธรรมของเง็กเซียนฮ่องเต้ และพระยายม เขาจึงถูกนำตัวไปทดสอบให้ตัดสินคดีความที่ยากที่สุดในยมโลก นั่นคือคดีในยุคไซ่ฮั่น  ซึ่งเป็นยุคที่บ้านเมืองโกลาหลไปทั่ว

     สุมาตองสองตัดสินคดีความต่าง ๆ ได้อย่างเฉียบขาดและเป็นธรรม เขาสั่งให้ผู้มีความผิดต้องกลับชาติไปเกิดเพื่อชดใช้กรรมเป็นตัวละครต่าง ๆ ในชาติต่อไป   เง็กเซียนฮ่องเต้ และพระยายม พึงพอใจมาก จึงตบรางวัลให้เขา ด้วยการได้ไปเกิดเป็น "สุมาอี้" ผู้ชนะตัวจริงแห่งยุคสามก๊ก

     "สามก๊กอิ๋น" อ่านเป็นสำเนียงแต้จิ๋วว่า "ซำกกอิง" จีนกลางว่า "ซัวกั๋วอิน" คำว่า อิ๋น อิง หรือ อิน ในที่นี้แปลว่า สาเหตุ มูลเหตุ เหตุปัจจัย หมายถึง บุพกรรมในอดีตชาติที่ส่งผลให้ตัวละครในเรื่องสามก๊กต้องมาเกิดใช้ชาติเสวยวิบากกรรมที่ตนก่อไว้

     เรื่องสามก๊กอิ๋นปรับปรุงและขยายความมาจากนิทานเรื่อง "สุมาเหมาพิพากษาคดีในยมโลก" (Sima Mao Disrupts Order in the Underworld and Sits in Judgement) ของเฝิงเมิ่งหลง นักประพันธ์เอกสมัยราชวงศ์หมิง ความคิดเรื่องตัวละครในไซ่ฮั่นมาเกิดใหม่ในเรื่องสามก๊กปรากฏครั้งแรกในหนังสือ "อู่ไต่สื่อผิงฮั่ว" ซึ่งเป็นบันทึกบทสำหรับเล่านิทานเรื่องประวัติศาสตร์ยุคห้าราชวงศ์ (พ.ศ.1450-1503) ต่อมาในสมัยปลายราชวงศ์ชิง จึงมีผู้ใช้นามปากกว่า "จุ้ยเย่ว์ซันเหริน" (
醉月山人) แปลว่า "คนภูเขาเมาจันทร์" นำมาดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้น เป็นสามก๊กอิ๋นที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

     ต้นฉบับเก่าที่สุดที่จีนมีอยู่ในปัจจุบันเป็นฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2449 ในรัชสมัยกวง ซึ่งเป็นฮ่องเต้หุ่นของพระนางซูสีไทเฮา แต่นิยายเรื่องนี้ต้องเคยพิมพ์เผยแพร่มาก่อนหน้านี้หลายปี เพราะฉบับภาษาไทยแปลตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2428 (ไม่ทราบชื่อผู้แปล)

     เรื่องสามก๊กอิ๋น ที่คัดลอกมาให้ชมกันนี้ได้มาจากเว็บไซต์วิกิซอร์ซ ที่มีผู้เมตตาพิมพ์แจกไว้ เห็นว่าสำคัญ สนุก และหาอ่านยาก จึงมานำมาบันทึกไว้เพื่อให้ทุกท่านได้ชมกันด้วยครับ 


 สามก๊กอิ๋น
     ณ วัน ๔ ๙ฯ ปีระกา สัปตศก จุลศักราช ๑๒๔๗ ได้แปลในเรื่องนิทานจีนใจความว่า เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าห้วนเต้ได้เสวยราชสมบัติอยู่นั้น มีชายผู้หนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่แขวงเมืองซอกกุ๋น เป็นที่ซิวจ๋าย แซ่ สุมา ชื่อ เบี๊ยว ชื่อครูตั้ง ตองสอง เมื่อเยาว์อายุได้ประมาณแปดขวบ ประกอบด้วยปัญญาอันว่องไว จับพู่กันเข้าแล้วอาจเขียนเป็นคำโคลงได้รวดเร็วจนชาวบ้านสรรเสริญว่า ประดุจดังเทพบุตร


      อยู่มาจนถึงคราวไล่หนังสือ สุมาตองสองจึงเข้าไปในที่สำหรับไล่หนังสือ ปรารถนาจะไล่เอาที่ขุนนางให้โตใหญ่ขึ้นไป แต่พากเพียรไปหลายครั้งหลายคราวก็มิได้สมความปรารถนา ด้วยคราวนั้นเป็นคราวขุนนางกังฉินมีอำนาจ ถ้าผู้ใดอยากเป็นขุนนางก็ต้องเสียเงินซื้อเอาจึงจะได้สมปรารถนา แต่สุมาตองสองไม่มีเงินเสียให้แก่ผู้ไล่หนังสือ จึงไม่ได้สมความปรารถนา ก็มีความโกรธแค้นเป็นอันมาก จึงทำให้คำโคลงว่า

     เทพยดาเอ๋ย ซึ่งช่วยตบแต่งให้เราเกิดมา เหตุไรจึงใช้ไม่ได้ เป็นเทพยดาอยู่สูงเสียเปล่า จะใช้อันใดได้ เราเป็นคนไม่มีวาสนา จึงต้องนั่งกอดมืออยู่ฉะนี้ คนมั่งมีเปรียบเหมือนอยู่บนกลีบเมฆ เราเป็นคนจนก็ต้องยอมอยู่ต่ำ คนโกงกลับมาเบียดเบียนผู้สัตย์ซื่อ เหตุใดเทพยดาจึงไม่เห็นด้วย ดูเหมือนจะมาเข้ากับคนโกง ถ้าเราได้เป็นพระยายมราช จะได้จัดการเสียให้เรียบร้อย

     แล้วจึงเอาคำโคลงนั้นเผาไฟเสีย แล้วร้องประกาศด้วยเสียงอันดังว่า ตัวเราผู้ชื่อ สุมาตองสอง ในชาตินี้ได้ถือสัตย์สุจริตมิได้คิดโกงผู้ใด ถ้ามีผู้เอาเราไปไว้ในเมืองนรก จะจัดการเสียให้เที่ยงธรรม แต่ร้องอยู่ดังนี้เป็นนิจเนือง ๆ

    ฝ่ายเทพบุตรซึ่งลงมาตรวจโลกที่ในเมืองมนุษย์ ครั้นได้ยินถ้อยคำอันนี้ ก็เก็บเอาเนื้อความไปทูลกับเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทรงฟังดังนั้นก็โกรธ จึงรับสั่งกับเทพบุตรกิมแซใช้ให้ไปเอาตัวมาจะทำโทษ เทพบุตรกิมแซจึงกราบทูลว่า สุมาตองสองเป็นคนมีสติปัญญา ซึ่งจะทำโทษนั้นของดไว้ก่อน เอาตัวส่งไปในเมืองนรกชำระความดูก่อน เง็กเซียนฮ่องเต้เห็นชอบด้วย  จึงรับสั่งให้เทพบุตรกิมแซให้ลงไปยังเมืองนรก ให้สุมาตองสองชำระความในคืนหนึ่งให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็ให้ไว้เมืองนรก พระยายมได้แจ้งข้อรับสั่งดังนั้นจึงใช้ทหารผีทั้งสองให้ไปเอาตัวสุมาตองสอง มาให้จงได้

     ฝ่ายสุมาตองสองในเวลาคืนวันนั้นนั่งอยู่แต่ผู้เดียว เหลือบไปเห็นทหารผีทั้งสองรูปร่างหน้าตาร้ายกาจ ก็สะดุ้งตกใจกลัว ขยับลุกขึ้นจะวิ่งหนี พอทหารผีคนหนึ่งเข้าจับชายเสื้อ คนหนึ่งก็จับสายรัดเอวพาวิ่งไป เท้านั้นมิได้จดดิน บัดเดี๋ยวใจก็ถึง จึงแลไปเห็นยี่ห้อที่บนบานประตูสามตัวว่า สิมโสเตียน ทหารทั้งสองก็ผลักสุมาตองสองเข้าไปในประตู จึงแลไปเห็นผู้หนึ่งสวมเสื้อหมวกอย่างเจ้านั่งอยู่ที่ชำระความ ทหารผีจึงบอกให้สุมาตองสองคุกเข่าลงคำนับ พระยายมจึงขู่ด้วยเสียงอันดังว่า มึงเป็นผู้เล่าเรียนในทางขนบธรรมเนียม เหตุใดจึงมาทำดูเหมือนบ้า มิได้รู้จักขนบธรรมเนียม มาติเตียนเรา สุมาตองสองจึงร้องตอบว่า ท่านก็ได้เป็นเจ้าเป็นใหญ่อยู่ในเมืองนรก การจะเป็นประการใด ท่านก็ทราบอยู่ในใจแล้ว ซึ่งจะเอาอำนาจมาข่มข้าพเจ้าซึ่งเป็นขุนนางจนถึงดังนี้ก็ไม่ควรเลย ขอท่านจงเอาแต่การยุติธรรมมาว่ากล่าวกันเถิด

     พระยายมจึงว่า เราเป็นเจ้าในเมืองนรก ก็ต้องทำตามรับสั่งเง็กเซียนฮ่องเต้ เหตุไรมนุษย์ทั้งหลายจึงจะรู้ว่าตัวเราดีและชั่ว จะมาแทนที่เรา นั่นเห็นควรแล้วฤๅ สุมาตองสองจึงว่า ธรรมดาฟ้าก็ย่อมมีความเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกจึงจะควร แต่บัดนี้ ท่านกลับมาบำรุงผู้อาสัตยธรรมให้บริบูรณ์ ผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรมกลับตกต่ำ ผู้มีทรัพย์กลับเบียดเบียนซึ่งผู้ยากจน ข้อหนึ่ง ขุนนางไม่มีความสัตย์ซื่อต่อเจ้าแผ่นดิน   ข้อสอง วงศานุวงศ์ไม่มีความปรองดองต่อกัน เห็นแก่ทรัพย์เป็นเบื้องต้น ประตูฟ้าอยู่สูงถึงเก้าชั้น เบื้องดินสิบตำแหน่งเป็นลำดับกัน ถ้ายากจนก็ย่อมมีโทษ ถ้ามั่งมีแล้วก็ปราศจากโทษ เปรียบเหมือนตัวข้าพเจ้าเป็นคนยากจนอยู่ฉะนี้ แต่อุตส่าห์เล่าเรียนพากเพียรถือสัตย์กตัญญูอยู่ดังนี้ การทั้งนี้ขอท่านจงตัดสินให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

     พระยายมจึงว่า ธรรมดาในธรรมจักรก็ย่อมวนเวียนอยู่เป็นอันมาก ซึ่งจะใช้ชาติกันนั้น บางทีก็เร็ว บางทีก็ไปได้ในชาติหน้า ผู้ซึ่งมั่งมีนั้นแต่ชาติก่อนได้ทำไว้แต่การดี มาชาตินี้จึงมีทรัพย์ ผู้ซึ่งยากจนนั้นแต่ชาติก่อนได้ทำบาปไว้ ครั้นมาชาตินี้จึงไม่มีทรัพย์ ถ้าผู้ใดทำบุญแลบาปนั้นก็ย่อมมีเงาติดตามตัวอยู่เป็นนิจ ท่านอย่าได้มีความสงสัยเลย

     สุมาตองสองจึงว่า ถ้าฟ้าดินมิได้มีความลำเอียงแล้ว เหตุไรชาวบ้านจึงต้องแก้สินบน และเผากระดาษเงินกระดาษทองกันเล่า พระยายมได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง จึงว่า ผู้เล่าเรียนโฉดเขลาเอง ซึ่งจะมาว่าเรานั้นไม่ถูก สุมาตองสองจึงว่า ถ้าบนกันไม่ได้แล้ว เหตุไรชาวบ้านจึงมีงิ้วและเซ่นวักตั๊กแตนกันเป็นนิจเล่า พระยายมจึงตอบว่า ธรรมดาบ้านเมืองถ้ามีความสุขก็ย่อมประพฤติกันตามนิยม ถ้าบนไม่ให้ตายได้แล้ว เจ้าแผ่นดินก็จะมีพระชนมพรรษาถึงหมื่นปี อันมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมโฉดเขลา จึงมานิยมในการเผากระดาษ ของเหล่านี้มิได้เป็นประโยชน์เลย สุมาตองสองจึงว่า ถ้าฟ้าแลดินเป็นสัตยธรรมแล้ว ผู้ซึ่งถือศีลแลทำทานแต่ผ้าก็ไม่มีจะนุ่งห่ม ข้าวก็ไม่มีจะบริโภคเลย ผู้ซึ่งเล่าเรียนถ้ายากจนแล้วจะไล่หนังสือก็ไม่ได้ การทั้งนี้ ถ้าท่านให้ข้าพเจ้าว่าราชการแทนแล้ว การซึ่งจะเบียดเบียนและคดโกงกันคงจะไม่มี

     พระยายมจึงว่า ดีแล้ว บัดนี้ เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้เป็นเจ้ามีรับสั่งลงมาให้ท่านชำระความในคืนหนึ่งให้สำเร็จโดย ยุติธรรม ไปภายหน้าจะประทานยศศักดิ์ให้บริบูรณ์ ถ้าไม่สำเร็จในคืนหนึ่ง จะเอาตัวเป็นโทษ ไม่ให้กลับไปเมืองมนุษย์ สุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึงตอบว่า ซึ่งมีรับสั่งมาทั้งนี้ก็สมคะเนนึกข้าพเจ้า

     ในขณะนั้น พระยายมก็พาสุมาตองสองเข้าไป ณ ที่สำหรับแต่งตัว จึงเอาหมวกแลเสื้อยศของตัวออกสวมใส่ให้สุมาตองสอง แล้วออกมาที่ว่าราชการ ตีกลองสัญญาขึ้น ในขณะนั้น มีทหารผีข้างที่สองคน คนหนึ่งศีรษะเป็นกระบือ คนหนึ่งเป็นม้า เข้ามาคำนับ แล้วก็ยืนอยู่ตามตำแหน่งพร้อมด้วยขุนนางทั้งหลาย ฝ่ายสุมาตองสองครั้นได้เห็นดังนั้นจึงนึกแต่ในใจว่า ในเมืองนรกนี้โตใหญ่เหลือที่ประมาณได้ มีสัตว์นรกเป็นอันมาก ซึ่งเง็กเซียนฮ่องเต้กำหนดมาให้เราชำระความแต่คืนเดียวเท่านั้น เห็นจะเหลือสติปัญญา ครั้นจะไม่รับว่าราชการ บุคคลทั้งหลายก็จะว่า เราเป็นคนไม่มีปัญญา คิดดังนั้นแล้วจึงเรียกขุนนางเจ้าพนักงานเข้ามาสั่งว่า ตัวเราได้รับว่าราชการกำหนดในคืนหนึ่งเป็นการจวนนัก ท่านจงเร่งคัดข้อความมาให้เราโดยเร็ว

     ฝ่ายขุนนางเจ้าพนักงานจึงยื่นคำฟ้องขึ้นแปดฉบับ ตั้งแต่ครั้งแผ่นดินไซห้านยังตกค้างอยู่จนบัดนี้ได้ประมาณสามร้อยปีเศษแล้ว ยังมิได้ชำระตัดสินให้สำเร็จ ขอท่านจงตรวจดูเถิด สุมาตองสนองจึงรับเอาคำฟ้องแปดฉบับมาพิจารณาดู

  • ข้อหนึ่ง เป็นความกดขี่ฆ่าคนสัตย์ซื่อ ฮั่นสิน ๑ แพอวด ๑ หยินโป ๑ เป็นโจทก์ เล่าปัง ๑ นางลิเฮา ๑ เป็นจำเลย 
  • ข้อสอง เป็นความแก่งแยงกันให้ตรอมใจตาย ฟำแจ้งเป็นโจทก์ ตันแผงเป็นจำเลย 
  • ข้อสาม ฆ่าผู้มีคุณ เตงก๋อง ๑ ฮวนโกย ๑ เป็นโจทก์ เล่าปังเป็นจำเลย 
  • ข้อสี่ ไม่ผิดแกล้งพาลเอาชีวิตกัน นางเซกซี ๑ นางลีซี ๑ นางอองซี ๑ ยู่อี ๑ เซียวเต้ ๑ ฮวนซันอ๋อง ๑ เป็นโจทก์ นางลิเฮาเป็นจำเลย 
  • ข้อห้า ฮังอี๋เป็นโจทก์ สิมาถอง ๑ อองอี ๑ เอียวเซียน ๑ ลีเซง ๑ ฮาก๋อง ๑ เอียวบู๊ ๑ เป็นจำเลย 
  • ข้อหก หาว่าใช้อุบายล่อลวงให้ถึงแก่ความตาย ลองโจ๋เป็นโจทก์ ห้านสินเป็นจำเลย 
  • ข้อเจ็ด หายอมสามิภักดิ์แล้วฆ่าเสีย เตียนก๋องเป็นโจทก์ ฮั่นสินเป็นจำเลย 
  • ข้อแปด หาแกล้งถอดวงศ์ญาติออกจากที่ขุนนางแล้วผลาญให้สิ้นชีวิต เล่าอิ๋ว ๑ เล่าโขย ๑ เป็นโจทก์ นางลิเฮา ๑ ลิสอก ๑ ลิซ้าน ๑ ลิฮับ ๑ เป็นจำเลย
     ฝ่ายสุมาตองสองครั้นได้เห็นแล้วก็ยิ้มอยู่จึงว่า การแต่เล็กน้อยเท่านี้ เหตุใดจึงชำระตัดสินไม่สำเร็จได้ เพราะคนที่ชำระการไม่เที่ยงธรรม เห็นแก่สินบน จึงชำระไปไม่สำเร็จได้ แล้วจึงเรียกผู้คุมให้ไปเอาโจทก์จำเลยมาให้พร้อมกัน ณ ที่ชำระความ

     จึงถามฮั่นสินว่า เมื่อครั้งตัวอยู่กับฮังอี๋เป็นคนถือทวน จะคิดอุบายพูดจาสิ่งอันใดฮังอี๋ก็ไม่นับถือ ตัวจึงได้หนีไปอยู่กับฮันอ๋อง ฮันอ๋องจึงได้ปลูกโรงพิธีตั้งเป็นแม่ทัพ แล้วมาภายหลังก็เลื่อนที่เป็นเจ๋อ๋อง เหตุใดจึงได้คิดกบฏ จนตัวตายยังจะฟ้องหาเจ้านายของตัวอีก ดังนี้ควรแล้วฤๅ

     ฮั่นสินจึงว่า การซึ่งฮันอ๋องชุบเลี้ยงนั้น ข้าพเจ้าก็ยังคิดถึงบุญคุณอยู่เป็นนิจ ครั้นทราบว่า สะพานจันโตไฟไหม้เสีย จึงได้ชักออกทางตันฉองมาเมืองสามจิ๋น แล้วปราบเองหยอง และจับงุยป้า ชิงเอาเมืองเตียวเป็นที่พัก แล้วจึงไปตีเมืองเอี๋ยน ตั้งเมืองเจ๋เจ็ดสิบหัวเมืองฝ่ายทิศตะวันออก ได้ปราบทหารหกนาย ให้ไปติดตามฌ้อปาอ๋องที่แม่น้ำออกัง ความชอบข้าพเจ้าก็มีเป็นอันมาก หมายใจว่า จะให้มีความสุขไปชั่วบุตรแลหลาน ไม่ได้นึกว่า ฮันอ๋องได้เมืองแล้วจะลบหลู่บุณคุณ ถอดออกจากที่อ๋อง ให้นางลิเฮากับเสียวโหคิดอุบายล่อลวงข้าพเจ้าไปที่บียองเก๋ง แล้วซุ่มทหารไว้มัดข้าพเจ้า ใส่โทษว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร ได้ทนทุกข์สังเวชมาถึงสามร้อยปีเศษแล้ว ขอไต้อ๋องจนตัดสินให้ด้วยเถิด

     สุมาตองสองจึงว่า ท่านเป็นแม่ทัพ ใจองอาจ ปราศจากปัญญา ไม่มีผู้ช่วยคิดฤๅ จึงต้องให้เขาล่อลวงมัดเหมือนทารก ในขณะนี้จะมาโกรธแค้นผู้ใดได้ ฮั่นสินจึงว่า ข้าพเจ้ามีคนปรึกษาอยู่ผู้หนึ่งชื่อ กวยถอง แต่ไม่ตลอดต้นปลาย ละข้าพเจ้าเสีย จึงต้องอุบายสตรี สุมาตองสองจึงใช้ทหารผีไปเอาตัวกอยถองมาแล้วถามว่า ฮั่นสินว่า ท่านเป็นที่ปรึกษาไม่ตลอดปลายจริงฤๅ กวยถองจึงตอบว่า ซึ่งข้าพเจ้าไม่ตลอดต้นปลายนั้น เพราะฮั่นสินมิได้เชื่อฟังคำข้าพเจ้า ตัวจึงต้องตาย เมื่อตอนฮั่นสินตีเมืองเจ๋ได้แล้ว ข้าพเจ้ามีหนังสือไปกราบทูลขอที่เจ๋อ๋อง ปรารถนาจะระงับราษฎรในเมืองเจ๋ให้เรียบร้อย ฮันอ๋องโกรธจึงว่า ศึกเมืองฌ้อยังไม่สำเร็จ จะมาคิดเอาที่เจ๋อ๋อง ในขณะนั้น เตียวเหลียงกับตันเผงจึงเอามือสะกิดเท้าแล้วกระซิบว่า กำลังนี้ยังจะใช้คน การเล็กน้อยจะเป็นการใหญ่ ฮันอ๋องได้สติแล้วว่า เป็นชายชาติทหาร จะคิดอันใดก็ได้สำเร็จเถิด จึงให้เตียวเหลียงถือตราไปตั้งเป็นสามเจ๋อ๋อง เพราะฉะนั้น จึงเห็นว่า ฮันอ๋องจะมีความสงสัย ข้าพเจ้าจึงยุให้ฮั่นสินคิดกบฏ ฮั่นสินไม่เชื่อว่า ให้คิดกบฏ ข้าพเจ้ากลัวว่า จะมีโทษ จึงได้แกล้งทำเป็นเสียจริตแล้วหนีไป ภายหลังเกิดเหตุขึ้นที่บียองเก๋ง มิได้เกี่ยวข้องในตัวข้าพเจ้า

     สุมาตองสองจึงถามฮั่นสินว่า เหตุใดท่านจึงไม่เชื่อกวยถอง ฮั่นสินตอบว่า เมื่อเดิมมีหมอดูผู้หนึ่งชื่อ ฆ้อฮอก ได้ดูลักษณะข้าพเจ้าว่า อายุเพียงเจ็ดสิบสอง จึงมิได้คิดกบฏ ไม่รู้ว่า อายุแต่สามสิบสอง สุมาตองสองจึงเรียกตัวฆ้อฮอกเข้ามาแล้วถามว่า ฮั่นสินมีอายุสามสิบสอง เหตุใดท่านจึงว่ามีอายุถึงเจ็ดสิบสองนั้นไม่สมควรเลย แค่ว่าปีนี้แลปีหน้าก็พอควรอยู่แล้ว เหตุใดจึงดูล้วงหน้าไปจนเหลือเกินดังนี้เล่า

     ฆ้อฮอกจึงว่า ธรรมดาเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งจะประกอบการที่เจริญอายุและถอยอายุก็มี ฮั่นสินนี้ควรจะมีอายุถึงเจ็ดสิบสอง ข้าพเจ้าดูไม่ผิดเลย แต่ฮั่นสินไม่รู้จักทางจะไปเมืองโปต๋ง พบคนตัดฟืนที่กลางทางจึงถามว่า จะไปเมืองโปต๋งทางไหน คนตัดฟืนก็ชี้บอกทางให้ ฮั่นสินเกรงจะมีทหารติดตามมา ความจะรู้แพร่งพรายไป จึงฆ่าคนตัดฟืน ปรารถนาจะให้ความสูญ ก็ถอยอายุไปอีกสิบปี เมื่อเสียวโหช่วยเสนอความชอบให้แล้ว ฮันอ๋องปลูกโรงพิธีให้ฮั่นสินขึ้นอยู่ที่สูงนั้น ฮันอ๋องก็ไหว้ฮั่นสิน ฮั่นสินไว้ยศทำเฉยเสีย จึงถอยอายุอีกสิบปี เมื่อครั้งฮันอ๋องใช้ลี้เสงไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองเจ๋ให้มาสวามิภักดิ์ เจ๋อ๋องโกรธลี้เสงว่า มาล่อลวง จึงใช้ทหารจับลี้เสงทอดน้ำมันเสีย จึงได้ถอยอายุอีกสิบปี แล้วเมื่อฮั่นสินคิดกลอุบายจัดทัพซุ่มทหารไปสิบกองเป็นกระบวนค่ายชื่อ จวดกีติน ฆ่าทหารเมืองฌ้อเสียร้อยหมื่น ทหารเอกพันคน อสุภซ้อนกันดังภูเขา จึงถอยอายุไปอีกสิบปี

     ฝ่ายสุมาตองสองจึงว่า ท่านก็รู้การณ์ล่วงหน้าแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่ตัดเตือนฮั่นสินให้คิดอ่านรักษาตัวจงดีเล่า ฆ้อฮอกได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด ฝ่ายฮั่นสินจึงว่า เดิมเสียวโหได้เสนอความชอบให้เป็นแม่ทัพ ครั้นภายหลังมาคิดให้โทษ ได้ดีแลชั่วก็เพราะเสียวโห ข้าพเจ้ายังแค้นอยู่ สุมาตองสองจึงเรียกเสียวโหเข้ามาถามว่า เหตุใดท่านจึงเป็นคนกลับกลอก ได้อุปถัมภ์เขาแล้วภายหลังกลับให้โทษเขาฉะนี้ เห็นควรแล้วหรือ เสียวโหจึงว่า เมื่อฮั่นสินเข้าสวามิภักดิ์อยู่ฮันอ๋องแล้วหนีไปครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าตามไปในเวลากลางคืนเอาตัวกลับมา ครั้นภายหลังฮั่นสินคบคิดกับตันฮี้กบฏ เมื่อจะยกทัพไปปราบตันฮี้นั้นได้สั่งนางลิเฮาให้เอาใจใส่ในราชการ นางลิเฮาจึงเรียกข้าพเจ้าไปในพระราชวังปรึกษาราชการจะกำจัดฮั่นสิน ข้าพเจ้าได้ช่วยทูลว่า ฮั่นสินมีความชอบเป็นอันมาก การซึ่งเป็นกบฏยังมิได้จะแจ้งเลย ขอท่านอย่าเพ่อทำโทษก่อน ด้วยผู้คนในบ้านจะแกล้งฮั่นสินประการใดไม่ทราบ นางลิเฮาโกรธว่า ข้าพเจ้าเป็นใจกับฮั่นสิน จะทำโทษ ก็เป็นที่จนใจ ภายหลังทัพตันฮี้แตกแล้ว เมื่อฮั่นสินเข้าไปในพระราชวังถูกอุบายนั้นเป็นความคิดของนางลิเฮา ข้าพเจ้าไม่ทราบ ฮั่นสินได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า เมื่อเขาเอาญาติพี่น้องของเราไปฆ่าสามชั่วโคตร ท่านช่างไม่มีความเมตตาบ้างเลย เสียวโหได้ฟังก็นิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด

     สุมาตองสองจึงให้จดถ้อยคำไว้แล้วเรียกแพอวดซึ่งเป็นที่ไต้เหลียงอ๋อง เข้ามาถามว่า นางลิเฮาฆ่าท่านด้วยโทษสิ่งใด แพอวดจึงว่า ข้าพเจ้าได้ช่วยปราบปรามบ้านเมืองให้แก่ฮันอ๋องจนสำเร็จ ครั้นภายหลัง ฮันอ๋องไปปราบตันฮี้ นางลิเฮาบังเกิดความมักมากในทางประเวณี จึงถามขันทีว่า บรรดาข้าราชการรูปร่างผู้ใดจะสะอาด ขันทีจึงกราบทูลว่า แพอวดรูปร่างสะสวย นางลิเฮาจึงใช้ขันทีให้ไปทั้งกลางวันกลางคืนหาตัวข้าพเจ้าไปในพระราชวัง แล้วจึงจัดโต๊ะมาเลี้ยง ครั้นข้าพเจ้าเสพสุราได้ประมาณสามถ้วย นางลิเฮาก็มีใจกำเริบขึ้น จะทำการประเวณีกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือสัตย์กตัญญูไม่ปลงใจด้วย ก็กริ้วโกรธ จึงใช้ขันทีให้เอากระบองอาญาสิทธิ์ตีข้าพเจ้าจนตาย แล้วจึงปรึกษากับนางลีกู๋ผู้น้องสาวคิดใส่โทษข้าพเจ้าว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร แล้วเอาเนื้อไปทำเนื้อส้ม ห้ามมิให้ทำการฝังศพ

     ฝ่ายนางลิเฮาจึงว่า แพอวดพูดจาไม่จริง ขอท่านอย่าได้เชื่อฟัง ธรรมดาผู้ชายก็ย่อมเกี้ยวสตรี สตรีจะเกี้ยวผู้ชายนั้นผิดไป เมื่อท่านเข้าไปในพระราชวังเห็นชาววังรูปงดงามก็พูดจาเกี้ยว ด้วยธรรมเนียมเป็นขุนนางเกี้ยวภรรยาเจ้าโทษก็ต้องตัดศีรษะ ฝ่ายแพอวดจึงว่า เมื่อท่านตกอยู่ในกองทัพเมืองฌ้อ ได้ทำชู้กับเสียวโห ตัวข้าพเจ้าไม่มีความผิด มาใส่โทษว่า เป็นกบฏ ให้ฆ่าเสียสามชั่วโคตร ทำดังนี้เห็นดีแล้วหรือ นางลิเฮาได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าซีดสลดลง ก็มิได้ตอบประการใด ก้มหน้านิ่งอยู่ สุมาตองสองจึงว่า ท่านไม่มีผิดจริง แต่เมื่อจะฆ่าท่านนั้น ไม่มีผู้แก้ไขฤๅ แพอวดจึงว่า ข้าพเจ้ามีที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อ ยงเทียด ทราบความแล้วก็กลัวตายหนีไป ทิ้งข้าพเจ้าไว้ ขอท่านช่วยชำระด้วยเถิด

     สุมาตองสองจึงเรียกยงเทียดเข้ามาถามว่า เหตุใดท่านจึงไม่ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายแล้วหนีเอาตัวรอดทิ้งให้ตายด้วยมือ สตรี ดังนี้ควรแล้วฤๅ ยงเทียดจึงตอบว่า เมื่อนางลิเฮาจะประหารชีวิตฮั่นสินนั้น ข้าพเจ้าก็ทราบว่า การครั้งนี้คงจะถึงได้เหลียงอ๋อง ครั้นภายหลังกลางคืนก็เป็นที่สงสัย จึงเตือนสติไต้เหลียงอ๋อง ไต้เหลียงอ๋องก็ไม่เชื่อฟังคำของข้าพเจ้า ฝ่ายสุมาตองสองจึงว่า เมื่อไต้เหลียงอ๋องสิ้นชีวิตนั้น แต่คนนอกก็คิดสังเวช ท่านเป็นข้าราชการไม่ได้ตามเจ้าแต่จะอยู่ครอบครองครอบครัวของเจ้าไว้ก็ไม่ได้ ท่านนี้มีความผิดเป็นอันมาก แล้วให้เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไว้


     จึงเรียกหยินโปซึ่งเป็นทีกิ๊วกังอ๋องเข้ามาแล้วให้การว่า ข้าพเจ้ากับฮั่นสิน แพอวด มีความชอบเสมอกัน มิได้คิดกบฏ แกล้งฆ่าเสีย ฮันอ๋องจึงตอบว่า ซึ่งห้ามสิ้น แพอวด ตาย เราก็มีความเสียดายอยู่ แต่อ้ายหน้าดำหยินโปนี้เป็นกบฏฆ่าผู้ถือรับสั่ง ดูกิริยาจะชิงเอาราชสมบัติ จึงได้ฆ่าเสีย ยังจะมาฟ้องกล่าวโทษกันอีกเล่า หยินโปจึงว่า ท่านอย่าพูดมากไป ข้าพเจ้าจะว่าให้ฟัง เมื่อครั้งข้าพเจ้าเสพสุราอยู่ที่เก๋งบอง กังเต๋งผู้ถือรับสั่งเอาเนื้อส้มมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงบริโภค ครั้นเห็นเล็บมือเข้าก็มีความสงสัย จึงถามผู้ถือรับสั่งว่า เนื้ออันใด ผู้ถือรับสั่งก็ไม่บอก ข้าพเจ้าจึงชักกระบี่ออกขู่ถาม ผู้ถือรับสั่งจึงบอกว่า เนื้อแพอวด ข้าพเจ้าจึงอาเจียนออกมา จึงได้ฆ่าผู้ถือรับสั่งเสีย ซึ่งฮันฮ๋องกล่าวโทษว่าเป็นกบฏนั้นมิจริง ขอท่านจงช่วยชำระให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

     ฝ่ายสุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็รู้ชักว่า แกล้งฆ่ากันจริง จึงว่า น่าสังเวช อ๋องทั้งสามนี้ไม่ควรจะตายเลย ซึ่งแผ่นดินฮั่นนี้ท่านทั้งสามได้ปราบปรามให้ ชาติหน้าจะแบ่งเป็นสามก๊ก ยกความช่วยเหลือให้เป็นบำเหน็จรางวัลกับท่าน แล้วให้จดหมายเป็นถ้อยคำไว้

     ข้อสอง ฟำแจ้งเป็นโจทก์ ตันแผงเป็นจำเลย ฟำแจ้งให้การว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับฮังอี๋ก็ตั้งใจโดยสุจริตมิได้คิดเห็นแก่ชีวิต หมายใจว่า จะเอาชัยชนะเมืองฮั่นให้จงได้ ไม่ทราบว่า อ้ายกบฏตันแผงมันจะคิดกลอุบายให้ฌ้อปาอ๋องเกิดความระแวงสงสัยว่า ข้าพเจ้าไม่เป็นคนซื่อสัตย์ ฝ่ายตันแผงจึงตอบว่า ธรรมเนียมเป็นขุนนาง ต่างคนมีเจ้านาย ก็ต้องหาความชอบไว้บ้าง ฟำแจ้งจึงว่า เหตุใดจึงได้ทรยศหนีไปสามิภักดิ์อยู่กับฮันอ๋อง ดังนี้จะมิเป็นกบฏฤๅ ตันแผงได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ตอบเป็นประการใด สุมาตองสองจึงว่า ของเน่าก็ย่อมมีหนอน คนมักสงสัยจึงได้เชื่อคำยุยง ถึงตันแผงจะทำกลอุบายประการใด ถ้าฮังอี๋ไม่สงสัยแล้ว ใครจะทำอันตรายท่านได้ ฟำแจ้งจึงตอบว่า ฮังอี๋เป็นคนมีสัตย์ งูจูอี๋เป็นคนสอพลอ แต่คนทั้งสองถ้าจะพูดจาสิ่งอันใดก็เชื่อฟังกัน ข้าพเจ้าได้ตักเตือนฮังอี๋เป็นหลายครั้ง จนถูกงูจูอี๋ผลักตกจากเก้าอี้ ถึงจะมีปัญญาก็ใช้ไม่ได้ มีทุกข์มิรู้ที่จะฟ้องกับผู้ใด จึงได้ลากลับไปปบ้าน ยังไม่ทันจะถึงบ้าน ก็บังเกิดความแค้นจนเป็นฝีขึ้นในท้องตาย

     ฝ่ายสุมาตองสองจึงว่า งูจูอี๋ทำให้ผู้มีสติปัญญาอับเฉา จึงได้เป็นทีให้ตันแผงทำกลอุบาย ถ้าฟำแจ้งยังอยู่ เมืองฌ้อก็ไม่เสีย แล้วให้จดถ้อยคำไว้

     ข้อสาม เตงก๋อง ฮวนโกย เป็นโจทก์ เล่าปังเป็นจำเลย เตงก๋องให้การว่า เมื่อครั้งฮันอ๋องต้องล้อมอยู่ที่เมืองเพงเสงนั้น ข้าพเจ้าเห็นฮันอ๋องมีลักษณะเหมือนมังกร ก็ให้มีความกรุณา จึงปล่อยเสีย ได้ช่วยชีวิตไว้เมื่อจวนตัว ไม่ทราบว่า ฮันอ๋องได้เป็นกษัตริย์ขึ้นแล้วจะประหารชีวิตข้าพเจ้าเสีย ฝ่ายฮันอ๋องจึงว่า เตงก๋องนี้เป็นทหารสนิทของฮังอี๋ ได้พบข้าศึกแล้วปล่อยเสีย ควรแล้วฤๅ เป็นคนทรยศต่อเจ้า จึงฆ่าเสีย ปรารถนาจะมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปภายหน้า

     เตงก๋องจึงตอบว่า เมื่อเลี้ยงโต๊ะที่ฮองหมิงนั้น ห่างเปก ฮวนโกย ได้รำกระบี่กัน ท่านไว้ใจ ก็ไม่ซื่อตรงต่อฮังอี๋เหมือนกัน เหตุใดจึงไม่ฆ่าเสียเล่า กลับตั้งให้เป็นขุนนาง แต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเหตุใดจึงได้ขัดเคืองนัก ฮันอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มิได้โต้ตอบประการใด ก้มหน้านิ่งอยู่ สุมาตองสองจึงให้เจ้าพนักงานจดถ้อยคำไว้ แล้วจึงเรียกฮวนโกยเข้ามาถามว่า ฮันอ๋องฆ่าท่านด้วยโทษสิ่งใด ฮวนโกยให้การว่า เมื่อครั้งฌ้อปาอ๋องใช้อุบายให้หางจ๋องรำกระบี่ ข้าพเจ้าได้ป้องกันฮันอ๋องไว้มิได้คิดแก่ชีวิต ไม่ทราบว่า ฮันอ๋องจะคิดลบหลู่บุญคุณ ใช้ทหารให้ฆ่าข้าพเจ้าเสีย จึงเห็นว่า ฮันอ๋องเป็นคนไม่ดี แต่กีสิ้นตายที่ตำบลเองหยองยังทำเพิกเฉยเสีย ไม่ควรจะเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองเลย ฮันอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด

     สุมาตองสองจึงว่า ฮันอ๋องนี้ไม่ดีจริง เป็นคนทรยศต่อผู้มีคุณสมคำที่เตงก๋อง ฮวนโกย กล่าว แล้วให้พนักงานจดเอาถ้อยคำไว้

     ข้อสี่ นางเซกซี นางลิซี นางอองซี ยูอี เซียวเต้ ฮวนซันอ๋อง เป็นโจทก์ นางลิเฮาเป็นจำเลย นางเซกซีให้การว่า เมื่อฮันอ๋องสวรรคตแล้ว นางลิเฮาอุบายเรียกข้าพเจ้าแม่ลูกเข้าไปในพระราชวัง เอายาพิษกรอกยูอีจนสิ้นชีวิต แล้วให้สาวใช้เอาเข็มแทงตาข้าพเจ้า แล้วตัดมือเท้าข้าพเจ้า เอาไปทิ้งที่ถ่ายอุจจาระ ข้าพเจ้าแม่ลูกมีโทษทัณฑ์ประการใดจึงทำถึงสาหัสดังนี้

     สุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็กลั้นน้ำตามิได้ จึงให้พนักงานจดเอาถ้อยคำไว้ นางลิซีก็ให้การว่า พระเจ้าฮุยเต้นั้นไม่มีพระราชโอรส แต่นางลิเฮามีใจปรารถนาจะล้างผลาญแซ่เหลาเสีย จะยกแซ่ลี้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ยังเกรงขุนนางผู้ใหญ่อยู่ คิดอุบายใช้คนสนิทลอบไปหาหญิงราษฎรที่มีครรภ์เข้ามาปรนนิบัติ แล้วว่า ผู้ใดคลอดเป็นบุรุษจะได้ครองราชย์สมบัติ จึงเผอิญข้าพเจ้าคลอดเป็นบุรุษ นางลิเฮากลัวว่า ข้าพเจ้าจะได้เป็นใหญ่ จึงเรียกเข้าไปที่บียองเก๋ง เอาสุรายาพิษกรอกข้าพเจ้าจนถึงแก่ความตาย ครั้นภายหลัง พระเจ้าฮุยเต้สิ้นพระชนม์ บุตรข้าพเจ้าก็สมบัติทรงพระนาม พระเจ้าเซียวเต้ ครั้นพระเจ้าเซียวเต้เจริญวัยขึ้นก็ทราบความเดิมแล้วจึงได้เขียนรูป ข้าพเจ้าไว้บูชาที่เก๋ง นางลิเฮากลัวความจะแพร่งพราย จึงให้จับพระเจ้าเซียวเต้ขังจนตาย ทำทั้งนี้เป็นที่สังเวชนัก ขอท่านจงได้เมตตาด้วยเถิด

     สุมาตองสองได้ฟังก็โกรธจึงว่า นางลิเฮานี้เปรียบเหมือนไก่ตัวเมียขัน ทำให้เสียธรรมเนียม จะทำการสิ่งใดก็เอาแต่อำเภอใจ มิได้ปรึกษาหารือกับผู้ใด ดังนี้จะเป็นพระมเหสีเอกมิได้ นางลิเฮาก็มิได้ตอบประการใด นั่งนิ่งอยู่

     นางอองซีให้การว่า ข้าพเจ้ากับนางลิซีมาคราวเดียวกัน ข้าพเจ้ามีบุตรผู้หนึ่งชื่อ หวง เป็นที่ฮวนซันอ๋อง นางลิเฮาจะยกบุตรข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ก็เกรงว่า ราชสมบัติจะไม่ได้กับแซ่ลี้ แต่ยังเกรงขุนนางผู้ใหญ่อยู่ จึงจำใจยกบุตรข้าพเจ้าขึ้นครองราชสมบัติแทนพระเจ้าเซียวเต้ แล้วเอายาพิษมากรอกข้าพเจ้าจนตาย ครั้นภายหลัง บุตรข้าพเจ้าก็ทราบความอันนี้เข้า นางลิเฮาเกรงว่า ฮวนซันอ๋องจะคิดพยาบาท จึงใช้ให้จับฮวนซันอ๋องใส่ในกระสอบผ้าทุบเสียจนตาย แล้วให้ประกาศว่า ฮวนซันอ๋องเป็นโรคปัจจุบันตาย ตั้งแต่โบราณมาก็มิได้เห็นผู้ใดทำความชั่วดั่งนี้เลย ต่างคนก็กอดคอกันร้องไห้ สุมาตองสองจึงว่า ท่านทั้งหกแม่ลูกอย่ามีความโทมนัสน้อยใจ แล้วให้จดถ้อยคำไว้

     ข้อห้า ฮังอี๋เป็นโจทก์ สิมาถอง อองอี๋ เอียวเซียน ลีเซง ฮาก๋อง เอียวบู๊ เป็นจำเลย จึงถามฮังอี๋ว่า ผู้ที่ทำลายเมืองฌ้อนั้นคือฮั่นสิน เหตุใดมาฟ้องทหารทั้งหกเล่า ฮังอี๋ให้การว่า ข้าพเจ้ามีจักษุเสียเปล่า ไม่รู้จักคนดีคนชั่ว ซึ่งฮั่นสินละข้าพเจ้าไปสามิภักดิ์กับฮันอ๋องก็มิได้มีความโกรธนักเลย แต่พวกสิมาถองนั้น ข้าพเจ้าแค้นดังเพลิงลุกในอก เมื่อข้าพเจ้าแตกหนีไปไม่รู้จักทาง พบชาวนาจึงถามว่า ทางจะไปเมืองฌ้อทางไหนเล่า ชาวนาผู้นั้นชี้มือไปทางทิศตะวันตก ชาวนาผู้นั้นก็เป็นทหารของข้าพเจ้าชื่อ ฮาก๋อง ไม่ทราบว่า จะหลอกให้เข้าไปในที่ล้อม ข้าพเจ้าผู้เดียวได้ตีกระบวนทัพซึ่งล้อมอยู่นั้นแตกถึงสามครั้ง จึงหนีออกจากที่ล้อมไปได้ พบบินจูที่แม่น้ำออกังเอาเรือมาคอยรับจะให้ข้าพเจ้าหนีไปเมืองฌ้อ ข้าพเจ้าจึงเหลียวหลังดูเห็นกองทัพใกล้เข้ามา แล้วเห็นทหารซึ่งตามมานั้นเป็นสิมาถอง ก็หมายใจว่า จะมาช่วยชีวิต ไม่ทราบว่า จะมาเร่งรัดให้เชือดคอตาย แล้วตัดศีรษะไปเอาความชอบ ทำดังนี้ควรฤๅ

     ฝ่ายพวกสิมาถองจึงร้องขึ้นพร้อมกันว่า เมื่อครั้งท่านเผาพระราชวัง แล้วขุดพระศพพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เอาเงินทองมาเป็นอาณาประโยชน์ตัวเอง แล้วฆ่าพระเจ้างีเต้กับจูเองเต้เสีย ตั้งตัวเป็นไซฌ้อปาอ๋อง ทำการดังนี้คนทั้งหลายจึงเอาใจออกหาก

     ฝ่ายสุมาตองสองจึงว่า ฮังอี๋นี้ไม่ดี ฆ่าพระเจ้างีเต้กับจูเองเต้เสีย พวกสิมาถองเป็นคนทรยศ จะยกโทษให้ไม่ได้ จึงให้จดถ้อยคำไว้

     ข้อหก ลองโจ๋เป็นโจทก์ ฮั่นสินเป็นจำเลย ลองโจ๋ให้การว่า เมื่อข้าพเจ้าไปตีเมืองเจ๋ ฮั่นสินต้านทานฝีมือไม่ได้ จึงใช้ให้ทหารเอาเสาธงไปปักกลางแม่น้ำทำอุบายล่อลวงทหารข้าพเจ้าตายเป็นอันมาก ในขณะนั้น พวกทหารเมืองฌ้อเข้ามาร้องกล่าวโทษฮั่นสินประมาณร้อยหนึ่ง ฝ่ายสุมาตองสองจึงว่า ท่านทั้งหลายอย่าโทมนัสเลย เราจะชำระตัดสินให้โดยยุติธรรม จึงให้จดถ้อยคำไว้

     ข้อเจ็ด เตียนก๋องเป็นโจทก์ ฮั่นสินเป็นจำเลย จึงถามเตียนก๋องว่า ฮั่นสินกับท่านก็อยู่ต่างเมืองกัน เหตุใดจึงมากล่าวโทษฮั่นสินเล่า เตียนก๋องจึงตอบว่า ฮั่นสินนี้เป็นคนไม่มีสัตย์ เห็นแก่ประโยชน์ความชอบ เมื่อครั้งฮันอ๋องใช้ลี้เสงมาเกลี้ยกล่อม ข้าพเจ้าก็ยอมสามิภักดิ์ ครั้นภายหลัง ฮั่นสินใช้ทหารให้จับครอบครัวบุตรภรรยาข้าพเจ้าประหารชีวิตเสียจนสิ้น แล้วเอาความดีไปแจ้งแก่ฮันอ๋อง ทำดังนี้ควรแล้วฤๅ สุมาตองสองจึงว่า ฮั่นสินนี้ทำการเหลือเกินนัก จึงให้จดถ้อยคำไว้

     ข้อแปด เล่าอิ๊ว เล่าโขย เป็นโจทก์ นางลิเฮา ลิสอก ลิซาน ลิฮับ เป็นจำเลย เล่าอิ๊ว เล่าโขย ให้การว่า เมื่อฮันอ๋องสิ้นพระชนม์แล้ว นางลิเฮาก็ปรารถนาจะยกแซ่ลี้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เกรงข้าพเจ้าทั้งสอง จึงอุบายเอาหญิงแซ่ลี้ให้เป็นภรรยา ข้าพเจ้าทั้งสองไม่รู้อุบาย จึงยอมเป็นเขยพวกแซ่ลี้ ครั้นภายหลัง ก็ใช้ทหารให้จับข้าพเจ้าทั้งสองขังไว้ในตึกมืด ฝ่ายสุมาตองสองได้ฟังดังนั้นก็โกรธเป็นกำลังจึงว่า นางลิเฮานี้มีความผิดเป็นอันมาก ฟ้าและดินก็ไม่เข้าด้วยแล้ว จึงให้จดถ้อยคำไว้

     แล้วเรียกฮั่นสินเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลเจียวกุ๋น เป็นบุตรโจสงชื่อ โจโฉ ชื่อครูตั้ง เบงเตก เป็นมหาอุปราช ภายหลังเป็นงุยอ๋องอยู่เมืองฮูโต๋ แบ่งแผ่นดินฮั่นกึ่งหนึ่ง เหตุท่านมิได้คิดกบฏ ต่อถึงบุตรท่านเป็นกษัตริย์จึงตั้งท่านเป็นบูเต้เป็นการตอบแทน

     ฮันอ๋องนั้นจงไปเกิดในวงศ์ฮั่นเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้ แต่ในชาตินั้นอย่าให้มีความสุข ให้โจโฉข่มเหงอยู่เสมอเป็นนิจ เป็นการใช้ชาติซึ่งมิได้มีความเมตตาแก่ขุนนางทั้งปวง นางลิเฮานั้นจงไปเกิดที่บ้านแซ่ฮก เป็นมเหสีของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ภายหลังให้โจโฉเอาผ้ารัดคอตายแล้วฆ่าเสียสามชั่วโคตร เป็นการใช้ชาติซึ่งฆ่าฮั่นสินสามชั่วโคตรนั้น

     แล้วเรียกเสียวโหเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นเอียวสิว ชื่อครูตั้ง แตกโจ เป็นที่สมุห์บัญชีของโจโฉ ภายหลังให้โจโฉฆ่าเสีย เป็นการใช้ชาติ เรียกเซียกองตู่เข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลซัวจ๋วนชื่อ ลี้แปะเฉีย ภายหลังโจโฉเอาไปใช้แล้วฆ่าเสีย เป็นการใช้ชาติซึ่งกล่าวโทษฮั่นสิน

     แล้วเรียกหยินโปเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่เมืองกังตั๋งเป็นบุตรซุ่นเกียนชื่อ ซุ่นกวน ชื่อครูตั้ง ตองบอง ได้ครองราชสมบัติในเมืองกังตั๋ง มีเมืองโทเก้าหัวเมือง เมืองตรีแปดสิบหัวเมือง เป็นการตอบแทนเมื่อชาติก่อนท่านได้ความลำบากได้ครองราชย์

แพอวดเกิดเป็นเล่าปี่ ฮังอี๋เกิดเป็นกวนอู ฮวนโกยเกิดเป็นเตียวหุย
     แล้วเรียกแพอวดเข้ามาแล้วว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลตกกุ๋น ที่บ้านมีต้นหม่อน เป็นบุตรเล่าเหงชื่อ เล่าปี่ ชื่อครูตั้ง เฮียนแตก จงตั้งตัวเป็นกษัตริย์ เป็นที่นับถือแก่คนทั้งหลาย เป็นการตอบแทนด้วยชาติก่อนท่านมิได้คิดคดทรยศผู้ใด แล้วเรียกลีกู่เข้ามาว่า ท่านไม่ควรจะช่วยนางลิเฮาทำการทุจริต เปรียบเหมือนเอาปีกมาใส่ให้กับเสือ จงไปเกิดที่ตำบลสานฉวน เป็นภรรยาเล่าอ๋าน ภายหลังให้เล่าอ๋านฆ่าเอาเนื้อมาต้มให้เล่าปี่กิน เป็นการใช้ชาติ

     ฝ่ายแพอวดจึงว่า ท่านจัดการดังนี้ก็สมควรอยู่แล้ว แต่ทว่า ท่านจะให้ข้าพเจ้าไปเป็นเจ้าเมืองเสฉวนนั้น จะคิดสู้รับกับเมืองกังตั๋ง เมืองฮูโต๋ เห็นจะเหลือกำลังเป็นแน่แท้ สุมาตองสองจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย แล้วเรียกยงเทียดเข้ามาว่า ท่านก็เป็นคนฉลาดอาจจะรู้การณ์ล่วงหน้าได้ จงเป็นเกิดเป็นแซ่ บัง ชื่อ ทอง ชื่อครูตั้ง ซูหงวน ฉายา อาจารย์ฮองซู เป็นที่ปรึกษาฝ่ายซ้ายของเล่าปี่แล้วไปตายที่ตำบลลกหองโห เป็นการใช้ชาติ

     แล้วเรียกฟำแจ้งเข้ามาว่า ท่านก็มีสติปัญญาหาผู้เปรียบโดยยาก จงไปเกิดที่เมืองลงเสีย แซ่ จูกัด ชื่อ เหลียง ชื่อครูตั้ง ขงเบ้ง ฉายา อาจารย์ฮกหลง เป็นที่ปรึกษาฝ่ายขวาของเล่าปี่จนสิ้นชีวิต อย่าได้คิดทรยศต่อเจ้า เป็นการตอบแทน แล้วเรียกตันแผงเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นจิวยี่ ชื่อครูตั้ง คงกึน เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองกังตั๋ง ภายหลังต้องอุบายของขงเบ้งอาเจียนเป็นโลหิตตายที่ตำบลปาขิว เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกงูจูกี๋เข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นแซ่ ม้า ชื่อ เจก ชื่อครูตั้ง อิวเสียง เป็นทหารเล่าปี่ ภายหลังให้ขงเบ้งฆ่าเสีย เป็นการใช้ชาติ

     แล้วเรียกฮวนโกยเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่เมืองหวนเอี๋ยนชื่อ เตียวหุย ชื่อครูตั้ง เอ๊กเต็ก ฮังอี๋จงไปเกิดที่เมืองโอตั๋ง ชื่อ กวนอู ชื่อครูตั้ง หุนต๋อง ท่านทั้งสองจงมีกำลังและฝีมือให้เข้มแข็ง แล้วไปสาบานเป็นพี่น้องกับเล่าปี่ที่สวนยี่โถเป็นการตอบแทน แต่ม้าเฮกลองขูซึ่งกระโดดน้ำตายนั้นจงไปเกิดเป็นม้าเซกเทาสำหรับให้กวนอูขี่ ทำศึกสงคราม แต่ฮังอี๋ชาติก่อนได้ฆ่าพระเจ้างีเต้กับจูเองเต้ ไปเกิดเป็นแซ่ ลก ชื่อ ซุน ชื่อครูตั้ง เป็นเหงียน ท่านทั้งสองจงเป็นทหารเอกอยู่เมืองกังตั๋ง ฝ่ายฮังอี๋จึงว่า ทหารของข้าพเจ้าอีกสองคน จิวหลัน หนึ่ง ฮวนฌ้อ หนึ่ง ได้ติดตามจนตายในกลางศึก ข้าพเจ้ายังมีความเสียดายอยู่ ขอไต้อ๋องจงได้โปรดด้วยเถิด

     สุมาตองสองจึงเรียกคนทั้งสองเข้ามา แล้วให้จิวหลันไปเกิดเป็นจิวฉอง ให้ฮวนฌ้อไปเกิดเป็นกวนเป๋ง เป็นทหารกวนอู กวนอูนั้นเป็นผู้มีสัตย์ ถ้าสิ้นชีวิตแล้วจงไปเป็นเทพารักษ์ แล้วเรียกหางเป๊กเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นงันเหลียงเถิด บองซีนั้นจงไปเกิดเป็นบุนทิว ภายหลังให้กวนอูฆ่าเสียทั้งสองคน เป็นการใช้ชาติ

     แล้วเรียกสิมาถองเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นลิหยง เอียวซินไปเกิดเป็นเบียนซี อองจีจงไปเกิดเป็นอองเซก ลิเซงจงไปเกิดเป็นหันฮก ฮาก๋องจงไปเกิดเป็นขงซิว อาบู๊จงไปเกิดเป็นจิ๋นเตก เมื่อกวนอูข้ามห้าด่านได้ฆ่าทหารทั้งหกเสีย เป็นการใช้ชาติเขา แล้วเรียกเตงก๋องเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลไหสานชื่อ อิกิม ชื่อครูตั้ง บุนเจก ภายหลังต้องน้ำท่วมแล้วกวนอูจับไปขังคุกไว้ เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกบินจู๋เข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลม้าอินชื่อ เตียวเหลียว ชื่อครูตั้ง บุนอ๋วน ภายหลังโจโฉจับท่านไปได้แล้วจะฆ่าท่านเสีย กวนอูขอไว้เป็นการตอบแทน

     แล้วเรียกกีสินเข้ามาสั่งว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลเสียงสานชื่อ เตียวยุน ชื่อครูตั้ง จูหลง เป็นทหารเอกที่เมืองเสฉวน จะยกทัพไปตีที่ตำบลใดก็มีชัยชนะทุกครั้ง จะตายก็โดยปกติ เป็นการตอบแทนเมื่อชาติก่อนท่านได้รับความลำบากมาก

     แล้วเรียกเซกซีเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นภรรยาหลวงเล่าปี่ ยูอีไปเกิดเป็นอาเต๋าได้ครองราชสมบัติเป็นสุขอยู่สี่สิบปีเศษ นางลิซีจงไปเกิดเป็นภรรยาหลวงซุ่นกวน ฮวนซันอ๋องไปเกิดเป็นซุ่นเหลียงลูกสุดท้องซุ่นกวนและได้เป็นกษัตริย์ต่อจาก ซุ่นกวน

     แล้วเรียกลองโจเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดที่ตำบลโบเหลงชื่อ ม้าเฉียว ชื่อครูตั้ง เผงซี กับพวกทหารซึ่งจมน้ำตายจงไปเกิดเป็นทหารเมืองเสงเหลียง ภายหลังตีทัพโจโฉแตกที่ตำบลด่านตองก๋วนจนถึงแก่ตัดหนวดทิ้งเสื้อเกราะเสีย นั้น เป็นการใช้ชาติ แล้วเรียกเตียนก๋องเข้ามาว่า ท่านจงไปเกิดเป็นโจรชื่อ เตียวหงุน เที่ยวหากินแต่เวลากลางคืน ภายหลังฆ่าบิดาและครอบครัวของโจโฉเสียที่กลางทาง เป็นการใช้ชาติ

     แล้วเรียกเล่าอิ๊ว หนึ่ง เล่าโขย หนึ่ง แล้วว่า ท่านจงไปเกิดในวงศ์ตระกูลฮั่น เล่าอิ๊วเป็นเล่าเปี้ยว ชื่อครูตั้ง เกงเสง ครองเมืองเกงจิว ตั้งตัวเป็นเสงบูหอ เล่าโขยนั้นเป็นเล่าเจียง ชื่อครูตั้ง กุยหยก ครองเมืองเสฉวน มีเมืองขึ้นสี่สิบเอ็ดหัวเมือง แล้วตั้งตัวเป็นจิ๋นบูหอเป็นการตอบแทน

     แล้วจึงเรียกลิสอก หนึ่ง ลิซาน หนึ่ง ลิฮับ หนึ่ง เข้ามาว่า ท่านเป็นคนทรยศต่อเจ้า จงไปเกิดเป็นม้าสำหรับให้คนทั้งหลายขี่ เป็นการใช้ชาติที่ใจชั่ว ฝ่ายทูตนรกทั้งหลายพร้อมกันเห็นชอบด้วย สุมาตองสองจึงเรียกนางเพียวโบเข้ามาว่า ชาติก่อนท่านได้ให้อาหารฮั่นสินกิน จงไปเกิดเป็นบุตรสาวซัวหยงชื่อ ต่ำ ชื่อครูตั้ง นางบุนกี๋ ภายหลังโจโฉไปพบเข้าแล้วให้ทองคำแก่ท่านพันตำลึงเป็นการตอบแทน

     ในขณะนั้น พนักงานผู้หนึ่งจึงบอกแก่สุมาตองสองว่า ขอไต้อ๋องจงโปรดชำระความอีกข้อหนึ่งเถิด หางเหลียงเป็นโจทก์ เจียงหำ หนึ่ง ตังอี หนึ่ง สุมาหิน หนึ่ง เป็นจำเลย

     สุมาตองสองจึงเรียกหางเหลียงเข้ามาว่า ท่านก็เป็นอาของฌ้อปาอ๋อง จงไปเกิดเป็นเกียงอุย เจียงหำไปเกิดเป็นจงโหย ตังกีไปเกิดเป็นเตงงาย สุมาหินไปเกิดเป็นตงเต็ง ภายหลังตายด้วยฝีมือเกียงอุยทั้งสามคน เป็นการใช้ชาติ

ลิปุดอุยเกิดเป็นลิโป้ จูเจ้งเกิดเป็นตั้งโต๊ะ
     ครั้นชำระราชการเสร็จแล้วก็พอได้ยินเสียงไก่ขันเป็นเวลาเช้ามืด สุมาตองสองจึงลุกขึ้นจากที่ว่าราชการ แล้วเอาคำทั้งสิ้นเสนอพระยายม พระยายมก็สรรเสริญว่า มนุษย์ผู้นี้มีสติปัญญาโดยแท้ ในขณะนั้น มีปิศาจผู้หนึ่งร้องเสียงอันดังว่า ท่านจัดการดังนี้ก็ย่อมเป็นที่สรรเสริญทั้งสี่ทิศ คดีของข้าพเจ้าข้อหนึ่งบุตรประหารชีวิตบิดา ขอท่านจงช่วยชำระให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

     สุมาตองสองจึงถามว่า ปิศาจนี้คือผู้ใด ปิศาจจึงบอกว่า ข้าพเจ้าชื่อ ลิปุดอุย เป็นขุนนางที่บุนสิ่นเหอ อยู่เมืองจิ๋น สุมาตองสองจึงว่า เทวบัญชากำหนดให้ชำระแต่ในเวลาคืนหนึ่ง บัดนี้ ก็พ้นกำหนดเสียแล้ว เรารับชำระให้ไม่ได้ ฝ่ายพระยายมจึงว่า ความเรื่องนี้ขอท่านจงโปรดชำระให้สำเร็จด้วยเถิด สุมาตองสองจึงเรียกโจทก์แลจำเลยเข้ามาพร้อมด้วยกัน และลิปุดอุยจึงให้การว่า เมื่ออิหยินไปเป็นตัวจำนำอยู่เมืองเตียว ข้าพเจ้ามีความสงสาร จึงยกจูกี๋ซึ่งเป็นภรรยาของข้าพเจ้าให้เป็นภรรยาอิหยิน แต่นางนั้นมีครรภ์ได้สองเดือน ไปอยู่กับอิหยินสิบเดือนจึงคลอดจูเจ้ง แล้วอิหยินจึงสัญญาว่า ถ้าช่วยคิดอุบายให้กลับไปเมืองจิ๋นได้ จะแบ่งราชสมบัติให้กึ่งหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงคิดอุบายพาอิหยินกลับไปเมืองจิ๋น อิหยินได้ครองราชสมบัติ จึงตั้งข้าพเจ้าเป็นขุนนางที่บุนสิ่นหอ ภายหลังอิหยินสิ้นพระชนม์ จูเจ้งก็ครองราชสมบัติตั้งตัวเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ ฝ่ายนางจูกี๋ มารดาจูเจ้ง ก็มีใจกำเริบในการประเวณี ข้าพเจ้าจึงให้เล่าไอเข้าไปปฏิบัติ ภายหลังจูเจ้งทราบความก็โกรธข้าพเจ้านัก จึงให้สุรายาพิษข้าพเจ้ากินจนสิ้นชีวิต ทำการดังนี้ควรแล้วฤๅ

     ฝ่ายจูเจ้งได้ฟังดังนั้นแล้วก็มิได้ตอบประการใดนั่งนิ่ง เล่าไอจึงให้การว่า ลิปุดอุยได้ไปทำการประเวณีกับนางจูฮองเฮาแล้วกลัวความผิดจะถึงตัว จึงเอาข้าพเจ้ามาแปลงเป็นขันทีให้เข้าไปปรนนิบัตินางจูฮองเฮา ครั้นภายหลัง พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ทราบความก็กริ้ว จึงให้ประหารชีวิตข้าพเจ้าเสียสามชั่วโคตร ขอท่านจงโปรดชำระให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

     สุมาตองสองจึงเรียกลิปุดอุยเข้ามาว่า ท่านมีคุณต่ออิหยินเป็นอันมาก จงไปเกิดเป็นลิโป้ ชื่อครูตั้ง ฮองเสี้ยน จงมีกำลังแลฝีมือให้เข้มแข็ง แล้วเรียกจูเจ้งเข้ามาว่า ท่านก็เป็นบุตรของลิปุดอุย จงไปเกิดเป็นตั้งโต๊ะ ชื่อครูตั้ง ตองเอ๋ง ภายหลังให้ลิโป้ผู้บุตรเลี้ยงฆ่าเสีย เป็นการใช้ชาติ เล่าไอจงไปเกิดเป็นอองอุ่น ขุนนางที่ไตซูต๋อฝ่ายกรมนาเป็นการตอบแทน นางจูกี๋ทำความชั่วจงไปเกิดเป็นบุตรทาส ให้อองอุ่นเลี้ยงเป็นบุตรชื่อ เตียวเสี้ยน แล้วอองอุ่นยกให้เป็นภรรยาลิโป้ ภายหลังจึงยกให้ตั้งโต๊ะ

     ฝ่ายสุมาตองสองครั้นชำระราชการเสร็จแล้ว จึงเอาคำตัดสินส่งให้พระยายม พระยายมก็นำขึ้นถวายต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้จึงรับมาทอดพระเนตรแล้วตรัสชมสุมาตองสองว่า ความถึงสามร้อยปีเศษแล้วชำระคืนหนึ่งก็สำเร็จโดยยุติธรรม สมควรเป็นผู้มีสติปัญญาโดยแท้ แต่ชาตินี้ยังไม่มีโอกาส ชาติหน้าจงไปเกิดเป็นสุมาอี้ ชื่อครูตั้ง ตงตัด ภายหลังรวบรวมแผ่นดินสามก๊กเปลี่ยนนามเป็นแผ่นดินจิ้นสืบตระกูลไปชั่วบุตร หลาน แต่ฮั่นสินซึ่งไปเกิดเป็นโจโฉ ถึงจะมีบุตรหลาน ก็ต้องให้แซ่สุมาล้างผลาญ

     ตรัสดังนั้นแล้วจึงมีเทวบัญชาให้สุมาตองสองกลับไปเมืองมนุษย์   พระยายมจึงเชิญสุมาตองสองเสพสุราอยู่  สุมาตองสองขัดไม่ได้ก็รับเอาถ้วยสุรามากินแล้วลาพระยายม  พระยายมให้ทูตในเมืองนรกทั้งสองมาส่ง ครั้นถึงก็พอตกใจตื่นจึงรู้ว่า นิมิตฝัน แล้วบอกเล่าให้คนทั้งหลายฟัง จึงมีผู้จดหมายถ้อยคำไว้จนทุกวันนี้ จะจริงแลเท็จอยู่กับผู้เล่า

เรื่องสามก๊กฉบับอิ๋น  จบแต่เท่านี้

เว็บไซต์ที่ควรเข้าไปค้นหาเพิ่มเติม