วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555



เรียนวิชาปรัชญาอย่างไร ?  จึงจะไม่บ้าและโง่

หลายท่านคงจำชีวิตตอนเป็นนักศึกษากันได้     มักจะมีการกล่าวขานกันว่า   “...ถ้าใครเรียนปรัชญารู้เรื่อง  ถ้าไม่โง่ ก็ใกล้บ้า...”  หรือไม่ก็ “...ถ้าใครเรียนวิชาปรัชญาได้ A   มักเพี้ยนคุยกับใครไม่รู้เรื่อง...”  แล้วพวกเราจะเรียนวิชาปรัชญาไปทำไม   เรียนไปถ้าไม่โง่ก็ต้องบ้าแน่ๆ

ผู้ที่เริ่มศึกษาวิชาปรัชญาครั้งแรก ส่วนมากจะมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่า เป็นวิชาอย่างไรกันแน่  เพราะดูเหมือนคนทั่วไปมักพูดถึงปรัชญาในแง่ต่าง ๆ  เช่น ปรัชญาชีวิต  ปรัชญาการเมือง ปรัชญาการบริหาร  ปรัชญาการศึกษา  ฯลฯ  จึงทำให้วิชาปรัชญาดูจะเป็นวิชาที่สูงส่ง  เพราะอะไร ๆ ถ้าไม่มีปรัชญานำหน้า  จะดูเป็นของธรรมดาสามัญ  ไม่ลึกซึ้ง  หรือไม่มีคุณค่าน่าศึกษาแต่อย่างใด

แต่เมื่อเริ่มเรียนกับอาจารย์ผู้สอน หรือศึกษาไปเรื่อยๆ  ดูเหมือนว่าปรัชญามีแต่การถกเถียง มีความคิดเห็นมากมายเหลือเกินในแต่ละคำถาม  และที่เถียงกันก็ไม่รู้ว่าจะได้คำตอบหรือไม่   เพราะตอบไปอย่างหนึ่ง  คนอื่นๆ ก็หาทางโต้แย้งคำตอบเราได้อีก   ซึ่งบางครั้งก็ดูน่าทึ่งที่มีคนสามารถคิดต่างมุม  แปลกใหม่ไปได้แบบคิดไม่ถึง  หรือแบบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ก็ยังเป็นไปได้

ต่อมาเมื่อผมได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยนเรศวรให้สอนวิชาปรัชญาในระดับปริญญาโท  เพื่อไม่ให้นักศึกษาที่ผมสอนต้องเป็นคนโง่  หรือเป็นบ้า  หรือคุยกับใครไม่รู้เรื่อง   ผมจึงได้ศึกษา  ค้นคว้า  ทบทวนการสอนของอาจารย์ปรัชญาที่ผมเคยเรียน  และได้สอบถามเพื่อนๆบ้าง   คนรู้จักที่เคยเรียนปรัชญาทั้งในระดับปริญญาตรี  และปริญญาโท   แล้ววิเคราะห์หาสาเหตุที่คนส่วนมากมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาปรัชญา   เพื่อหาแนวทางในการสอนปรัชญาให้ได้ประโยชน์กับนักศึกษามากที่สุด    

ซึ่งผมได้สรุปผลการวิเคราะห์สาเหตุไว้  4  ประการ  ดังนี้ 
     1. การสอนปรัชญาของอาจารย์ส่วนมาก   มักเป็นการสอนในลักษณะเชิงประวัติศาสตร์  เช่น  สอนให้รู้จักประวัติอริสโตเติล แนวคิดของอริสโตเติล  ฯลฯ  เวลาออกข้อสอบก็มักถามว่า  อริสโตเติลเป็นใคร  เกิดที่ไหน  มีแนวคิดอย่างไร  หรือไม่ก็ยกแนวคิดหรือคำพูดบทหนึ่งวรรคหนึ่งมาถามว่า  เป็นคำกล่าวหรือแนวคิดของใคร เป็นต้น  นักศึกษามีหน้าที่ท่องจำประวัตินักปรัชญาเพื่อไปตอบข้อสอบให้ได้เท่านั้น

     2. นานๆทีก็จะมีอาจารย์ที่สอนในลักษณะปุจฉาวิสัชนา (อุปนัย-นิรนัย)   คือ อาจารย์เป็นผู้ตั้งคำถาม  แล้วให้นักศึกษาช่วยกันหาคำตอบ   แล้วอาจารย์หรือนักศึกษาคนอื่นๆก็จะช่วยกันโต้แย้งคำตอบ  จนไม่สามารถสรุปได้ว่าคำตอบใดดีที่สุด  เพราะไม่ว่าวิชาใดล้วนมีคำตอบที่แน่นอน    แต่วิชาปรัชญาไม่มีคำตอบที่แน่นอนสักที   และสิ่งที่ถกเถียงกันก็กว้างขวางหาข้อยุติยากมาก   แต่เนื่องจากการเรียนมีเวลาจำกัด  บางทีอาจารย์ผู้สอนก็ลืมสรุปว่าที่ทำอย่างนี้เพื่ออะไร  เพราะมัวแต่เสียเวลาในการถกเถียงหาคำตอบที่ดีที่สุด  มีเหตุผลที่สุด  หรือ เป็นคำตอบที่แน่นอนตายตัว

     3.  อาจารย์บางท่านก็สอนในชั่วโมงไปเรื่อยๆ  ด้วยการเล่าประวัตินักปรัชญาคนนั้นบ้าง  หรือเล่าเรื่องนั้นบ้าง  เรื่องนี้บ้างที่เกี่ยวกับเนื้อหาปรัชญา   แล้วให้งานนักศึกษาไปค้นคว้าประวัติและนักคิดปรัชญาสมัยต่างๆ ทำเป็นรายงานมาส่ง   ซึ่งก็ดูดี เพราะจะได้ทำให้นักศึกษารู้จักใฝ่รู้ค้นคว้าอย่างกว้างขวางมากขึ้น  แต่อาจารย์ส่วนมากท่านไม่ค่อยมีเวลาว่างพอที่จะอ่านในสิ่งที่นักศึกษาทำรายงานมาส่งอย่างละเอียด  ได้แต่เซ็นชื่อรับทราบว่าส่งแล้ว (แต่เขียนว่าตรวจแล้ว)  จึงทำให้นักศึกษาส่วนมากรู้ทางไม่ไปศึกษาค้นคว้าจริงๆ  แต่ใช้วิธีคัดลอกจากเพื่อนๆบ้าง  แค่เปลี่ยนไฟล์  เปลี่ยนฟ้อนต์นิดหน่อย   หรือคัดลอกเนื้อหาปรัชญาจากเว็บไซด์ต่างๆมาทำเป็นรูปเล่มส่งเท่านั้น     

     4.  อาจารย์บางท่านก็เน้นถึงความสูงส่งของวิชาปรัชญาว่า หมายถึง แนวทางหรือหลักในการดำเนินชีวิต  เช่น ปรัชญาเต๋า  ปรัชญาเซ็น  ฯลฯ ซึ่งสามารถนำความรู้ในสาขาวิชานี้ไปมีส่วนในการช่วยพัฒนาสร้างสรรค์สังคม   สร้างสรรค์รากฐานของความคิดและจิตใจ   และเพื่อศึกษาว่าคนในปัจจุบัน  โดยเฉพาะคนในสังคมที่เขาร่วมอยู่นั้น  ถูกกำหนดโดยหลักคิด หลักชี้นำการปฏิบัติด้วยปรัชญาระบบใดอยู่     

เมื่อผมพอจะทราบสภาพปัญหาในการเรียนวิชาปรัชญาบ้างแล้ว   ผมจึงทำแบบสอบถามความคิดเห็นสภาพปัญหาของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนวิชาปรัชญา  ซึ่งผลสำรวจก็ตรงกับที่ผมวิเคราะห์และจัดลำดับไว้แล้ว    ผมจึงได้ลองนั่งคิดต่อไปว่าแล้วผมควรจัดการเรียนการสอนอย่างไรดีจึงผล   ครั้งแรกผมได้ลองรวบรวมความคิดเห็นของนักวิชาการด้านนี้  โดยการตั้งคำถามนำทางความคิดว่า 
    1.  ปรัชญา คือ อะไร  
    2.  ปรัชญามีประโยชน์อย่างไรกับผู้ศึกษา 
    3.  ถ้าไม่มีปรัชญาหรือไม่เรียนปรัชญาจะเสียหายอย่างไร

เมื่อรวบรวมคำอธิบายของนักวิชาการด้านปรัชญาที่มีมากมาย   ทั้งจากทางวิเคราะห์คำศัพท์  หรือแนวทางของนักปรัชญาเก่าๆ  ผมยิ่งกลับมึนไปใหญ่  ไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี   ผมจึงได้จำแนกความหมายของปรัชญาไว้ ได้  4  กลุ่ม ดังนี้
     1. ปรัชญา  หมายถึง  แนวทางหรือหลักในการดำเนินชีวิต
     2. ปรัชญา  หมายถึง  การวิเคราะห์วิจารณ์อย่างมีเหตุผลเพื่อสร้างความชัดเจนแก่สิ่งที่ยังคลุมเครือ  หรือ กระบวนการในการคิด  วิเคราะห์  วิจารณ์  สังเคราะห์  ตรวจสอบทุกสิ่งและประเมินอย่างมีระบบ  มีเหตุผล
     3. ปรัชญา หมายถึง ความเชื่อ หรือแนวความคิดของมนุษย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในยุคหนึ่งๆ ซึ่งมนุษย์กลุ่มนั้นๆรับเชื่อและสร้างวัฒนธรรม (วัตถุวัฒนธรรม และจิตวัฒนธรรม) ตามความเชื่อนั้นๆขึ้นมาใช้เป็นวิถีดำเนินชีวิตร่วมกัน ของกลุ่มคนในสังคมแห่งตน ตามภาวะแวดล้อมนั้นๆ และก็จะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลสมัย 
     4. ปรัชญา หมายถึง ความรักในการแสวงหาความรู้ มีจุดมุ่งหมายแสวงหาคำตอบหรือความจริง เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆที่สงสัย 

ผมยังได้คำตอบที่ไม่แน่ใจนัก   ลองเอาไปถามนักศึกษาก็ยังแตกต่างทางความคิดเหมือนกับ 4 กลุ่มข้างต้น   ผมจึงลองเปลี่ยนคำถามใหม่  โดยตั้งคำถามใหม่ว่า  “ตัววิชาปรัชญานี้  ใครเป็นผู้กำหนด  มีจุดประสงค์หลักอย่างไร  และเริ่มเป็นครั้งแรกให้นักศึกษาเรียนที่ไหน  เมื่อไหร่...”    เมื่อผมได้คำตอบแล้วผมจึงถึงบางอ้อว่าวิชาปรัชญานี้  ควรมีขอบเขตในการสอนแค่ไหน   ที่แท้วิชาปรัชญา  คือ วิชาว่าด้วยการคิดในเรื่องสงสัยหรือสิ่งต่างๆ อย่างมีระบบ   โดยใช้เหตุผลและความเป็นไปได้พิสูจน์  แต่...วิชาปรัชญาไม่สามารถช่วยหาคำตอบที่แท้จริง  หรือคำตอบที่ชัดเจนอย่างใดอย่างหนึ่งได้   การที่จะได้คำตอบที่ชัดเจนจากวิชาปรัชญาจึงเป็นไปไม่ได้   เพราะปรัชญาแสวงหาคำตอบจากการคิดเท่านั้น 

เมื่อผมคิดว่าผมหาคำตอบเกี่ยวกับวิชาปรัชญาได้แล้วว่า “ ปรัชญาเป็นวิชาว่าด้วยการคิด”   ตัวปรัชญาก็คือผลของการคิด    นักปรัชญาก็คือนักคิด    แต่นักปรัชญาต่างกับนักคิดโดยทั่วไป หรือนักฝัน  ตรงที่นักปรัชญาจะคิดอะไรต้องมีหลักเหตุผล(ตรรกะ)รองรับ และหลักความเป็นไปได้ตรวจสอบ  

ผมก็ลองสอนตามแนวทางนี้  โดยเอาตัวอย่างสถานการณ์ปัจจุบันมาหาเหตุผลและความเป็นไปได้ตามหลักวิชาปรัชญา  เช่น  ในปีการศึกษา 2537  ผมสอนนักศึกษาปริญญาโท  สาขาบริหารการศึกษา  ประมาณ 175  คน  ผมยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ดังมากในยุคนั้น  “....มีข่าวว่ามีผู้หญิงระดับสูงของสังคมไทยคนหนึ่งหายไปนาน   ทำให้เกิดข่าวลือมากมายหลายด้าน   แต่มีข่าวลือหนึ่งลือกันอย่างกว้างขวางว่า  ขณะนี้ถูกจับติดคุกอยู่ที่ประเทศอังกฤษ  เพราะถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองอังกฤษจับในข้อหาค้ายาเสพติด....”  ผมจึงถามนักศึกษาทั้งหมดว่า  เชื่อข่าวนี้หรือไม่   มีเหตุผลอะไรรองรับความเชื่อนั้น    ร้อยละ 90.27(158 คน)   ตอบว่าเชื่อ   แต่เหตุผลที่ให้มา  ทำให้เห็นว่าขนาดผู้บริหารสถานศึกษายังให้เหตุผลที่ไม่น่าเป็นเหตุผลและน่าเป็นไปได้รองรับ   พวกท่านเหล่านั้น  ตอบกันว่า  (ขอเรียงลำดับจำนวนที่ตอบนะครับ)  1. จริง เพราะเห็นหายหน้าไปนาน    2. จริง เพราะต้องมีมูลบ้าง ธรรมดาไม่มีมูลฝอย  หมาไม่ขี้    3. จริง  เพราะมีข่าวว่าถูกไล่ออกจากยศศักดิ์และขับออกนอกประเทศไปแล้ว  เป็นต้น    แต่ละคำตอบ  ผมก็ขออนุญาตนักศึกษาค้านตามหลักวิชา  เช่น  ถ้าจริง  เพราะหายหน้าไปนาน  ถ้าอย่างนั้น  คนที่เราไม่เห็นหน้าหลายๆปี  แสดงว่าติดคุกอังกฤษนะสิ (ที่จริงผมยกตัวอย่างชื่อคนหลายคน เช่น คุณทะนง  คุณศิริวรรณ  คุณนงนุช ฯลฯ แย้ง )   หรือถ้าจริง เพราะต้องมีมูล  ผมก็แย้งว่าสมัยนี้กุข่าวก็มี เช่น คดีฆ่ารัฐมนตรี  คดีจ้างฆ่าคนดัง) และเดี๋ยวนี้หมายังขี้กลางถนน ไม่มีมูลฝอยก็ขี้   เป็นต้น  สุดท้ายนักศึกษาก็คงหงุดหงิดย้อนว่าอะไรๆ ผมก็ไม่ยอมรับ  แล้วความจริงข่าวนี้เป็นอย่างไร    ผมก็บอกว่าผมไม่ได้ต้องการหาความจริง  แต่ผมต้องการทราบแนวคิดและเหตุผลของนักศึกษาว่ามีเหตุผลเป็นไปได้หรือไม่   แต่ถ้าอยากรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร  ถ้าเจอหน้าสามีผู้หญิงระดับสูงคนนั้น  ก็ลองถามเขาดูสิ   ก็เลยได้ฮากัน  

สอนแนวทางอย่างนี้  หลายๆ สถานการณ์  ทั้งด้านการศึกษา  การเมือง  หลากหลายวงการ ก็ทำให้เห็นผลเชิงประจักษ์ว่าทั้งผมและนักศึกษาสนุกกับการเรียน  และมองเห็นประโยชน์การเรียนวิชาปรัชญาเป็นอย่างมาก   ซึ่งทำให้นักศึกษาบริหารการศึกษา  เข้าใจว่าปรัชญาการศึกษา  ก็คือ แนวคิดในการจัดการศึกษา  ปรัชญาโรงเรียน ก็คือ แนวคิดในการดำเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียนมากขึ้น
  
สุดท้ายทำให้เกิดผลพลอยได้ว่า  การที่โรงเรียนหรือสังคมไม่สามารถจัดการศึกษาให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ  แม้ผู้บริหารจะเข้าใจแล้วก็ตามได้นั้น  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนในโรงเรียนหรือสังคมยังคิดหรือเชื่อไม่ตรงกัน    ถ้าแนวคิดของคนโรงเรียนยังไม่ชัดเจนและตรงกัน   ก็จะทำให้การปฏิบัติมักขัดแย้งกัน  เช่น   ครู ควรเป็นใคร   ควรมีบทบาทหรือทำหน้าที่ใด  แค่คำนี้ก็ขัดแย้งกันแล้ว   เพราะพวกหนึ่ง  ก็ตอบว่า
ครู  คือ  แม่พิมพ์
ครู  คือ  ผู้จัดประสบการณ์
ครู  คือ  ผู้ถ่ายทอดความรู้
ครู  คือ  ผู้จัดการเรียนรู้
ครู  คือ  ผู้ฝึกอบรม ขัดเกลาเด็กให้เป็นคนเก่ง คนดี
     ฯลฯ
ถึงแม้ว่าเราจะเปลี่ยนแนวทางหลักสูตรไปหลายครั้ง  เช่น หลักสูตรฉบับ 2551  ต้องการให้ ครู  คือ  ผู้จัดการเรียนรู้   แต่ครูส่วนมากเขายังเชื่อว่า  ครูที่ดีต้องเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้  แล้วเป้าหมายหลักสูตร 2551 จะบรรลุผลไหมครับ    คราวนี้เห็นประโยชน์ของปรัชญาหรือยังครับ   ถ้าผู้บริหารถามให้ทุกคนช่วยกันนิยามความหมายแต่ละเรื่องในโรงเรียน เช่น  การศึกษา  หลักสูตร  ครู  นักเรียน   การเรียน   การสอน   สื่อ ฯลฯออกมา  ก็จะช่วยให้ทุกคนเห็นความคิดความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ   เมื่อเห็นแล้วก็สามารถลดความขัดแย้งได้มากมาย   แล้วค่อยสรุปกันอีกครั้งว่าจะเลือกนิยามข้อไหนเป็นแนวทางการดำเนินการของสถานศึกษาต่อไป

มีครั้งหนึ่งในการสอนวิชาหลักสูตรและการสอน  ผมถามนักศึกษาว่า  “หลักสูตร” คืออะไร   ทุกคนรีบตอบว่า  “หลักสูตร คือ มวลประสบการณ์”  ผมก็แย้งว่านั่นเป็นคำตอบที่พวกเขาเคยเรียนมาสมัย ปกศ. เมื่อ 30 ปีมาแล้ว  บางคนก็บอกว่า  “หลักสูตร คือ แผนที่ในการจัดการศึกษา”  ผมก็บอกว่าทุกคำคำตอบมีส่วนถูกและเป็นไปได้  แต่ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่ถูกต้อง  เพราะ”หลักสูตร คืออะไร” ยังให้คำตอบทันทีไม่ได้   จนกว่าจะตอบได้ว่า  “การศึกษาในทัศนะของเขา  หรือของโรงเรียน  หรือของสังคมเป็นอย่างไร  หมายถึงอะไรก่อน”    เช่น   ถ้า.....
               การศึกษา  หมายถึง  องค์ความรู้    หลักสูตร  ก็จะหมายถึง  มวลความรู้
               การศึกษา  หมายถึง  ประสบการณ์   หลักสูตร  ก็จะหมายถึง  มวลประสบการณ์

          ทุกคำตอบของการศึกษาในสถานศึกษา หรือสังคมนั้น จึงขึ้นอยู่กับการนิยามคำว่า “การศึกษา” ไว้ตั้งแต่แรกเป็นอย่างไร  ผมจึงขอสรุปแนวการจัดการศึกษาที่ปรากฏ(ปรัชญาการศึกษา) ไว้โดยย่อ ดังนี้

กลุ่มที่ 1
การศึกษา               =      การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับนักเรียน
ครู                        =       ผู้กระตุ้น,  นักแนะแนว
นักเรียน                  =       ผู้เรียนรู้,  ผู้แสวงหาประสบการณ์
โรงเรียน                  =       แหล่งประสบการณ์
หลักสูตร                 =       มวลประสบการณ์
การเรียนการสอน       =       เน้นการปฏิบัติจริง  พิสูจน์ทดลอง
สรุป : แนวคิดนี้เป็นปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม (progressive)


กลุ่มที่ 2
การศึกษา               = การฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้ดีตลอดชีวิต
ครู                        = ผู้รอบรู้ที่มีคุณธรรม ทรงศีล,ผู้แนะนำ สั่งสอน ควบคุม ตักเตือน
นักเรียน                 = ดวงวิญญาณที่มีเหตุผล  สามารถพัฒนาให้ดีงามได้
โรงเรียน                = ที่ฝึกคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม, พัฒนานิสัยจิตใจ
การเรียนการสอน      = เน้นการฝึกฝนมารยาท สติปัญญา ความคิด
หลักสูตร                = คัมภีร์ที่เน้นการฝึกจิตใจ ยกระดับจิตใจ ความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้น
เป้าหมาย                = เพื่อทำให้ชีวิตสงบสุข
สรุป : แนวคิดนี้เป็นปรัชญานิรันตรวาตนิยม (Perennialism)


กลุ่มที่ 3
การศึกษา             =  การถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมหรือแก่นสารของสังคม
ครู                      =  ผู้เป็นตัวอย่าง(แม่พิมพ์) ผู้สาธิต, ผู้ถ่ายทอด
นักเรียน                =  ผู้ตั้งใจเรียนจริงจัง
โรงเรียน               =   แหล่งความรู้, ที่ถ่ายทอดความรู้
การเรียนการสอน     =  ท่องจำ  ปฏิบัติตาม
หลักสูตร               =  สาระความรู้, มวลความรู้ที่ยึดวัฒนธรรมของสังคมเป็นหลักในการกำหนดวิชายากง่ายให้ต่อเนื่องเป็นลำดับ
การวัดผลประเมินผล =  เน้นการทดสอบการจดจำความรู้, หลักการ
เป้าหมาย              =  ถ่ายทอดความรู้ ความดีงาม
สรุป : แนวคิดนี้เป็นปรัชญาสารัตถนิยม(Essentialism)


กลุ่มที่ 4  
การศึกษา              =  การพัฒนาและปฎิรูปสังคมและตนเอง
ครู                       =  ผู้ชักจูงโน้มน้าวให้เปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม(นักปฏิรูป)
นักเรียน                 = นักคิดระดับโลก, นักปฏิบัติ,นักวิจัย, นักปฏิรูปท้องถิ่น
การเรียนการสอน      = ใช้วิธีการสร้างสรรค์ และวางแผนแสวงหาความเป็นระเบียบและเอกภาพในสังคมที่สับสน
หลักสูตร                = ทักษะการเรียนรู้, ยึดอนาคตเป็นหลัก เพื่อสร้างสันติสุขของโลก
โรงเรียน                 = ที่ฝึก-ทดลอง-วิจัย-ประชุมเพื่อการเปลี่ยนแปลง, ต้องไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงและต้องมีบทบาททางการเมือง
การวัดผลประเมินผล  = ประเมินจากผลลัพธ์การปฏิบัติ, การปฏิรูป, นวัตกรรม
เป้าหมาย               = เพื่ออนาคตของสังคม ใช้อนาคตเป็นศูนย์กลางในการเรียน
สรุป : แนวคิดนี้เป็นปรัชญาบูรณาการนิยม,ปฏิรูปนิยม(Reconstractionism)


กลุ่มที่ 5  
การศึกษา              =  การเรียนรู้, การค้นพบตัวเอง,เข้าใจตนเอง
ครู                       =  ผู้กระตุ้น, ผู้จัดการเรียนรู้
นักเรียน                 =  ผู้ใฝ่รู้, ผู้เรียนรู้
โรงเรียน                =  ที่ฝึกการเรียนรู้, ที่เตรียมสถานการณ์หรือสภาพปัญหาให้ฝึกเรียนรู้
การเรียนการสอน      =  ใช้วิธีถาม–ตอบ คำถามบางครั้งไม่มีคำตอบ มีเสรีภาพในการตอบ
หลักสูตร                =  สาระการเรียนรู้, เรียนจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ประสบการณ์รอบตัว
การวัดผลประเมินผล   = สะท้อนความเป็นตัวเอง หรือแนวคิดออกมาทางกระบวนการสื่อสาร,การปฏิบัติ
สรุป : แนวคิดนี้เป็นปรัชญาอัตถิภาวะนิยม(Existentialism)


สรุปอีกครั้ง  ผมได้ลองสอนปรัชญาในขอบเขต “ ปรัชญาเป็นวิชาว่าด้วยการคิด”   นักปรัชญาก็คือนักคิด   ปรัชญาก็คือแนวความคิด    แต่นักปรัชญาต่างกับนักคิดโดยทั่วไป  หรือนักฝัน  ตรงที่นักปรัชญาจะคิดอะไรต้องมีหลักเหตุผล(ตรรกะ) และหลักความเป็นไปได้ตรวจสอบ ได้ผลดีมาก  ก็จึงขอโอกาสแนะนำคนรุ่นหลังต่อไป

อย่างนี้วิชาปรัชญาจะไม่เกิดความคลุมเครือ หรืองง  ทำให้คนเรียนโง่ เพี้ยนคุยกับใครไม่รู้เรื่อง หรือเป็นบ้าอีกเป็นแน่

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"ตัวการ" ที่ทำให้การจัดการศึกษาไทยล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ


           ผมตั้งใจว่าจะเขียนถึงความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้มีคุณภาพ  โดยจะชี้ให้เห็นถึงสาเหตุปัจจัยหลักที่สำคัญมาก  ซึ่งเกิดจากการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีระบบกระบวนการขั้นตอนการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ  แต่ยังไม่ได้ลงมือเขียนเป็นเรื่องเป็นราว  ก็พอดีมีการประกาศผลการทดสอบ O-net ให้สาธารณชนรับทราบ  และหลังจากนั้นก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวางหลากหลายมุมมอง  ซึ่งผมเห็นว่ามีประเด็นที่ผมกำลังจะเขียนถึงอยู่หลายประเด็น  ผมจึงรอเวลาให้เปิดภาคเรียนการศึกษาใหม่  จึงค่อยเขียนตามประสบการณ์และการเรียนรู้ของผม  เพื่อเป็นของขวัญแก่ครูที่ต้องการพัฒนาคุณภาพกระบวนการจัดการเรียนรู้ของตนเอง   และตั้งใจฝึกให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างจริงจัง 


          แต่เพื่อให้ผู้อ่านได้มองเห็นประเด็นต่างๆ ตามที่ท่านเหล่านั้นให้สัมภาษณ์หรือเขียนบทความไว้อย่างหลากหลายทางสื่อสารมวลชน  เกี่ยวกับสภาพปัญหาว่าทำไมผลการสอบ O-net  ถึงได้ล้มเหลวและตกต่ำ ผมสรุปได้ ๕ กลุ่ม ดังนี้


กลุ่มที่ ๑  คิดและเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้การทดสอบ "โอเน็ต-แกต-แพต" คะแนนต่ำ เพราะข้อสอบยาก/เนื้อหาที่โรงเรียนสอนกับข้อสอบที่ออกมาไม่ตรงกัน  และคำตอบในข้อสอบมีความเป็นไปได้เกือบทุกข้อ โจทย์หลอกเยอะ  รวมทั้งข้อสอบเน้นการคิดวิเคราะห์มากเกินไป (๑)


กลุ่มที่ ๒  คิดและเชื่อว่าผลการสอบโอเน็ต  ไม่สามารถวัดได้ครอบคลุมประเมินมาตรฐานความรู้พื้นฐาน  เพราะข้อสอบบางข้อคลุมเครือ บางเรื่องที่เป็นข้อคำถาม และตัวเลือกไม่ใช่เรื่องที่รับรู้ทั่วไป  และข้อสอบก็ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการตรวจหาคุณภาพข้อสอบก่อนนำไปใช้  ว่ามีความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก หรือมีความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด  รวมทั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติพยายามปรับเปลี่ยนระบบการจัดสอบ ข้อสอบที่ออก วิธีการทำข้อสอบหลายรูปแบบ ให้แปลกแหวกแนวไม่เหมือนกันแต่ละปี  เพราะกลัวเด็กจะทำข้อสอบได้ (๒)


กลุ่มที่ ๓  คิดและเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้การทดสอบ "โอเน็ต-แกต-แพต" คะแนนต่ำ เพราะโรงเรียนมีปัญหามาจากไม่มีครูเก่ง  ขาดแคลนครู จึงต้องใช้ครูอัตราจ้างที่มีความรู้ไม่เพียงพอมาช่วยสอน  ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้ไม่แน่นพอ  เด็กนักเรียนจึงต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มเติม  รวมทั้งเกิดจากครูที่สอนจริงๆ ไม่ใช่คนออกข้อสอบ แต่คนที่ออกข้อสอบกลับเป็นผู้ที่นั่งอ่านตำราแล้วมาออกข้อสอบ จึงไม่ตรงตามเนื้อหาสาระการเรียนรู้ (๗)  


กลุ่มที่ ๔  ผลคะแนนการสอบโอเน็ตเชื่อถือได้  สามารถเป็นตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เป็นอย่างดี  แต่การที่ผลคะแนนต่ำนั้น เกิดจากกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงตามหลักสูตร และจุดประสงค์ที่มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดกำหนด (๔,๕,๖)


กลุ่มที่ ๕ ไม่เห็นด้วยที่จัดให้มีการทดสอบโอเน็ต เพราะเชื่อว่าการที่กระทรวงศึกษาธิการทำอย่างนี้  จะทำให้โรงเรียนและครูส่วนมากมุ่งเน้นแต่คิดหรือไปเก็งว่าข้อสอบโอเน็ต/แกต/แพต จะออกอะไร ออกอย่างไร แบบไหน  เพื่อให้นักเรียนทำข้อสอบได้เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพื่อผลในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย  เพื่อชื่อเสียงของโรงเรียน  และเพื่อให้โรงเรียนผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่ สมศ.กำหนด   ซึ่งแทนที่ครูและโรงเรียนจะคิดหาวิธีอย่างไร จึงจะสอนให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการเผชิญกับปัญหาต่างๆของชีวิตอย่างมีความสุข รู้เท่าทัน และฉลาดในการคิดแก้ไข  หรือเพื่อจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติ ให้สามารถดำเนินการอย่างที่ครูผู้สอนคิดวางแผนไว้ (๓) 


ตามทัศนะและประสบการณ์ของผม ผมจัดอยู่ในพวกกลุ่มที่ ๔   เพราะครูร้อยละ ๙๕  ที่ผมได้เห็น ได้เรียน ได้สัมผัสมาตลอดอายุผม  รวมทั้งได้เคยกำกับ ควบคุม ติดตาม ประเมินผล และนิเทศชี้แนะ  ผมเห็นแต่พวกอธิบายตามหนังสือ  ตำราเรียน  หรือโม้ไปวันๆ  ไม่เคยฝึกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการขั้นตอนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพแต่ประการใด   มีแต่การสั่งให้ทำ  หรือบังคับให้ทำ  เมื่อทำเสร็จก็แค่รับทราบ (ลงชื่อว่าตรวจแล้ว แต่ไม่เคยอ่านอย่างละเอียด) ไม่มีการประเมินผล หรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นระบบ


ยกตัวอย่างครูภาษาไทยของผม เช่น  การเขียนเรียงความ  ตั้งแต่ผมเป็นนักเรียน นักศึกษา และเป็นครูเอง ก็เห็นแต่ครูส่วนมากมักสั่งให้เขียนตามหัวข้อหรือเรื่องที่ครูให้  แล้วกำชับว่าให้เขียนเพียง ๑ หน้ากระดาษ นานๆทีก็จะมีครูที่ดีบ้างอธิบายให้รู้ว่า การเขียนเรียงความต้องมี ๓ ย่อหน้า  แต่ที่จะสอนให้รู้และฝึกตามกระบวนการขั้นตอนการเขียนเรียงความไม่เคยเห็นปรากฏต่อสายตา หรือได้ยินกับหูให้ประจักษ์สักครั้งเดียว  ซึ่งตามหลักการกระบวนการขั้นตอนการเขียนเรียงความ  ต้องมีอย่างน้อย ๕ ขั้นตอน คือ  ๑. ฝึกให้นักเรียนกำหนดจุดประสงค์ของการแต่งเรียงความ   ๒. ฝึกวางโครงเรื่อง  ๓. ฝึกการขึ้นต้น  เนื่อเรื่อง และจบเรื่อง  ๔. ฝึกการใช้สำนวนโวหารในการแต่ง  ๕. ฝึกการตั้งชื่อเรื่อง
   

โดยเฉพาะขั้นตอนที่ ๒ สำคัญมากในการเขียนเรียงความ  ผมไม่เคยเห็นครูคนใดในชีวิตผมที่ฝึกนักเรียนให้หัดวางโครงเรื่องก่อนเขียนเลย  มีแต่ลงมือเขียนเลยตามความคิดความรู้สึกของตนเอง  แล้วค่อยมาขัดเกลาสำนวนทีหลัง  ซึ่งส่วนมากผมเรียกการเขียนชนิดนี้ว่า “การเขียนตามจินตนาการ”  ไม่ใช่  “เรียงความ” ตามที่ครูเขาบอก  เขาว่า


ยังมีตัวอย่างอีกหลายเรื่อง  ทั้งการย่อความ  การสรุปความ  ครูส่วนมากยังแยกไม่ออกเลยว่า การย่อความ และสรุปความต่างกันอย่างไร  มีขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ หรือการฝึกต่างกันอย่างไร  รวมทั้งการสอนสะกดคำ  ทุกวันนี้ครูส่วนมากยังไม่รู้ตัวและเข้าใจว่าตัวเองสอนให้นักเรียนอ่านสะกดคำแบบผิดๆ จึงทำให้นักเรียนอ่านหนังสือไม่เก่ง  เพราะครูไปเอาหลักการสอนสะกดคำเพื่อเขียน  มาสอนสะกดคำเพื่ออ่าน   มีอีกเยอะในวิชาภาษาไทย พรรณนาไม่หมดหรอกครับ  เอาไว้ว่างๆจะเขียนถึงเรื่องการสอนภาษาไทยที่ผิดๆ โดยเฉพาะ  คราวนี้ท่านพอรู้ถึงสาเหตุหรือยังครับว่า  ทำไมวิชาภาษาไทยเป็นภาษาของเรา เป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันแท้ๆ  แต่ผลการสอบโอเน็ตไม่ว่าจะเป็นระดับประถม หรือมัธยมก็ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ เสมอทุกปี  ก็เพราะครูภาษาไทยไม่รู้จักกระบวนการขั้นตอนการเรียนรู้หรือฝึกในแต่ละเรื่อง ถ้าครูภาษาไทยอยากรู้รายละเอียดกระบวนการขั้นตอนการฝึกภาษาในแต่ละเรื่อง ลองไปศึกษาดูได้ที่คู่มือการจัดสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตร ปี ๒๕๔๔ ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (เล่มสีฟ้า) ตั้งแต่หน้า ๑๒๗ เป็นต้นไป


การสอนวิทยาศาสตร์  ขอยกตัวอย่างระดับประถมศึกษา ครูยังไม่รู้ตัวเองว่าการสอนวิทยาศาสตร์ระดับนี้  จุดประสงค์ไม่ใช่สอนเนื้อหา  แต่ต้องการให้ฝึกนักเรียนมีทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ๑๓ ประการ    (เชื่อไหมครับ  ผมเคยลองสอบถามครูที่สอนวิทยาศาสตร์ระดับนี้ว่า  กระบวนการวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ๑๓ ประการมีอะไรบ้าง ส่วนมากตอบว่าไม่รู้  บางคนก็ไปเอากระบวนการวิทยาศาสตร์ ๕ ขั้นตอนมาตอบแทนก็มี)   ส่วนระดับมัธยมเพื่อให้รู้จักและมีนิสัยตามกระบวนการวิทยาศาสตร์ ๕ ขั้น  แล้วจะให้ผมไว้ใจและเชื่อใจครูไทยส่วนมากว่ามีคุณภาพได้อย่างไร   นี่คือผลสรุปว่าการเรียนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมและระดับอุดมศึกษาทำไมถึงไม่สามารถสร้างนักวิทยาศาสตร์ให้เมืองไทยได้  ก็เพราะไม่ได้สอนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่พื้นฐานแล้ว


ส่วนครูคณิตศาสตร์ก็ไม่ทราบว่า  การฝึกให้นักเรียนมีทักษะการคิดคำนวณ  กับทักษะแก้โจทย์ปัญหา  รวมทั้งทักษะการนำไปใช้ต่างกันอย่างไร  มีขั้นตอนกี่ขั้น  มีทฤษฏีการสอน หรือหลักการสอนเรื่องนี้อะไรบ้าง เวลาสอบถามมักอ้างว่าลืมไปแล้ว  ถึงว่านักเรียนชั้นมัธยม  พอถามว่า ½ + ¼ = ?   ส่วนหนึ่งตอบหน้าตาเฉยเลยว่า  เศษ 2 ส่วน 6 ครับ   นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเรียนตกวิชาคณิตศาสตร์   เพราะพื้นฐานการเรียนในระดับต้นๆไม่แน่น ไม่เพียงพอที่จะเรียนในหลักสูตรที่สูงขึ้นไป   รวมทั้งนักเรียนไม่เข้าใจความหมาย(นิยาม)ทางคณิตศาสตร์แต่ละเรื่องอย่างแท้จริง  จะมีครูกี่คนที่พยายามศึกษาความรู้ก่อนเรียน เพื่อปรับพื้นฐานให้กับนักเรียน  เฮ้อ ! 


ส่วนครูภาษาอังกฤษ ที่สอนไม่ได้ผล ไม่ใช่เพราะครูไม่ยอมเปลี่ยนวิธีสอน ไม่มีกิจกรรมใหม่ๆ ตามที่ศูนย์อีริกเชื่อหรอกครับ  แต่เป็นเพราะครูภาษาอังกฤษส่วนมากรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ถึง ๕๐๐ คำ และพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แม้ประโยคง่ายๆ  ถ้าผู้อ่านไม่เชื่อ ก็ลองไปหาผลการทดสอบความรู้ครูภาษาอังกฤษมาดูสิครับ จะตกตะลึงเหมือนผมแหละครับ   ครั้งหนึ่งผมไปเป็นวิทยากรให้ศูนย์อีริกแห่งหนึ่ง  ผมก็ลองแนะนำวิทยากรและเจ้าหน้าที่ศูนย์ว่าลองเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาดูบ้าง แต่เขาไม่เชื่อกัน ผมก็เลยสาธิตด้วยการสอบถามคำศัพท์ร่างกายตั้งแต่หัวถึงเท้ากับครูในที่ประชุมแห่งนั้น  ส่วนมากบอกศัพท์หัว ผม หน้า ตา หู จมูก ปาก  มือ  แขน  ขา  เท้า  แต่หน้าผาก  คิ้ว  แก้ม  ลิ้น  บ่า หน้าอก  ท้อง  ฯลฯ บอกศัพท์ไม่ได้  ผมก็ลองวิเคราะห์ดูแล้วเห็นว่า ศัพท์ที่บอกได้มักเป็นศัพท์ที่เรียนตอนประถม  แต่ศัพท์ตอนเรียนมัธยมบอกไม่ได้เลย   ส่วนที่เป็นประโยคที่พูดได้มีแค่ ๒ ประโยค  ๑. ประโยคทักทาย   ๒. ประโยคถามว่าสบายดีไหม   แต่ให้ลองพูดประโยคในสถานการณ์อื่นๆ ส่วนมากพูดไม่ได้เลย 

นี่แหละคือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น  ผู้รับผิดชอบไม่แก้ไขปัญหาตามสาเหตุที่แท้จริง  แต่ชอบดำเนินการจัดอบรมครูให้รู้วิธีสอนใหม่ๆ  หมดเงินงบประมาณแผ่นดินไปคงราวๆ พันล้านกระมัง  ก็ ๒๐ กว่าปีแล้วนี้  ผลการสอบภาษาอังกฤษก็ยังตกต่ำกว่า ร้อยละ ๒๐ เหมือนเดิม  ผมเข้าใจเอาเองว่า  คงกลัวครูทั่วไปรับไม่ได้ละมั้ง  หรือไม่ก็กลัวรัฐบาลไม่ให้งบประมาณมาจัดอบรมครูอีก

ครั้งหนึ่งผมไปประเมินโรงเรียน  พอดีเป็นช่วงการสอบโอเน็ตวิชาภาษาอังกฤษของ ม.3 พอดี มีข้อสอบแรก ถามถึง “Watermelon”  ผมจึงสอบถามว่าคำศัพท์นี้แปลว่าอะไร กับนักเรียนทั้งห้อง เพราะผมเห็นเขาตอบในกระดาษคำตอบผิด   นักเรียนไม่รู้ จึงช่วยกันตอบว่า หมายถึง “น้ำมะนาว”  ผมจึงออกจากห้องไปโดยไม่พูดว่าผิดหรือถูก


ส่วนวิชาสังคมศึกษา  ครูผมไม่เข้าใจว่าสังคมศึกษาในระดับประถมศึกษาควรสอนอย่างไร   ระดับมัธยมควรสอนอย่างไร   พูดง่ายๆ คือ ไม่เคยเหลือบแลดูจุดประสงค์ (มาตรฐาน/ตัวชี้วัด)ของหลักสูตร  ก็เลยอธิบายไปตามหนังสือเรียน   ผมเคยยกตัวอย่างถามครูสอนสังคมศึกษาระดับมัธยมศึกษาในการประชุมพัฒนาครูหลายๆครั้ง ประมาณสัก ๓๐ ครั้งขึ้นไปได้ ว่า “...ทำไมคนภาคเหนือถึงชอบกินข้าวเหนียว...”  ส่วนมากตอบว่า เป็นเพราะวัฒนธรรมประเพณีของคนภาคเหนือบ้าง   เพราะกินอิ่มทนดีบ้าง   เพราะต้องการให้ร่างกายอบอุ่นเพื่อสู้กับอากาศหนาวเย็นบ้าง   จำได้ว่ามีครูอยู่ ๓ ท่านเท่านั้น  ที่ตอบว่าเป็นเพราะสภาพดิน  จึงทำให้ปลูกได้แต่ข้าวเหนียว   ยังมีคำถามอีกมาก  เช่น  คนภาคเหนือและคนภาคอีสาน  กินข้าวเหนียวเหมือนกัน  แต่ทำไมลักษณะจมูกคนอีสานถึงต่างกันกับคนภาคเหนือ   ทำไมคนภาคใต้จึงพูดเร็ว   ทำไมคนที่นับถือศาสนาอิสลามจึงไม่กินหมู  คนบางชาติทำไมต้องแลบลิ้นทำความเคารพ  ฯลฯ  นี่จึงเป็นสาเหตุที่เด็กจึงไม่สามารถตอบข้อสอบโอเน็ตได้  เพราะครูเองก็ไม่รู้  ไม่เคยฝึกวิเคราะห์มาเหมือนกัน   จึงทำให้การเรียนวิชาสังคมศึกษาที่มุ่งเน้นให้เข้าใจถึงความเป็นมาของคนในแต่ละถิ่น และเข้าใจถึงอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมทั้งธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น  มีผลต่อพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่นอย่างไร ไม่ได้ผลไงเล่าครับ  (เศร้าไหมครับ  เอวังประเทศไทย)


ส่วนวิชาการงานอาชีพ ครูผมส่วนมากก็มักให้แต่เด็กทำชิ้นงาน แต่ละเลยการฝึกฝนกระบวนการทำงาน  เจตคติการทำงาน และนิสัยการทำงานตามที่หลักสูตรกำหนด  แต่ยังดีว่าการทำงานชิ้นเป็นรูปธรรม  เห็นผลชัดเจน  จึงทำให้พอจะเกิดการพัฒนางานขึ้นมาได้บ้าง  แต่ไม่สามารถทำให้เด็กไทยชื่นชมการทำงาน  มีค่านิยมที่ดีต่ออาชีพแรงงาน


ส่วนวิชาศิลปะ  ก็คล้ายวิชาการงานอาชีพ  เพียงแต่ลืมเรื่องการพัฒนาสุนทรียภาพ  การมองสิ่งแวดล้อมให้สวยงาม  การถ่ายทอดความสวยงามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวออกมาเป็นงานศิลปะต่างๆ


ส่วนวิชาพลศึกษา ก็เน้นแต่การเล่นกีฬา ลืมไปเลยว่าเรียนและเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกาย  ครูบางคนยังไม่รู้เรื่องเกณฑ์สมรรถภาพทางกายของกรมพลศึกษาว่ามีอะไรบ้างเลยครับ   สำหรับวิชาสุขศึกษา ก็เรียนแต่เนื้อหา  ลืมไปเหมือนกันว่าวิชานี้ต้องการให้รู้จักและมีนิสัยในการดูแลรักษาตนเองให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขนิสัยที่ดี  ทำแต่รายงานส่งครู


ส่วนวิชาลูกเสือ เนตรนารี  โรงเรียนส่วนมากมีวิชานี้เพื่อให้เป็นไปตามโครงสร้างหลักสูตรที่กระทรวงกำหนดไว้  แต่การฝึกปฏิบัติตามกระบวนการขั้นตอนจริงๆหายาก  มีแต่การเรียกรวมแถว  แล้วแบ่งกลุ่มไปเล่นสันทนาการ  มีครูฝึกอยู่ ๒-๓ คน  นอกนั้นยืนตามร่มไม้ชายคา  เคยถามครูว่ากฎลูกเสือสำรอง ลูกเสือสามัญมีกี่ข้อ  พวกตอบเสียแทบฮาเลย  ว่า ๑๐ ข้อครับ


วิชาแนะแนว ก็มัวแต่สอนตามหนังสือของสำนักพิมพ์ เน้นแต่การหาที่เรียนต่อ แต่แนะแนวการเรียนแต่ละวิชา  แนะแนวอาชีพ  แนะแนวชีวิต  แนะแนวการศึกษาหายากมาก 


ขอแถมการสอนในระดับปฐมวัย  ส่วนมากครูผมชอบทำหน้าที่แค่พี่เลี้ยงเด็ก  คอยดูแลการแต่งตัว  การกิน  การนอน  การเล่น  และบางทีทำหน้าที่ผู้คุมไม่ให้เด็กวิ่งเล่น  นอกสถานที่  เพราะกลัวลูกชาวบ้านเกิดอุบัติเหตุ   เคยถามทุกครั้งเวลาไปเป็นวิทยากรบ้าง  ไปตรวจโรงเรียนบ้าง  ว่าการสอนระดับนี้  จุดประสงค์หลักคืออะไร   ส่วนมากตอบว่า  เป็นการเตรียมความพร้อม  พอถามต่อว่าเตรียมพร้อมเรื่องอะไร  ส่วนมาก็ตอบว่า เรื่องเรียนต่อระดับประถมศึกษา  นี่เองเป็นเหตุโรงเรียนระดับอนุบาล  จึงพยายามยัดเยียดให้เด็กอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ  ยิ่งถ้าเป็นภาษาอังกฤษ ยิ่งทำให้ผู้ปกครองหลงนิยมชมชื่นมาก   

มีครูน้อยราย สัก ๒ % ได้มั้งที่เข้าใจว่า การจัดการศึกษาระดับนี้  มีจุดประสงค์หลักเพื่อพัฒนาการทั้ง ๔ ด้านให้สมดุล  ครูจึงมีหน้าที่สำคัญคือ สำรวจพัฒนาการทั้ง ๔ ด้านของเด็กว่าสมบูรณ์ครบทุกด้านหรือยัง  ถ้ายังก็ต้องจัดประสบการณ์ให้เด็กได้ฝึกฝนจากการปฏิบัติตามเกณฑ์และคุณลักษณะตามวัย


เป็นไงครับอ่านแล้ว  นี่แค่วงการศึกษานะครับ  แล้วอย่าคิดว่าวงการอื่นๆไม่เป็นเหมือนกัน  เช่น วงการศาสนา แม้วงการเมืองการปกครองประเทศยิ่งแล้วใหญ่  มันผิดฝาผิดตัวไปหมด ไม่มีหลัก ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีกฏเกณฑ์ที่เป็นบรรทัดฐานให้ยึดถือเป็นหลักได้  อ่านแล้วอย่าเพิ่งเศร้าใจ  หดหู่ใจไปมากนะครับ  เดี๋ยวจะเกิดการท้อแท้ ล้า เบื่อหน่ายกับการเกิดเป็นคนไทยในสังคมไทยไปก่อน   เรายังโชคดีที่เมืองไทยยังมีพระพุทธศาสนาที่แท้  ยังมีหลวงปู่ หลวงพ่อสายปฏิบัติพอให้เป็นหลักใจอยู่บ้าง ไม่เสียไปทั้งหมดหรอกครับ  ในวงการศึกษาก็ยังมีครูดีอยู่บ้าง   การสอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อก็ยังพอเป็นยากระตุ้นคุณภาพได้บ้าง  รวมทั้งการจัดการศึกษา ของ มสธ.,  ม.ราม (เฉพาะปริญญาตรี) ก็เข้าทีดีครับ


แล้วคนที่คิดจะให้เลิกสอบโอเน็ตไปเลยนั้น  พอมองเห็นไหมครับว่า  แล้วเราจะกระตุ้นการศึกษาอย่างไรให้มีคุณภาพได้อย่างไร  แม้การสอบโอเน็ตยังดีไม่พอ แต่อย่างน้อยก็ยังมีการสอบที่พอมีมาตรฐานได้บ้าง  เราค่อยๆต่อยอดให้ครอบคลุมไปเรื่อยๆ ไม่ดีกว่าหรือครับ   แต่...อย่าไปหวังจากการประเมินภายนอกนะครับ  นั่นยิ่งไร้ประสิทธิภาพและคุณภาพไปใหญ่  ผู้ประเมินก็ประเมินไม่เป็น  ประเมินเอาใจโรงเรียน  เพราะถ้าไปประเมินให้ปรับปรุง  เดี๋ยวโรงเรียนและครูซักถาม ตอบไม่ได้ก็จะเสียหน้า เลยตัดสินให้ดีหมด เพื่อโรงเรียนและครูจะได้พอใจไม่ซักถาม  คนตรวจอ่านรายงานก็ดูแค่สำนวนไม่ให้เหมือนกัน ทั้งๆที่ให้ไปประเมินตามมาตรฐาน ตัวชี้วัด และเกณฑ์พิจารณา แล้วโรงเรียนส่วนมากก็แทบมีพฤติกรรมเหมือนกัน  แต่กลับไม่เคยดูว่าประเมินมาถูกต้องไหม  ผลาญงบประมาณไปสองสามพันล้านได้มั้ง  ก็ยังไม่เห็นคุณภาพการศึกษาจะดีขึ้นก่อนมีการประเมินภายนอกแต่อย่างใด        


ตอนที่หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ พุทธศักราช ๒๕๓๓ ประกาศใช้ ผมดีใจมาก เพราะหลักสูตรฉบับนี้เน้นให้การเรียนการสอนของครูทุกวิชา ทุกเนื้อหา ต้องมีกระบวนการ  เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทำงานตามขั้นตอน   แต่ไม่ช้าผมก็มีแต่ความเสียใจและเสียดาย  ที่ไม่เคยเห็นกระบวนการเรียนการสอนเกิดขึ้นในโรงเรียนอย่างแท้จริง    เห็นแต่กระบวนการที่ถูกเขียนในแผนการสอนของครูเท่านั้น   


ซึ่งถ้าโรงเรียนและครูจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนมีพื้นฐานประสบการณ์ชีวิต ตามแนวทางหลักสูตร ปี ๒๕๒๑  และได้รับการพัฒนาทักษะกระบวนการจริงๆ ตามหลักสูตร ปี ๒๕๓๓  นักเรียนไทยคงได้รับการต่อยอดให้สามารถคิดวิเคราะห์ บูรณาการความรู้ตามหลักสูตร ปี ๒๕๔๔  และสามารถสร้างองค์ความรู้ จนสร้างสรรค์พัฒนานวัตกรรมตามหลักสูตรแกนกลาง ปี ๒๕๕๑ ได้เป็นแน่  คิดแล้วก็น่าเสียดาย  เจ็บใจกับความดื้อดึง  ความมานะทิฏฐิของคนในวงการศึกษาไทยทุกระดับ


การศึกษา และ การจัดการเรียนการสอนที่ดีมีคุณภาพ 
ต้องเป็นการจัดการเรียนรู้ที่มีการฝึกตามกระบวนการขั้นตอน    
ไม่มีอาชีพใด งานใดที่ทำโดยไม่มีกระบวนการขั้นตอน 
แม้งานถูบ้าน  หุงข้าว  ยังมีขั้นตอน  
แล้วทำไมการเรียนการสอนในโรงเรียน  ถึงไม่มีกระบวนการขั้นตอนละครับ


สรุป :  ถ้าอ่านมาเรื่อยๆ  โดยไม่จับประเด็นให้ดี  ก็คิดว่าผมว่าครูเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การศึกษาของประเทศไทยล้มเหลว และไร้ประสิทธิภาพ  จริงๆแล้ว ครูเป็นแค่ตัวปัญหา ที่ส่งผลต่อปัญหาคุณภาพการจัดการศึกษา  เพราะครูส่วนมากยังรู้ไม่ลึกซึ้งกว้างขวางจริง   ยังไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพในการจัดการศึกษา สร้างคนให้มีคุณภาพจริง  ไม่ยอมเหนื่อยในการใฝ่รู้เหมือนตอนจบใหม่ๆ  ทำให้ไม่เข้าใจจุดประสงค์ หรือแนวทางของหลักสูตรจริงๆ   ไม่รู้หลักการสอน  ไม่นำทฤษฏีการสอนที่เรียนมาใช้  ไม่รู้และไม่เข้าใจถึงกระบวนการขั้นตอนการจัดการเรียนรู้  จึงทำให้ครูส่วนมากถือเอาหนังสือแบบเรียนเป็นเสมือนหนึ่งคัมภีร์  เป็นสรณะในการจัดการเรียนการสอน  การจัดการเรียนรู้ของครูจึงไม่มีระบบที่มีคุณภาพที่จะส่งผลให้เด็กๆเป็นคนมีคุณภาพแต่อย่างใด    
  



แต่ตัวการที่แท้จริง หรือสาเหตุของปัญหาที่ทำให้เราได้ครูไม่ดี  ครูไม่เก่ง  ครูไม่มีคุณภาพ  อันดับแรก  คือ ผู้บริหารสถานศึกษา  เพราะผู้บริหารสถานศึกษาส่วนมากไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง  ชอบทำตัวเป็นเจ้านาย เห็นครูเป็นลูกน้อง ชอบใช้ครูทำแต่กิจกรรม  งานพิเศษนอกเหนืองานสอน  และชอบใช้เงิน จัดงานหาเงินมาปรับปรุงอาคารสถานที่  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด  แต่มันไม่ใช่หน้าที่สำคัญที่สุด  สิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ การดูแล ตรวจสอบงานสอนหรืองานวิชาการให้มีคุณภาพและเป็นระบบ    แต่ส่วนมากผู้บริหารไม่ค่อยทำ  ชอบปล่อยปละละเลย  ถ้าเป็นโรงเรียนใหญ่หน่อย  ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรองผู้อำนวยการ และครูฝ่ายวิชาการดำเนินการแบบไม่รู้เรื่องพอกัน

ผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่ง  จริงๆ แล้วต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาด  ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา เพราะผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ให้ครูวางแผนการจัดการเรียนรู้ก่อนสอน แล้วตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม แล้วจึงอนุมัติให้ไปดำเนินการได้  ต่อไปจึงควบคุม กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลว่าครูจัดการเรียนรู้เป็นไปตามหลักการสอน  หลักจิตวิทยาการเรียนรู้  และตามหลักสูตรที่วางไว้หรือไม่   รวมทั้งต้องสามารถนิเทศชี้แนะครูถ้าครูยังไม่เข้าใจ ตลอดจนถ้าครูดื้อก็สามารถสั่งลงโทษได้
  
อย่าอ้างนะครับว่าผู้บริหารไม่ได้เก่งเรื่องการสอน ไม่ค่อยรู้เรื่องวิชาการ เพราะการเป็นผู้บริหารยุคนี้ ต้องจบอย่างน้อยปริญญาโทขึ้นไป  หลักสูตรปริญญาโทสาขาบริหารการศึกษา ต้องเรียนทั้งปรัชญา  จิตวิทยา หลักสูตร  วิธีสอน หลักการบริหารอย่างครบถ้วน  อยากจะเป็นผู้บริหารโรงเรียน  แต่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องมีหน้าที่อย่างไร ก็เห็นจะแย่ไปหน่อย  อย่าปัดความรับผิดชอบเลย สงสารเด็กไทย  สังคมไทย  ประเทศไทยบ้างครับ  เงินเดือนท่านก็สูงมาก  ยังมีเงินประจำตำแหน่งอีก  อย่าเอาเวลาว่างไปประจบเจ้านาย   ไปกินเหล้าเมายา  เล่นการพนัน  เที่ยวผู้หญิง  ไปเล่นกอล์ฟให้มากนัก

แม้บางครั้งผมจะเห็นใจ เพราะครูบางโรงเรียนก็ดื้อ หลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชำนาญการพิเศษบ้าง  ผู้เชี่ยวชาญบ้าง  เรียนจบมาเฉพาะทางบ้าง  จึงชอบย้อนผู้บริหารว่า  ถ้าตัวเองทำยังไม่ดี  ชอบให้ครูทำโน่นทำนี่  แก้ไขโน่นแก้ไขนี่  รู้ดีนักก็มาสอนแทนเลย  โดยเฉพาะพวกครูภาษาอังกฤษ ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์  ตัวดีนักชอบย้อนเก่งมาก  ผมก็เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้เหมือนกัน  แต่ผมก็ท้าว่าได้ แล้วสอนให้ดูทุกวิชา  สอนเสร็จผมหักเงินเดือนครูคนนั้นมาเป็นค่าสอนผมด้วย  หลายครั้งก็เงียบไปเลย

ผู้บริหารต้องใช้ภาวะผู้นำ  ยิ่งสมรรถภาพผู้นำทางวิชาการต้องใช้ให้มาก  ถ้ายังไม่รู้ก็ต้องรีบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม  เพราะถ้าผู้บริหารยังไม่รู้เรื่องดีพอ  จะไปบริหารครู  นำครูให้ครูมีคุณภาพได้อย่างไร   เพราะมีผลวิจัยมากมาย สรุปตรงกันว่า  การปฏิรูปการเรียนรู้จะสำเร็จได้ เพราะผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำและสมรรถภาพทางวิชาการสูง (๘)


อันดับที่สอง ผู้ที่ต้องรับผิดชอบร่วมกับผู้บริหารสถานศึกษา  ในการทำให้ครูมาสร้างปัญหาให้กับวงการศึกษา  ก็คือ สถาบันผลิตครูบางแห่ง ที่ผลิตครูที่ยังไม่ได้มาตรฐานมีคุณภาพพอเพียง  จึงทำให้คนที่จบมามีความรู้เพียงน้อยนิด  มีจิตวิญญาณครูริบหรี่   ผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องเหนื่อยมากขึ้น  ที่ต้องพัฒนาคนให้เป็นครูเต็มที่ยากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น 



ส่วนอันดับสาม  ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายครั้งนี้ด้วย ได้แก่ คณะ อนุกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขต พื้นที่การศึกษา (อกคศ)  และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหลายนั่นแหละ  เพราะไม่ควบคุม  กำกับ  ติดตาม ประเมินผลผู้บริหารสถานศึกษาให้จัดการศึกษาอย่างเป็นระบบมีคุณภาพ  ถึงมีการประเมิน ก็สักแต่ว่าประเมิน  ไม่มีผลต่อการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพการศึกษา นานๆทีก็มีการเรียกประชุม  แล้วก็คาดโทษเท่านั้น  ไม่หามาตรการส่งเสริมผู้บริหารที่มีคุณภาพ  และเปลี่ยนตัวผู้บริหารที่ไม่ประสิทธิภาพออกไป  ส่วนมากชอบแต่ประชุมแค่เลื่อนชั้น  เลื่อนเงินเดือน  ครูขอย้ายเท่านั้นเอง  มันง่ายดี  แถมมีปัจจัยเรื่องเงินมาเกี่ยวข้องด้วย  ยิ่งชอบเป็นกันใหญ่

แต่....ที่ยิ่งหนักกว่านั้น  เวลาสถานศึกษาไหนได้ผู้บริหารที่ "เก่งและกล้า"  พอ ที่จะกำกับ  ควบคุม ติดตามการสอนของครูอย่างจริงได้    พวกครูที่ไม่ได้เรื่องมักจะรวมตัวร้องเรียน  หรือประท้วง  โวยวายผ่านสื่อมวลชน   หลังจากผู้บริหารระดับเขต หรือกระทรวงได้ตั้งคณะกรรมการมาสืบสวนสอบสวนแล้วรู้ว่าความจริงว่าสถานศึกษานั้น "โชคดี"  ได้ผู้บริหารที่ "เอาจริง"  แต่ เพื่อไม่ให้การปกครองข้าราชการครูในองค์กรนั้นมีปัญหา  ส่วนมากจึงย้ายผู้บริหารคนนั้นไปอยู่ที่อื่น  เพราะย้ายผู้บริหารคนเดียวง่ายดี  ตัดปัญหาทั้งปวง   ซึ่งกลายเป็น "โชคร้าย" ของเด็กและสังคมนั้นๆ

แล้วต่อไป  เราจะไปได้ผู้บริหารที่เก่งและกล้ามาจากไหน  ก็จะเหลือแต่ผู้บริหารที่คอยรู้จักรักษาเอาตัวรอด   ไม่เอาจริงเรื่องการบริหารวิชาการ  เพื่อไม่เอาตัวเองไปปะทะกับพวกครู   จึงหันไปเอาดีด้านตบแต่งอาคารสถานที่  หรือกิจกรรมพิเศษต่างๆดีกว่า   ดังง่ายดี  แถมได้ใช้งบประมาณด้วย  เผื่อโชคดีเจ้านายเห็นแล้วชอบใจก็เลื่อนตำแหน่งหรือโยกย้ายไปอยู่โรงเรียน ใหญ่ขึ้น  เพราะทำให้เจ้านายได้หน้ามีชื่อเสียงไปด้วย  

ซึ่ง ผมก็พอจะเห็นใจ   ผู้บริหารที่อยาก "เอาจริง"  แต่ก็ไม่อยาก "โชคร้าย" ในชีวิตรับราชการ   ถึงอยาก "ตั้งใจดี"  แต่เจอผู้บริหารระดับสูงที่เอาแต่ตัวรอด  รักษาชื่อเสียงตำแหน่ง   มากกว่าอยากรักษาลูกน้องที่เก่งและกล้าเอาไว้   ใครมันจะ"ตั้งใจทำดี" ได้ตลอด   ดูอย่างท่าน ผกก.สมเพียรสิครับ  ตั้งใจทำดี  แต่สิ่งที่ตอบแทน คือ ความตาย 

อย่าง นี้แหละครับ  ที่เรียกว่าระบบอุบาทว์  ซึ่งระบาดไปหมดทุกวงการทั้งประเทศ ตั้งแต่ระบบการปกครองลงมา   แล้วประเทศไทยจะมีคุณภาพอย่างทั่วถึงได้อย่างไร    ในเมื่อขาดการส่งเสริม "คนเก่งและกล้า" ให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึงทุกวงการ    มีแต่พูดถึง "คนดี"  อยากได้คนดีเท่านั้น    

แต่...ที่น่าช้ำใจไปกว่านั้น  ไม่ส่งเสริมไม่ว่า  ยังช่วยกันทำลาย "คนเก่งและกล้า ที่ตั้งใจดี" อีก 


มีอย่างเดียวที่พวกเราทำได้  คือ    ถอนหายใจแล้วบ่นว่า  "เฮ้อ ! เวรกรรมประเทศไทย"
.........................................
...

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
๑. ผลการสำรวจความคิดเห็นนักเรียนระดับชั้นม.ปลาย "สวนดุสิตโพล" กรณีการสอบ O-NET /GAT/PAT ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  โดยการสัมภาษณ์นักเรียนแบบเจาะลึกทั่วประเทศ จำนวน 1,035 คน ระหว่างวันที่ 26 มี.ค. - 2 เม.ย. 2555
  
๒. บทความ ชื่อว่า “คะแนนโอเน็ต ชี้วัดคุณภาพการศึกษาได้จริงหรือ? ของคุณสายพิน แก้วงามประเสริฐ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 5 เมษายน 2555

๓. บทความ เรื่อง “ รับผิดชอบ : ทักษะศตวรรษที่ 21”ของคุณครูธนิตย์  สุวรรณเจริญ  จากเว็บไซด์ www.gotoknow.org

๔. คำสัมภาษณ์ของนายองอาจ นัยพัฒน์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)  ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน  เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555

๕. คำสัมภาษณ์ของนายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ประธานกรรมการบริหาร สทศ.  ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555

๖. คำสัมภาษณ์ของดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์  นักวิชาการ และประธานบริหารสำนักพิมพ์พัฒนาวิชาการ  ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555

๗. คำสัมภาษณ์ของนายพชรพงศ์ ตรีเทพา  ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง  ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555

๘. รายงานการวิจัยและพัฒนารูปแบบการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน.   โดย ผศ.ทิศนา  แขมมณี และคณะ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว), 2547.

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไหว้ครู


ไหว้ครู


เปิดภาคเรียนปีการศึกษาใหม่แล้ว   ว่าจะเขียนถึงการจัดการศึกษาอย่างไรให้มีคุณภาพ  และมีประสิทธิภาพ   หรือเป็นประเภททำนองว่าจัดการศึกษาอย่างไรจึงประสบผลล้มเหลวก่อน   แต่นึกไปนึกมาเห็นว่าควรปรารภถึงพิธีไหว้ครูก่อน   เพราะอีกไม่กี่สัปดาห์ทุกโรงเรียนก็จะจัดกิจกรรมนี้ขึ้น   และถือว่าเป็นการไหว้ครูในปีการศึกษา 2555 นี้ด้วยคน   

พิธีการไหว้ครูของโรงเรียนทั่วไปในปัจจุบัน   ดูๆ ไปเหมือนจะไม่ได้ทำเพื่อการระลึกถึงคุณงามความดีของครูด้วยใจอย่างจริงจัง  แต่คล้ายๆ จะเป็นการทำพิธีเพื่อให้เป็นกิจกรรมการสวดอ้อนวอน  ขอพรจากครู      ดังที่ครูส่วนมากชอบแนะนำว่า  ถ้าไหว้ครูในวันนี้แล้วจะได้มีปัญญาแหลมคมเหมือนดอกเข็ม   มีความรู้มากเหมือนมะเขือ   แตกฉานเหมือนหญ้าแพรกตามดอกไม้ที่นำมาไหว้  เหมือนครูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ไหว้แล้วจะได้ผลดีต่างๆ ทำนองนั้น    เท่านั้นยังไม่เป็นไร   แต่พิธีการไหว้ครูบางโรงเรียน  กลับทำพิธีกันเล่นๆ สักแต่ว่าขอให้มีพิธีไหว้ครูกับเขาบ้าง  แต่ถ้ามองจากสายตาคนภายนอกที่ยืนมองจะเหมือนไปดูการเล่นลิเก   การเล่นลิงหลอกเจ้าไปเสียมากกว่า        

ในประเทศทั่วโลกทั้งหมด เห็นจะมีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีการประกอบพิธีไหว้ครู  พิธีไหว้ครูของคนไทยจึงเป็นทั้งเอกลักษณ์(สมัยนี้เรียกอัตลักษณ์)  วัฒนธรรม และประเพณี   แสดงถึงจิตใจของคนไทยที่งดงาม  แสดงออกโดยการรู้จักกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อ่อนน้อมถ่อมตน การระลึกถึงพระคุณของครูที่ท่านได้ทำไว้แม้แค่การทักทายทำความเคารพก็ถือว่าตอบแทนท่านแล้ว   ยิ่งได้ประกอบกิจกระทำพิธีไหว้ครูอย่างจริงจัง  ถือได้ว่าได้บุคคลผู้นั้นเป็นสัตว์ประเสริฐ  เป็นเวไนยสัตว์ที่สมควรได้รับการพัฒนาทั้งทางสติปัญญาและจิตใจให้สูงยิ่งขึ้นไปด้วยความเต็มใจของคนเป็นครู

บางคนอาจจะช่างคิด ช่างสงสัยถามว่า ทำไมเราต้องมาทำพิธีไหว้ครู  ไม่เห็นมีชาติไหน  ประเทศไหนมีการไหว้ครู  และแม้แต่ชาติไทยก็มีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นที่มีพิธีเป็นกิจจะลักษณะ ไม่เห็นจะมีการทำพิธีไหว้บุคคลอื่นๆ บ้างเลย   ถ้าจะตอบก็ต้องบอกว่าท่านมีพระคุณยิ่งต่อพวกเราที่เป็นศิษย์น่ะสิ   ตอบแบบนี้ก็ต้องมีคนแย้งว่า  แล้วบุคคลอื่นๆ เช่น พ่อแม่ พระเจ้าแผ่นดิน ฯลฯ ไม่มีพระคุณเท่าเทียมครูเลยหรือ ก็คงต้องตอบต่อไปว่า  ทุกท่านที่เอ่ยนามมาต่างก็มีคุณงามความดีต่อพวกเราทั้งนั้น 

แต่ครูมีพระคุณยิ่งใหญ่กว่าบุคคลทุกท่าน  แม้แต่กษัตริย์  หรือพ่อแม่ของแต่ละคนก็เปรียบไม่ได้  เพราะถึงแม้พ่อแม่จะมีคุณงามความดีมากมาย  ทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจให้กับลูก เสียสละทุกอย่างเพื่อเลี้ยงลูกให้เติบใหญ่อย่างดี   แต่นั่นก็เป็นการทำเฉพาะลูกของตนเองเท่านั้น  ไม่ได้เผื่อแผ่ความดีงามอย่างนี้ไปยังบุคคลอื่นด้วย  หมายความว่ารักเฉพาะลูกของของตนเองเท่านั้น  พ่อแม่จึงถือว่ามีบุญคุณยิ่งใหญ่ที่ให้กำเนิดเรามา ได้เฝ้าเลี้ยงดูเราให้เติบใหญ่ ให้อาหารเครื่องนุ่งห่ม เงินทอง จึงเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ในด้านความรัก  ความเอาใจใส่เอื้ออาทรโดยไม่มีใครมาเทียบเทียมได้ ส่วนพระมหากษัตริย์ท่านก็ทำเฉพาะบ้านเมืองของท่าน  คอยพัฒนาช่วยเหลือคนในแผ่นดินของท่าน  และบางครั้งก็ต้องทำสงครามกับเพื่อนบ้าน เพื่อปกป้องไม่ให้เพื่อนบ้านมารังแก  เรียกว่ายิ่งใหญ่ในด้านความเสียสละแก่ส่วนรวม  เป็นต้น   

ส่วนครู (คนเป็นครูที่แท้จริงนะ คนที่ทำงานอาชีพครูในโรงเรียนไม่เกี่ยว) นั้นท่านเอาใจใส่  ให้ความรักแก่ศิษย์ทุกคน ไม่เกี่ยงว่าเป็นใคร ฐานะอย่างไร  สูงศักดิ์ยากดีมีจน ท่านช่วยเหลือ ฝึกฝน อบรม บ่มเพาะ ขัดเกลาอย่างเสมอภาค  โดยไม่มีข้อรังเกียจใดๆ  ท่านทำหน้าที่ด้วยสติปัญญา  อดทนต่อความไร้เดียงสาของศิษย์ รวมทั้งผู้ปกครองที่ไร้เดียงสาด้วย บางครั้งก็ต้องทุ่มเท อุทิศตัวเอง  เสียสละทั้งความสุขส่วนตัวและครอบครัว และบางครั้งก็ต้องเสียสละทรัพย์สินเงินทองเพื่อความเจริญก้าวหน้าของศิษย์อีกด้วย  โบราณจึงสรรเสริญพระคุณครูไว้ ดังนี้
              คุณแม่หนาหนักเพี้ยง         พสุธา
        คุณบิดรดุจอา-                       กาศกว้าง
        คุณพี่พ่างศิขรา                      เมรุมาศ
        คุณพระอาจารย์อ้าง                 อาจสู้สาคร ฯ

การไหว้ครูในโบราณ  หมายถึง  การทำพิธีมอบตัวเป็นศิษย์   ซึ่งจะต้องเตรียมหาดอกไม้  3 ชนิด คือ ดอกเข็ม ดอกมะเขือ และหญ้าแพรก พร้อมทั้งธูปเทียนจัดเป็นกรวยกระทง หรือจะจัดเป็นธูปเทียนแพแบบไหว้พระอุปัชฌาย์ก็ได้  สมัยโบราณยังมีข้าวตอก ผ้าขาวพับสาม และเงิน(เท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่ฐานะของศิษย์)  ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงดอกไม้ 3 ชนิด (ส่วนข้าวตอก และผ้าขาวพับสามนั้น ท่านผู้อ่านลองวิเคราะห์ดูเองบ้าง  เผื่อจะมีมุมมองแปลกใหม่)  เพราะคนสมัยโบราณท่านนำเปรียบเทียบกับคุณงามความดีของครูกับพืช 3 ชนิด  ดังนี้

            1. ดอกเข็ม เป็นตัวแทนความรัก ความเอาใจใส่ของครูที่คอยแนะนำพร่ำสอน ฝึกฝน อบรม บ่มเพาะจริยธรรม คุณธรรมในการดำเนินชีวิต  ขัดเกลานิสัย ใจคอ และพฤติกรรมให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ  หนักแน่น  ไม่เปลี่ยนแปลง แปรผัน ไปตามกาลเวลาหรือเหตุการณ์ต่างๆ ไม่มีอคติต่อศิษย์คนใดคนหนึ่ง ประดุจต้นเข็มที่มั่นคงไม่ตายง่ายในทุกสภาพดินฟ้าอากาศ     และคนเป็นครูต้องอดทนวันแล้ววันเล่าในการฝึกให้ศิษย์จำนวนมากมีความฉลาดรอบรู้  เพื่อนำไปสร้างความเจริญก้าวหน้า  สร้างความสำเร็จให้กับตัวเอง  และฉลาดในการสอนสั่งลูกศิษย์ให้มีระเบียบวินัยมรการอยู่ร่วมกัน ประดุจดอกเข็มที่รวมกลุ่มจากดอกเล็กดอกน้อยจำนวนมากมีสีเข้มสดใส แม้ใกล้จะโรยราก็ตาม

            2. ดอกมะเขือ เป็นตัวแทนความรอบรู้ที่กว้างขวาง มากมายของครู  รู้ที่มาที่ไปทุกแง่ทุกมุม เหมือนผลมะเขือที่มีเมล็ดอยู่ในผลหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก  ปลูกเพาะพันธุ์ก็ง่าย เหมือนครูที่ไม่หวงแหนปิดบังความรู้ เคล็ดลับในเรื่องต่างๆ ตลอดจนพยายามให้ศิษย์มีความรู้แตกฉาน ช่ำชองชำนาญทุกคน

            3. หญ้าแพรก  เป็นตัวแทน  ความอดทน อดกลั้นต่อลาภยศ สุข สรรเสริญ ความสะดวกสบายในสิ่งต่างๆ อดทนอดกลั้นต่อการเรียนรู้ของศิษย์ที่บางครั้งเรียนช้าต้องใช้เวลาเคี่ยวเข็ญยาวนาน อดทนอดกลั้นต่อการอวดรู้หยิ่งทะนง คำจาบจ้วงหยาบคายของศิษย์  อดทนอดกลั้นต่อการสอนที่ซ้ำซากจำเจเบื่อหน่าย ฯลฯ  ซึ่งบางครั้งครูก็ย่อมท้อแท้ ท้อถอย เบื่อหน่าย เกิดความล้าขึ้นมา แต่รุ่งขึ้นวันใหม่วิญญาณครูก็กลับคืนมาใหม่  เป็นอย่างนี้วันแล้ววันเล่า  เหมือนหญ้าแพรกที่คนเดินเหยียบไปเหยียบมาจนดูเหมือนใกล้จะตาย  แต่พอคนเลิกเหยียบหรือได้น้ำประพรม ก็ฟื้นงอกเงยขึ้นมาใหม่  ไม่ตายไปเลยเหมือนพืชชนิดอื่น  โลกที่สดใสเขียวขจีก็เพราะพื้นหญ้าฉันใด  สังคมที่ไม่มีครู ก็ย่อมไม่สดใสชุ่มชื่นฉันนั้น  และคุณลักษณะของหญ้าอีกประการหนึ่ง คือ ติดดิน ผู้เป็นครูจึงเป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่ใฝ่สูง ไม่ทะเยอทะยาน แสวงหาความสุขของชีวิต ไม่แสวงหาอำนาจ ชื่อเสียงความร่ำรวยเหมือนอาชีพอื่น  

            ดังนั้น การทำพิธีไหว้ครู จึงเป็นการมาระลึกถึงคุณงามความดีของครู  หรือระลึกถึงพระคุณของครูที่ได้ช่วยฝึกฝนอบรมให้ศิษย์เป็นคนดี มีความรู้ ความสามารถที่ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวได้อย่างมีความสุข ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพในการดำรงชีวิตทั้งแก่ตนเองและสังคม

            ครูที่ดีควรประพฤติเช่นไร   เราจะเห็นได้ว่ามีหลักการทั้งของนักการศึกษาไทย และต่างประเทศ ได้กล่าวถึงไว้เป็นจำนวนมาก   แต่ในที่นี้จะขอยกตามหลักพระพุทธศาสนา  พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า  “...ครูที่ดีย่อมเป็นกัลยาณมิตรของศิษย์..”  ซึ่งปรากฏในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 หน้า 33    ซึ่งครูที่เป็นกัลยาณมิตรจะมีลักษณะ 7 ประการ ดังนี้

            1. ปิโย  มีความรัก เอาใจใส่ศิษย์ และทำตนน่ารักน่าสบายใจ น่าสนิทสนม
            2. ครุ หนักแน่น น่าเคารพ ทำตนให้เป็นที่พึ่ง และหมั่นฝึกฝนอบรม ขัดเกลาศิษย์
            3. ภาวนีโย ทำให้ดีขึ้น เจริญขึ้น น่ายกย่องทั้งในแง่ความรู้ ความประพฤติ นิสัย จิตใจและรู้จัก
อบรมปรับปรุง ตนเองและศิษย์ให้เจริญงอกงามเสมอ
            4. วตฺตา รู้จักวิธีสอน วิธีพูด เมื่อชี้แจง อธิบาย ตักเตือน สั่งสอน แนะนำ
            5. วจนกฺขโม รู้จักอดทน อดกลั้นต่อสิ่งต่างๆ ทั้งถ้อยคำ หรือจากบุคคล เหตุการณ์ต่างๆ
            6. คมฺภีรญจ กถํ กตฺตา มีความรู้ลึกซึ้ง เชี่ยวชาญ ในเรื่องที่ตนเองสอน ทำเรื่องยากให้ง่ายได้
            7. โน จฎฐาเน นิโยชเน ไม่ประพฤติตัวเหลวไหล เสื่อมเสีย และชักจูงศิษย์ไปในทางที่เหลวไหลเสื่อมเสียด้วย
            และนอกจากนั้น  ยังมีปรากฏในสิงคาลกสูตร ทีฆนิกาย  ปาฏิกวรรค  พระไตรปิฏกเล่มที่ 11 ว่าด้วย  การปฏิบัติตนของครูและศิษย์ที่ดี  (ทิศ 6 : ทักษิณทิศ)  ดังนี้

ครูย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ ดังนี้
       1. ฝึกฝนอบรมแนะนำให้เป็นคนดี                                    
       2. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
       3. สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง                                             
       4. ยกย่องให้ปรากฏในหมู่คณะ
       5. ช่วยคุ้มครองเป็นที่พึ่งในทิศทั้งหลาย

และเมื่อศิษย์ได้รับการอนุเคราะห์จากครู  ศิษย์ย่อมควรประพฤติ ดังนี้
      1. ลุกต้อนรับ ทำความเคารพ                                           
      2. เข้าไปหา ใกล้ชิดท่าน
      3. ใฝ่ใจเรียน                                                                 
      4. ปรนนิบัติ ช่วยเหลือท่าน
      5. เรียนศิลปวิทยาโดยความเคารพ เอาจริง

เมื่อทั้งครูและศิษย์ ทำเช่นนี้ ย่อมเป็นสิริมงคลทั้งแก่ตนเองและสังคมที่ตนเองอยู่

 

 

ขั้นตอนพิธีไหว้ครูที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ

             1. เมื่อนำนักเรียนเข้าหอประชุมเรียบร้อยแล้ว (แต่ละแถวตอนลึก ควรนั่งห่างกันอย่างน้อย 50 เซนติเมตร จะได้พอกราบพระแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ และจะดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย) ให้นักเรียนนั่งพับเพียบอยู่ในความสงบ (การเข้าหอประชุม ถ้าโรงเรียนนั้นมีหลายระดับ ควรให้นักเรียนระดับชั้นสูงสุดนั่งหน้าสุด แล้วตามมาทีละระดับชั้น จนถึงชั้นระดับต่ำสุดของโรงเรียนนั้น จะได้ผลและมีประสิทธิภาพมากกว่าแบบเดิม  ที่ให้นักเรียนชั้นต่ำสุดนั่งหน้าและให้นักเรียนชั้นสูงนั่งตามลำดับ จนถึงชั้นสูงสุดนั่งแถวหลัง)
            2. เมื่อประธานเข้าที่ประชุม นั่งเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าหรือประธานนักเรียนบอกทำความเคารพ โดยให้หมอบกราบ 1 ครั้ง
            3. เมื่อพิธีกร (ประธานนักเรียน) กล่าวเรียนเชิญประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ให้หัวหน้านักเรียนบอกนักเรียนทั้งหมดคุกเข่าพนมมือ จนกว่าประธานจะจุดธูปเทียนเสร็จ และกลับไปนั่งที่เดิม
            4. เมื่อประธานในพิธีกลับไปนั่งเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าหรือประธานนักเรียนนำนักเรียนกราบพระพร้อมกัน และสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยโดยย่อ
            5. เมื่อสวดมนต์สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยจบแล้ว ให้หัวหน้าหรือประธานนักเรียนเริ่มกล่าวนำไหว้ครูในท่านั่งคุกเข่าเช่นนั้น  จนกว่ากล่าวคำไหว้ครูเสร็จจึงบอกให้นักเรียนทั้งหมดนั่งพับเพียบ หมอบกราบอีกครั้ง
            6. เมื่อกล่าวคำไหว้ครูเสร็จแล้ว ให้ตัวแทนนักเรียนแต่ละชั้น แต่ละห้อง นำพานดอกไม้ธูปเทียนที่รวบรวมจากเพื่อนนักเรียน ไปมอบให้ครูบนเวทีหรือที่จัดให้ครูนั่ง โดยเริ่มทีละระดับชั้นจากชั้นสูงสุด ไปถึงระดับชั้นต่ำสุด
            7. ถ้าบางโรงเรียนจัดโต๊ะหมู่บูชา โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์ และธงชาติอยู่ด้วย ให้ตัวแทนนักเรียน ทำความเคารพธงชาติก่อนและพระบรมฉายาลักษณ์ต่อมา จึงค่อยนำพานดอกไม้ธูปเทียนมอบแก่ครู
            8. เมื่อแต่ละระดับชั้นมอบพานดอกไม้ธูปเทียนแก่ครูเรียบร้อยแล้ว ประธานในพิธีจะเจิมหนังสือเพื่อเป็นศิริมงคล (โดยเจิม 3 จุด เริ่มจุดบนก่อน และตามมาด้วยเจิมจุดซ้ายขวา ไม่ควรเจิมแบบเลข 9 หรืออักขระยันต์ต่างๆ)
            9. ประธานให้โอวาท เป็นเสร็จพิธีไหว้ครู
             
       หมายเหตุ :  บางโรงเรียนอาจจะมีการมอบทุนการศึกษา หรือกิจกรรมอื่นๆ ก็แล้วแต่กำหนดการของโรงเรียนจะจัดขึ้น  สำหรับดอกไม้ธูปเทียนที่นักเรียนนำมาไหว้ครู ให้นักเรียนแต่ละห้องนำดอกไม้เหล่านั้นไปจัดตบแต่งพานตามความคิดของนักเรียน แล้วนำมาประกวดและตัดสินตอนพักเที่ยงวันก็เป็นการสะดวกและไม่เสียเวลาเรียนมากเหมือนที่เคยให้นักเรียนทำพานวันพุธตอนบ่าย และเสียเวลาในวันพฤหัสอีก.

เมื่อศิษย์ไหว้ครู ก็แสดงว่านักเรียนยอมรับความเป็นคนมีครู

ดังนั้น ครูควรเป็นครูที่มีหน้าที่ฝึกนักเรียนตามที่มอบตัวเป็นศิษย์

อาจารย์ = ผู้สอน, ครู = ผู้ฝึก

ท่านจะเป็นครู หรือ อาจารย์ ?




เพิ่มเติม  :   ข้าวตอก  หมายถึง  ศิษย์ทุกคนล้วนมีศักยภาพทางด้านสติปัญญาแฝงอยู่ภายในตัวด้วยกันทุกคน   ครูอาจารย์จึงมีหน้าที่ทำให้ศักยภาพของศิษย์นั้น "แตกออก"มา หรือปรากฏออกมาเหมือนกับข้าวตอก  โดยการให้การฝึกฝน  อบรม บ่มเพาะ  ขัดเกลา อย่างเต็มที่  ดุจดังข้าวเปลือกที่เอามาคั่วให้แตกเป็นดอกบาน ซึ่งคำว่า "ตอก" ก็มาจากคำว่า "แตก - ออก" เมื่อพูดเร็วๆ เข้าก็ออกเสียงเป็นข้าวตอกไป

ส่วนผ้าขาว  หมายถึง  สิ่งของที่มอบให้กับครูเป็นเครื่องบูชาครู พร้อมกับเงินค่าครู  หรือเป็นการบอกครู เตือนผู้เป็นครูว่า ศิษย์เปรียบเสมือนผ้าขาวที่ครูจะต้องคอยระวังการฝึกอบรมสั่งสอนไว้ตลอดเวลา  มิให้มัวหมองได้

มีหลายท่าน เข้าใจว่าการให้ความหมายพืชที่นำมาไหว้ครูไม่เหมือนที่อื่น  ที่จริงผมได้บอกไปแต่ต้นว่า  การไหว้ครูโบราณ คือ การไหว้คุณงามความดีของครู  มิใช่ มาไหว้ครูเพื่อขอพรให้เรียนเก่ง มีสติปัญญาดี เหมือนปัจจุบัน  พืชทั้ง 3 ชนิดจึงเป็นตัวแทนสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงคุณงามความดีของครู   ท่านลองพิจารณาดูคำสวดไหว้ครูทำนองสรภัญญะ  จะเห็นได้ว่า  เรามาไหว้คุณงามความดีของครู   ส่วนจะได้พรกลับคืน  เพราะคุณความกตัญญูกตเวทีต่างหาก  มิใช่เพราะครูเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์สามารถให้พรกับศิษย์ได้

คำสวดไหว้ครูทำนองสรภัญญะ
ปาเจรา จริยา โหนฺติ คุณุตฺตรา นุสาสกา
ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพคณาจารย์ ผู้กอรปเกิดประโยชน์ศึกษา 
ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา แก่ข้าในกาลปัจจุบัน
ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์ ด้วยใจนิยมบูชา
ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา ปัญญาให้เกิดแตกฉาน
ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน อยู่ในศีลธรรมอันดี
ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี แก่ข้าและประเทศไทย เทอญ
ปญฺญา วุฑฺฒิ กเร เต เต ทินฺโนวาเท นมามิหํ