ที่ผมเขียนสิ่งต่างๆนั้น
เพื่อเป็นการให้ข้อมูลอีกหนึ่งด้าน
เพื่อทุกท่านจะมองเห็นความจริง (ธรรมะ) ในอีกแง่มุมหนึ่ง
........
สำหรับผม
ผมไม่สนใจว่าประเทศไหนจะปกครองในรูปแบบใด
เพราะทุกระบบการปกครอง ล้วนมีจุดเด่นจุดบกพร่องทั้งสิ้น
และอีกประการหนึ่ง ผมเชื่อพระพุทธองค์ว่า
ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นวิบากกรรมทั้งนั้น
ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" หรือ "เหตุสุดวิสัย"
........
แต่ที่ผมเขียนนั้น
ตั้งใจ "สื่อสาร" ให้คนที่เป็น "เพื่อน" กัน ให้เห็นว่า
ปัญหานั้นอยู่ที่ใด เพื่อให้ทุกท่านไม่ต้องเป็นเหยื่อ
ของการโกหก หลอกลวง หรือหลงงมงายด้วยการโฆษณา
........
ปัญหาของบ้านเมืองไทยในขณะนี้ อยู่ที่ว่า
คนไทยส่วนมากสับสนกับการปกครองของประเทศไทย
ปากก็บอกว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย
และ เราก็ถูกสั่งสอนมาให้เรียนรู้ และเชื่อว่า
การปกครองในระบอบนี้ดีที่สุด เหมาะสมกับประเทศไทย
.........
แต่ในขณะเดียวกันก็มีการโฆษณาชวนเชื่อเสมอทุกวัน
ให้เกลียด "นักการเมือง" ที่เป็นตัวแทนอาสามาทำงานให้ประชาชน
ตามหลักการระบอบประชาธิปไตย ว่าเป็นคนไม่ดี ตั้งใจมาโกง
มาทุจริต คอรัปชั่น สารพัดจะเลวทรามต่ำช้า
******
แต่....ในความเป็นจริง คนไม่ดี คนโกง คนทุจริตคอรัปชั่น
คนกลุั่นแกล้งกัน มีทุกวงการ
โดยเฉพาะวงการข้าราชการทุกสังกัดมีมากกว่าใคร
ไปดูสถิติที่ฟ้องร้องยังศาลปกครอง หรือ ปปท. หรือ ปปช.
หรือ สตง. หรือหน่วยงาน อกพ.แต่ละกรมดูสิครับ
คดีมีมากมายมหาศาล ผมเชื่อว่าสะสางตลอดชั่วอายุคนก็ไม่หมด
......
นั่นสิ ! แล้วทำไม ? นักการเมืองต้องแพะรับบาปด้วย
ก็เพราะมีคนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งต้องการมีอำนาจรัฐแต่เพียงกลุ่มเดียว
ไม่ต้องการให้ประชาชนชั้นอื่นๆ มาแบ่งปันอำนาจนั้นไป
เขาจึงสร้าง"แพะ" เพื่อไว้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ
จากประชาชนอย่างดูดีในสายตาคนทั่วไป
ท่านไม่สังเกตเห็นหรือว่า จะยึดอำนาจแต่ละครั้ง
ต้องอ้างว่านักการเมืองเลวอย่างนั้น อย่างนี้
แล้วก็ร่างกติกาใหม่เพื่อให้พวกตัวเองได้เปรียบเป็นผู้มีอำนาจต่อไป
แม้กติกาปัจจุบัน ก็กันท่านักการเมืองไม่ให้มาแตะต้องพวกพ้อง
หรือผลประโยชน์ของตัวเองได้ง่ายๆ
........
แต่ท่านไม่เห็นหรือว่า ยึดอำนาจไป แก้กติกากี่ครั้ง ก็ไม่เห็นสำเร็จสักที
และทำไมประชาชนส่วนมากไม่เลือกพวกพ้องคนยึดอำนาจล่ะ
เดี๋ยวก็มีคนมาแก้ต่างว่า ก็นักการเมืองมันหาช่องโกงจนได้
ผมก็จะขอแย้งว่า แล้วคนอื่น เช่น ข้าราชการไม่โกงบ้างหรือไง ?
มีข่าวมากมายว่าข้าราชการทุกประเภทต่างโกง และทุจริตคอรัปชั่นทั้งนั้น
......
ปากบอกว่า เกลียดรัฐบาลทักษิณ ยิ่งลักษณ์ที่โกง แต่กลับรัฐอภิสิทธิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลชวน มีข่าวทุจริต โกงมากมาย กลับ....เงียบ
ปากบอกว่า เกลียดรัฐบาลทักษิณ ยิ่งลักษณ์ที่กลั่นแกล้งโยกย้ายข้าราชการ แต่กลับรัฐอภิสิทธิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลชวน มีข่าวโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมมากมาย(เช่นจ่าเพียร) กลับ....เงียบ
ปากบอกว่า เกลียดรัฐบาลทักษิณ ยิ่งลักษณ์คิดโครงการประชานิยม ทำลายระบบเศรษฐกิจ แต่กลับรัฐอภิสิทธิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลชวน มีโครงการประชาชนิยมเช่นกันมากมาย กลับ....เงียบ
ปากบอกว่า เกลียดรัฐบาลทักษิณ ยิ่งลักษณ์ที่ปราบผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา แต่กลับรัฐอภิสิทธิ์ รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลชวน มีข่าวปราบผู้ชุมนุมด้วยอาวุธปืนมากมาย กลับ....เงียบ
.....
ในใจผมยังคิดว่า นี่เป็นกรรมของคนไทยในปัจจุบัน
ที่เคยไปยุแหย่ให้เมืองหนึ่งๆแตกสามัคคีกันหรือเปล่า เช่น แคว้นมคธ ไปวางอุบายให้เมืองวัชชีแตกแยกกันหรือเปล่า ?
หรือเป็นกรรมที่เคยไปใส่ร้ายป้ายสีต่อผู้มีพระคุณที่เคยกอบกู้เอกราชให้ชาติเราว่าเป็นบ้า หรือเปล่า ?
.....
แต่...ที่แน่ๆ
ตอนนี้ประเทศเรามีลักษณะ "ตอแหลแลนด์" มากขึ้นทุกวันแล้ว
ผมยังไม่อยากเห็นทุกท่านอยู่ในสังคมแบบนี้เลยครับ.
เป็นห่วงและเสียดายมาก
ที่แผ่นดินเราได้รับร่มเงา คนมีชีวิตที่สงบเย็น
เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนามาดำรงชีวิต
เสียดายจริงๆ ครับ.
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557
สังคมไทยน่าสมเพช ประชาชนน่าเวทนา
/// สังคมไทยน่าสมเพช
ประชาชนน่าเวทนา ///
จากเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านสา ยตาทุกท่าน มา 6
เดือนแล้ว ทั้งจากหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บบอร์ด
และโลกในโซเชี่ยล ทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ เป็นต้น
ผมเชื่อว่า ถ้าท่านผู้ใดแค่รักความยุติธรรม หรือ
“ยอมรับ” ว่าบ้านเมืองต้องมีกฏกติกาในการ อยู่ร่วมกัน ย่อมเกิด “สติ”
และ “ปัญญา” เห็นชัดถึงความเป็นไปที่
โกหก หลอกลวง ปลิ้นปล้อน สร้างภาพคนดี คนเลว (เหมือนฝ่ายเทพ-ฝ่ายมาร เมื่อปี 2535), เอาเปรียบ ขู่เข็ญ
ตลบตะแลงตัดสินอีกฝ่ายหนึ่งผิดต ลอดกาล อีกฝ่ายไม่ผิดอะไรเลยแม้จะทำกรร มบาปหยาบช้า
ก่อความวุ่นวาย ฆาตกรรมผู้คนก็ตาม, โลภเอาแต่ได้
โกรธอาฆาตแค้น โมหะหลงเชื่อแบบขาดความยั้งคิด ของคนกลุ่มหนึ่งที่สร้าง “ทุรเข็ญ” ในสังคมไทย
ทุกท่านคงเห็นด้วยสายตา ได้ยินกับหูแล้วว่า “กลุ่มบุคคลที่อ้างว่าจะมากอบกู ้บ้านเมือง
จะมาปฏิรูปประเทศไทยให้ดีขึ้น” นั้น
แท้จริงเขาไม่ได้มาทำอย่างที่พู ดสักนิดเดียว แต่เขากลับทำทุกอย่างให้บ้านเมื องวุ่นวาย
สับสน ทั้งปิดล้อมสถานที่ราชการ บุกรุกทำลายทรัพย์สินทั้งของราช การและเอกชน
ปิดถนน จนประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว เศรษฐกิจเสียหายอย่างมหาศาล
แต่ที่น่าเกลียดมาก สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นใ นเมืองไทย ก็เกิดขึ้น
คือหน่วยงานราชการบางหน่วยทั้งท หาร องค์กรอิสระต่างๆ
กลับคุ้มครองคนที่ก่อความเดือดร ้อน กระทำการรุนแรง
โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการค ลี่คลายความเดือดร้อนนั้นๆ
ทุกคนอ้างว่าอยากให้ประเทศไทยปก ครองในระบอบประชาธิปไตย
แต่ทุกหน่วยงานขององค์กรอิสระ และฝ่ายความมั่นคง กลับขัดขวางต่อต้านระบอบประชาธิ ปไตย
เป็นเรื่องที่น่าสมเพชใจมาก อยากได้ “อำนาจ” จนทำลาย “ความดีงาม” หมดสิ้น
***สรุปกันง่ายๆ : ความวุ่นวายโกลาหลในบ้านเมืองขอ งเราขณะนี้ สาเหตุมาจากมีบุคคลกลุ่มหนึ่ง “ต้องการมีอำนาจ” ในการบริหารปกครองประเทศแต่เพีย งผู้เดียว
โดยไม่อยากให้ประชาชนเข้ามามีส่ วนร่วมในการปกครองอย่างเด็ดขาด* **
และเขาไม่ต้องการให้นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากพรรค ไหนๆ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน คือ
พรรคเพื่อไทย เข้ามา “มีอำนาจ” อย่างแท้จริง
เขาต้องการเป็นผู้มีอำนาจแต่เพี ยงผู้เดียว
เขาอยากควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างใน บ้านเมืองนี้ ให้เป็นไปตามความคิด
และความต้องการของเขา 100 เปอร์เซ็นต์
แต่...โชคร้ายของประเทศไทย และของเขา ที่เขาไม่สามารถทำได้ตามที่ต้อง การ
จากเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านสา
ผมเชื่อว่า ถ้าท่านผู้ใดแค่รักความยุติธรรม
ทุกท่านคงเห็นด้วยสายตา ได้ยินกับหูแล้วว่า “กลุ่มบุคคลที่อ้างว่าจะมากอบกู
แต่ที่น่าเกลียดมาก สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นใ
***สรุปกันง่ายๆ : ความวุ่นวายโกลาหลในบ้านเมืองขอ
และเขาไม่ต้องการให้นักการเมือง
เขาต้องการเป็นผู้มีอำนาจแต่เพี
แต่...โชคร้ายของประเทศไทย และของเขา ที่เขาไม่สามารถทำได้ตามที่ต้อง
สาเหตุที่เขาไม่สามารถทำได้ตามท ี่ต้องการ ก็เพราะคำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ที่เขาได้ประกาศในรัฐธรรมนูญ
และไปรับรองกับนานาชาติว่าประเท ศไทยจะปกครองในระบอบนี้
เพราะสาเหตุนี้ สร้างปัญหาให้เขามาตลอด ทำให้เขาต้องยอมหน้าด้าน “ยึดอำนาจรัฐ” จากอำนาจประชาชนตามระบอบประชาธิ ปไตย ทุก 2-3 ปี (รวมที่เขาทำมา
18 ครั้ง) และเมื่อเขา “ยึดอำนาจรัฐ”
ไปได้แบบเบ็ดเสร็จในแต่ละครั้งแล้ว เขาจะรีบปรับเปลี่ยนโครงสร้างกา รบริหารใหม่
และเอาคนของเขาเข้ามาดำรงตำแหน่ งทุกภาคส่วนจนครอบคลุมทุกหน่วยง านราชการ
แต่ถ้าอะไรที่รูปแบบโครงสร้างรา ชการเดิมๆ ไม่เอื้อให้ เขาก็จะจัดตั้งหน่วยงานนั้นเป็น องค์กรอิสระ
หรือองค์การมหาชน เพื่อไม่ให้นักการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้ง
เข้ามาเสวยอำนาจง่ายๆ หรือบริหารงานได้สะดวก ราบรื่น จนประชาชนศรัทธาวิธีการบริหาร
การทำงานของนักการเมืองคนนั้น
แต่...โชคร้ายของประเทศไทย เมื่อเขาจำยอมต้องให้มีการเลือก ตั้ง หลังจาก “ยึดอำนาจรัฐ”
ไป เขาก็ไม่สามรถทนต่อกระแสกดกันจา กนานาชาติได้
ต้องยอมให้มีการเลือกตั้งตามระบ อบประชาธิปไตยที่เขียนไว้ในรัฐธ รรมนูญ
เมื่อเลือกตั้งได้นักการเมืองเข ้ามาแล้ว นักการเมืองก็ต้องทำตามนโยบายที ่หาเสียงไว้
ไม่ช้านักการเมืองก็เปลี่ยนแปลง บุคคลตามตำแหน่งต่างๆ ที่เขาวางคนของเขาไว้
เพื่อสนองงานตามนโยบายการบริหาร ใหม่ พอผ่านไป 1 ปี 2
ปี คนของเขาถูกเปลี่ยนไปมาก ชักเหลือ 60 เปอร์เซ็นต์
เขาก็จะทนไม่ได้ที่เขาไม่สามารถ ควบคุมอำนาจได้เต็มร้อยอีก
เขาก็จะหาเรื่อง “ยึดอำนาจรัฐ” อีก โดยอ้างว่า “นักการเมืองมันเลว ชอบทุจริต คอรัปชั่น” แต่ถ้ากระแสไม่ตอบรับ เขาก็จะเปลี่ยนไปเป็นข้อหา “ล้มเจ้า” หรือ “ล้มสถาบัน” หรือถ้ายังกระแสไม่ตอบรับอีก เขาก็จะหาเรื่องให้องค์กรอิสระท ี่เขาสร้างไว้ มาตัดสินว่านโยบายของนักการเมือ งยังไม่จำเป็น
ใช้ไม่ได้ และสร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเ มือง (แบบปี 2556 – 2557) เพื่อให้เห็นว่า นักการเมืองไม่มีอำนาจพอ และไม่ได้ตั้งใจมาทำงานพัฒนาบ้า นเมืองจริง
เขาทำอย่างนี้จนกลายเป็น “วงจรอุบาทว์” มาแล้ว 18 ครั้ง
สรุป : สาเหตุเพราะ “ต้องการมีอำนาจ” แต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องคนดี คนชั่ว การทุจริตคอรัปชั่นหรอกครับ เพราะคนของฝ่ายเขาก็มีเรื่องทุจ ริตคอรัปชั่นมากมายกว่าฝ่ายประช าธิปไตย
แต่เพราะสื่อของเขาช่วยกันปกปิด และคนของเขาช่วยกันกลบเกลื่อน
และทำเป็นพิจารณาคดีชักช้าจนหมด อายุความ หรือถึงที่สุดก็ช่วยกันแบบ “หน้าด้าน” นั่นแหละ ไม่ได้ตั้งใจจะมาปฏิรูปประเทศอะ ไรหรอกครับ
ไม่งั้น คงไม่เกิดวาทะดูถูกเหยียดหยามกั นขึ้นมาหรอกครับ
เช่น 15 ล้านเสียงในชนบท สู้ 3 แสนเสียงที่มีคุณภาพของเมืองกรุ งไม่ได้,
ไม่ควรให้ทุกคนมีคะแนนเสียงเท่า กัน, คนที่มีฐานะสูงกว่า
ตำแหน่งงานดีกว่า เรียนจบสูงกว่า ควรมีคะแนนเสียงมากกว่าชาวบ้านธ รรมดาสามัญ.
จริงๆ คนไทยยุคนี้ ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง รอบรู้เรื่องราวทั้งประวัติศาสต ร์
และการปกครองทุกรูปแบบ และที่โชคดีที่สุด คือ นับถือพระพุทธศาสนา
เป็นหลักในการดำเนินชีวิต
ดังนั้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดในช่ว งนี้
น่าจะทำให้ ทุกท่านได้ “สติ” เข้าถึง “ความจริง” กันสักทีบ้างนะครับ
...............
แต่...ถ้าท่านใดเห็นว่า ไม่ควรให้ประชาชนเลือก “นักการเมือง” เข้ามาบริหารประเทศ ควรให้บุคคลที่เราเชื่อว่า “เป็นคนดี มีคุณธรรม” มาเป็นผู้บริหาร ผู้นำ หรือผู้ปกครองประเทศ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน
แต่...ท่านควรประกาศไปให้ชัดเลย ว่า
ไม่อยากให้ประเทศไทยปกครองในระบ อบประชาธิปไตย ไม่ชอบประชาธิปไตย
ไม่ชอบการบริหารงานแบบมีส่วนร่ว ม ไม่อยากให้ชาวบ้านธรรมดามีเสียง เท่ากับคนเมือง
ช่วยหน่อยนะครับ ช่วยอย่าสร้างความสับสนให้คนไทย ในปัจจุบัน และในอนาคต
ชีวิตของพวกเขาจะได้ไม่ต้องมายุ ่งยาก ทุกข์มากขึ้น
แค่ทำมาหากินเลี้ยงชีพและครอบคร ัว ก็ทุกข์เต็มทีแล้ว
เขาคงไม่เคยประสบกับชะตากรรมแบบ ประเทศเพื่อนบ้านเราผ่านมาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ดังเช่น เขมร 3 ฝ่ายรบกันฆ่ากัน
ไม่ใช่ปากบอกว่าประเทศไทยควรมีป ระชาธิปไตย
แต่การกระทำกลับถูกหลอกให้นิยมใ ฝ่หาระบอบ “อภิสิทธิ์ชน”
ที่สร้างภาพเป็น “คนดี” จนมีคนหลงเชื่อเป็นความจริง
บางครั้งหลงเชื่อจนรู้สึกว่าพระ พุทธองค์ยังดีไม่เท่า เก่งไม่เท่าเลยครับ
(เฮ้อ !!!!)
ถ้าผมเป็นผู้วิเศษ ผมอยากบันดาลให้ผู้คนที่ใฝ่หาระ บอบอภิสิทธิ์ชน ไม่นิยมระบอบประชาธิปไตย
ย้อนกลับไปใช้ชีวิตแค่เบาะๆ สมัยรัชกาลที่ 6 นี่ก็พอ
แค่สังคมที่แบ่งชนชั้น ดูถูกดูหมิ่นกันในขณะนั้น คนเหล่านี้จะอยู่ไหวไหม ? หรือบางทีอยากให้พวกคนเราเหล่าน ี้ไปอยู่ประเทศเกาหลีเหนือจัง
น่าลองนะครับ.
เพราะสาเหตุนี้ สร้างปัญหาให้เขามาตลอด ทำให้เขาต้องยอมหน้าด้าน “ยึดอำนาจรัฐ” จากอำนาจประชาชนตามระบอบประชาธิ
แต่...โชคร้ายของประเทศไทย เมื่อเขาจำยอมต้องให้มีการเลือก
เขาก็จะหาเรื่อง “ยึดอำนาจรัฐ” อีก โดยอ้างว่า “นักการเมืองมันเลว ชอบทุจริต คอรัปชั่น” แต่ถ้ากระแสไม่ตอบรับ เขาก็จะเปลี่ยนไปเป็นข้อหา “ล้มเจ้า” หรือ “ล้มสถาบัน” หรือถ้ายังกระแสไม่ตอบรับอีก เขาก็จะหาเรื่องให้องค์กรอิสระท
สรุป : สาเหตุเพราะ “ต้องการมีอำนาจ” แต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องคนดี คนชั่ว การทุจริตคอรัปชั่นหรอกครับ เพราะคนของฝ่ายเขาก็มีเรื่องทุจ
ไม่งั้น คงไม่เกิดวาทะดูถูกเหยียดหยามกั
จริงๆ คนไทยยุคนี้ ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง รอบรู้เรื่องราวทั้งประวัติศาสต
ดังนั้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดในช่ว
...............
แต่...ถ้าท่านใดเห็นว่า ไม่ควรให้ประชาชนเลือก “นักการเมือง” เข้ามาบริหารประเทศ ควรให้บุคคลที่เราเชื่อว่า “เป็นคนดี มีคุณธรรม” มาเป็นผู้บริหาร ผู้นำ หรือผู้ปกครองประเทศ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน
แต่...ท่านควรประกาศไปให้ชัดเลย
ช่วยหน่อยนะครับ ช่วยอย่าสร้างความสับสนให้คนไทย
ไม่ใช่ปากบอกว่าประเทศไทยควรมีป
ถ้าผมเป็นผู้วิเศษ ผมอยากบันดาลให้ผู้คนที่ใฝ่หาระ
น่าลองนะครับ.
วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
“การเลือกตั้ง” เท่านั้นที่แสดงว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนตัดสินใจชีวิตของตนเอง”
ที่จริงการถกเถียงเรื่องการเมืองตอนนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
เพราะถ้าขึ้นต้นคำถาม หรือประเด็นถกเถียงว่า ประเทศไทยควรมีระบอบการปกครองแบบไหนดี ? แบบนี้รับรองว่า “ยาก” แน่นอน ซึ่งมันจะกว้างและหาบทสรุปไม่ได้ใน 100 ปี เพราะต้องถกเถียงถึงข้อดีข้อเสีย และความเป็นไปได้ของระบอบต่างๆ ถ้านำมาใช้กับเมืองไทย เถียงกันมากเข้า โอกาสที่จะฆ่ากันตายก็มีสูงไปด้วย
แต่ถ้าขึ้นต้นข้อถกเถียงกันว่า ประเทศไทยควรปกครองในระบอบประชาธิปไตยไหม ? อย่างนี้ “ง่าย” มาก จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือ เลือกตั้งก่อนปฏิรูป ก็สามารถให้คำตอบได้ง่ายตามไปด้วย เพราะแค่บอกว่า “ควร หรือ ไม่ควร” ก็จบแล้ว และที่จริงก็จบไปนานแล้วกับคำถามนี้ เพราะเราถูกสอนให้รับรู้ว่า สังคมไทยเลือกการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่เกิด อาจจะเพราะเป็นการปกครองที่สากลทั่วโลกยอมรับก็ได้ เราต้องการเป็นสากลอารยะประเทศก็เลยต้องมีการปกครองแบบนี้ตาม
เพราะคำว่า “ประชาธิปไตย” มีคำนิยามที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน” อะไรๆที่ประชาชนไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ ถือว่าผิดหลักการประชาธิปไตยหมด
ที่เมืองไทยมีปัญหาทางการเมือง ทางความคิดตอนนี้ ก็เพราะจริงๆแล้ว คนกลุ่มหนึ่งเขาไม่ได้ต้องการให้มีระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย เขาไม่ได้ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ เขาต้องการแค่ให้ชนชั้นเขาเป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองประเทศเท่านั้น
ถ้าใครพูดถึงเรื่อง “คนดี” หรือ “คนไม่ควรเท่ากัน” หรือ เรียกร้องให้นักการเมืองเป็นคนดี มีการเมืองสร้างสรรค์ หรือว่าประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง ***ให้พึงรู้เถิดว่า เขากำลังไม่ได้พูดระบอบประชาธิปไตยกับเรา*** แต่....เขากำลังบอกว่าตัวเขาหรือพวกเขาควรเป็นผู้ปกครองประเทศนี้ ควรมอบอำนาจให้เขา เพราะเขาเป็นคนดีกว่า เก่งกว่า จริงใจกว่าคนที่ประชาชนเลือกมา
เพราะประชาธิปไตยจริงๆ ก็คือ ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจชีวิตของตัวเอง แต่ประชาชนไม่สามารถไปทำภารกิจตามความต้องการได้ทุกอย่าง เขาจึงเรียกร้องหา “ผู้อาสา” หรือเลือก “ตัวแทน” ไปทำงานแทนให้
ระบอบประชาธิปไตย จึงอยู่ที่ “การเลือก” จะเป็นการเลือก “ตัวแทน” หรือ “ผู้นำ” ตามที่เขาต้องการ ก็ได้ทั้งนั้น และเขาต้องยอมรับผิดชอบกับคนที่เขาเลือกภายในเวลาที่กำหนด ประชาธิปไตยจริงๆ ก็มีแค่นี้เอง ไม่ได้มีอะไรลึกลับ ซับซ้อนแต่อย่างใด อะไรๆที่เกินกว่านี้ถือว่าไม่ใช่ “หลักการ” ของประชาธิปไตย
และถ้าเกินไปจากนี้ เช่น ต้องการให้นักการเมืองเป็นคนดี หรือต้องจบปริญญาตรี หรือต้องมีอายุเท่านั้นเท่านี้ หรือต้องมีความรู้ความสามารถอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงว่ามีผู้นำเอาความคาดหวัง และเจตนาแอบแฝงที่ต้องการให้ตัวเอง หรือพวกตัวเองได้ประโยชน์มาใช้กับระบอบประชาธิปไตยแล้วล่ะ
ที่เมืองไทยวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีผู้ต้องการให้ตัวเอง หรือพวกตัวเองได้ประโยชน์ โดยสร้างเงื่อนไขมากมายกับระบอบประชาธิปไตย ร่างกฎกติการะเบียบมากมาย ผลิตรัฐธรรมนูญไม่รู้กี่ฉบับ จนเกิดปัญหามากมายซับซ้อนตามมาไม่รู้จบ
และที่หนักกว่านั้น สร้างภาพให้นักการเมือง ที่เป็นตัวแทนของประชาชนเป็น “ผู้ร้าย” ตลอดกาล เช่น กล่าวหาว่านักการเมืองฝ่ายรัฐบาล เป็นเผด็จการรัฐสภา แต่ตัวเองเขียนเงื่อนไขว่าผู้แทนต้องสังกัดพรรค และผู้ที่ได้เสียงข้างมากในสภาให้จัดตั้งรัฐบาล เมื่อใครมีเสียงข้างมากในสภาก็ย่อมเป็นทั้งรัฐบาล และนิติบัญญัติไปด้วย และแม้แต่การเลือกตัวแทน(นักการเมือง)ของประชาชน ก็เขียนจนสับสนว่าจะให้ ตัวแทนของประชาชนมาทำงานหรือไม่ เพราะจะทำอะไรก็ติดขัดไปหมด มีนโยบายแล้ว มอบให้ข้าราชการไปทำงาน แต่ถ้าข้าราชการไม่ทำ จะโยกย้ายหรือปลดระวางก็ยากมาก เพราะอ้างว่าข้าราชการไม่ใช่ “ม้า” ของนักการเมือง
ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ที่ลักลั่น ยอกย้อน ขัดแย้งกันในตัวเองของเงื่อนไขที่เขียนในรัฐธรรมนูญ และจากตัวอย่างที่ยกมา สรุปได้ว่า “เขา” สร้างปัญหาให้กับเมืองไทยมาโดยตลอด ทำให้เมืองไทยไม่สงบวุ่นวาย เพื่อจะได้อาศัยเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจจากประชาชน และเมื่อยึดไปแล้วก็ไม่สามารถปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะไม่ช้าก็ต้องให้มีเลือกตั้ง เนื่องด้วยไปสัญญากับประเทศต่างๆทั่วโลกว่าประเทศนี้จะปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถึงจะพยายามเขียนเงื่อนไขไม่ให้ตัวแทนของประชาชนทำอะไรได้ตามที่หาเสียงมา สุดท้ายก็ต้องมีเลือกตั้งอยู่ดี มีเพียงแค่พยายามเอาคนของตัวเองเข้าไปมีอำนาจทุกภาคส่วน เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แล้ววันหนึ่งถ้าอำนาจของตัวเองลดลงเกือบครึ่ง ก็จะหาเหตุอ้างยึดอำนาจของประชาชนกลับไปให้พวกตัวเองมีอำนาจครบถ้วนทุกภาคส่วนใหม่อีก วนเวียนอย่างนี้ไม่รู้จบ
เขาถึงเรียกการปกครองเมืองไทยตอนนี้เป็น “วงจรอุบาทว์” ไงครับ
ถ้าจะไม่ให้ “วงจรอุบาทว์” นี้เกิดขึ้นอีก ประชาชนต้องรู้เท่าทัน และหวงแหนอำนาจของตัวเองไว้มากๆ อย่าปล่อยให้ใครมาแอบอ้างความดี คนดี เพื่อ “เขา” จะได้มีอำนาจในการปกครองประเทศนี้นานๆ แต่เพียงผู้เดียวนะครับ
สำหรับทัศนะของผมทุกระบอบการปกครองก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ระบอบจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่คนของสังคมนั้นจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน และส่วนตัวผมเชื่อ “กฎแห่งกรรม” ดังนั้นในโลกนี้จึงต้องมีสังคมและระบอบการปกครองหลายชนิด เพื่อให้คนได้ไปเวียนว่ายตายเกิดในแต่ละชาติ ไปเกิดไปเรียนรู้ในสังคมนั้นๆ ตามสภาวะจิตใจที่สั่งสมมา และชดใช้หนี้เวรที่สร้างมา
ผมเชื่อว่า “ทุกชีวิตที่เกิดมา ไม่มีคำว่า “บังเอิญ” การที่ทุกคนเกิดในประเทศแบบไหน สังคมแบบไหน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนแบบไหน สิ่งแวดล้อมแบบไหน ล้วนเพราะเขา “เลือก” มาเกิดตาม “กรรม และสภาวะจิต” ของตนเอง หรือมีผู้จิตสูงส่งแนะนำให้มาเกิด
อย่าลืมไปเลือกตั้งวันนี้นะครับ เพราะนั่น คือ การตัดสินใจชีวิตของท่าน ว่าท่านจะเลือกใช้ชีวิตแบบใดในอนาคต โดยไม่ต้องรอให้ กปปส. หรือใครมากำหนดชะตาชีวิตของท่าน
“การเลือกตั้ง” เท่านั้นที่แสดงว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนตัดสินใจชีวิตของตนเอง” โดยไม่ต้องฆ่าฟันทำร้ายกัน
วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557
บทเรียน และการเรียนรู้ ปี ๒๕๕๖
ปีที่ผ่านไป จากการแสดงความคิดเห็นในสื่อออน ไลน์ทุกประเภท โดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง ผมสามารถได้ข้อสรุปเกี่ยวกับคนไ ทย และการศึกษา "ของผม" มาอย่างหนึ่งว่า
..................
การจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัย
ถือว่า "ล้มเหลว" อย่างสิ้นเชิง
..................
ทั้ง ๆ ที่หัวใจของสองวิชานี้ คือ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้ตรวจสอบ หรือ พิสูจน์ หรือทดลอง หรือปฏิบัติก่อน และ ทุกอย่างต้องมีที่มาที่อ้างอิงไ ด้
แต่จากการโพสต์ และแชร์ของนักศึกษาก็ดี หรือ คนที่เรียนจนจบปริญญาโท และปริญญาเอกก็ดี หรือแม้แต่คนที่เป็นครูสอนวิทยา ศาสตร์ส่วนหนึ่ง ทั้งในโรงเรียนทั่วไป และโรงเรียนที่จัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์โดยตรงก็ตาม
กลับปรากฏว่า....
สิ่งที่เขาโพสต์ เขาแชร์
ไม่มีกรอบแนวคิด "หลักการ" ที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล
ไม่ว่าจะเป็น "สัจจธรรม" หรือ "กฏ" หรือ "ทฤษฏี" ใดๆ
มีแต่ "ความรู้สึก" และ "ความเชื่อ" ล้วนๆ
แม้สิ่งที่เขาเรียกว่า "ข้อมูล"
ก็ไม่อ้างอิงที่มา(Reference)ให้เชื่อถือ หรือพิสูจน์ยืนยันได้
รวมทั้งเขาไม่หาข้อมูลเพิ่มเติม ทุกด้าน มาเปรียบเทียบ
พูดได้คำเดียวว่า "เสียดาย" จริงๆ
......................
จึงถือได้ว่า การจัดการศึกษาของไทย
ในมือของคนที่คิดว่าตัวเองเป็น "คนดี" กว่า
***ล้มเหลว ไร้คุณภาพ***
เราไม่สามารถสร้าง "ปัญญาชน" หรือ "ผู้มีการศึกษา"
ได้มากกว่าที่เราลงทุน
ขนาดเราทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาค นไทย
ไม่ต่ำกว่าสามแสนล้านบาทในแต่ละ ปี
ให้ได้รับ "การศึกษา" ทุกระดับ ประมาณปีละ 17 ล้านคน
..................
การจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัย
ถือว่า "ล้มเหลว" อย่างสิ้นเชิง
..................
ทั้ง ๆ ที่หัวใจของสองวิชานี้ คือ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้ตรวจสอบ หรือ พิสูจน์ หรือทดลอง หรือปฏิบัติก่อน และ ทุกอย่างต้องมีที่มาที่อ้างอิงไ
แต่จากการโพสต์ และแชร์ของนักศึกษาก็ดี หรือ คนที่เรียนจนจบปริญญาโท และปริญญาเอกก็ดี หรือแม้แต่คนที่เป็นครูสอนวิทยา
กลับปรากฏว่า....
สิ่งที่เขาโพสต์ เขาแชร์
ไม่มีกรอบแนวคิด "หลักการ" ที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล
ไม่ว่าจะเป็น "สัจจธรรม" หรือ "กฏ" หรือ "ทฤษฏี" ใดๆ
มีแต่ "ความรู้สึก" และ "ความเชื่อ" ล้วนๆ
แม้สิ่งที่เขาเรียกว่า "ข้อมูล"
ก็ไม่อ้างอิงที่มา(Reference)ให้เชื่อถือ หรือพิสูจน์ยืนยันได้
รวมทั้งเขาไม่หาข้อมูลเพิ่มเติม
พูดได้คำเดียวว่า "เสียดาย" จริงๆ
......................
จึงถือได้ว่า การจัดการศึกษาของไทย
ในมือของคนที่คิดว่าตัวเองเป็น "คนดี" กว่า
***ล้มเหลว ไร้คุณภาพ***
เราไม่สามารถสร้าง "ปัญญาชน" หรือ "ผู้มีการศึกษา"
ได้มากกว่าที่เราลงทุน
ขนาดเราทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาค
ไม่ต่ำกว่าสามแสนล้านบาทในแต่ละ
ให้ได้รับ "การศึกษา" ทุกระดับ ประมาณปีละ 17 ล้านคน
http://www.moe.go.th/ data_stat/
โดยเฉพาะปีนี้เราลงทุนถึงสี่แสน สามหมื่นล้านบาท
เฉลี่ยเราลงทุนในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเยาวชน
คนละ 70 ล้านบาทต่อวัน
สรุป : สูญเปล่า "ด้านการศึกษา"
แต่กลับส่งเสริม "ชนชั้น" มากขึ้น
เราจึงได้พวกหลงตนเอง(be proud of oneself)มากขึ้น
ส่งเสริมอัตตา(Ego) ของพวกนักการศึกษาเพิ่มขึ้น
ขนาดคณบดี อธิการบดียังคิดว่าตัวเองสำคัญก ว่าประชาชนทั่วไป
ทุกคนไม่ควรมีสิทธิมีเสียงเท่าค นอื่น
แล้วจะนับประสาอะไรกับนักศึกษา อาจารย์ธรรมดา
จะไม่คิดตามไปด้วยเล่า !!!!!
เพราะปลูกฝังกันมาโดยไม่รู้ตัว
ก็หวังว่าปี 2557 จะเป็นปีแห่งการทบทวน
เพื่อแก้ไข "สิ่งผิดพลาด" อย่างแท้จริง
หวังไปอย่างนั้นแหละครับ.
โดยเฉพาะปีนี้เราลงทุนถึงสี่แสน
เฉลี่ยเราลงทุนในการจัดการศึกษา
คนละ 70 ล้านบาทต่อวัน
สรุป : สูญเปล่า "ด้านการศึกษา"
แต่กลับส่งเสริม "ชนชั้น" มากขึ้น
เราจึงได้พวกหลงตนเอง(be proud of oneself)มากขึ้น
ส่งเสริมอัตตา(Ego) ของพวกนักการศึกษาเพิ่มขึ้น
ขนาดคณบดี อธิการบดียังคิดว่าตัวเองสำคัญก
ทุกคนไม่ควรมีสิทธิมีเสียงเท่าค
แล้วจะนับประสาอะไรกับนักศึกษา อาจารย์ธรรมดา
จะไม่คิดตามไปด้วยเล่า !!!!!
เพราะปลูกฝังกันมาโดยไม่รู้ตัว
ก็หวังว่าปี 2557 จะเป็นปีแห่งการทบทวน
เพื่อแก้ไข "สิ่งผิดพลาด" อย่างแท้จริง
หวังไปอย่างนั้นแหละครับ.
:::: โรงเรียนดี มีคุณภาพ ::::
รายงานผลการทดสอบมาตรฐานแห่งชาติ (O-net)
ของโรงเรียนต่างๆ ที่ได้มาจากที่ต่างๆ เช่น
สำนักงานทดสอบแห่งชาติ (สทศ)
หรือ มาจากการประเมินคุณภาพการจัดการศึกษา
ไม่ว่าจะเป็นของหน่วยงานต้นสังกัด หรือ ของ สมศ.
บอกได้แต่เพียงว่าโรงเรียนไหนได้คะแนน
แต่ละวิชาอยู่ระดับใดเท่านั้น
แต่ยังไม่สามารถสรุปถึงคุณภาพที่แท้จริงได้
เพราะคะแนนเหล่านี้มีตัวแปรมากมาย
ที่อาจไม่ใช่ผลการจัดการเรียนการสอนของครูที่แท้จริง
ซึ่งอาจจะมาจากการติวกับเพื่อน
หรือ มาจากการติวข้อทดสอบ O-net ก่อนการสอบก็ได้
หรือ มาจากการเรียนพิเศษ (กวดวิชา) ในยามเย็น
หรือ จากสถาบันกวดวิชาในวันเสาร์อาทิตย์ก็ได้
หรือ ผู้ประเมินตรวจสอบให้คะแนนตามความรู้สึก
มากกว่าประเมินไปตามหลักวิชา หรือเกณฑ์
และสภาพการทำงานที่แท้จริงของโรงเรียน
.......................
ซึ่ง...รายงานพวกนี้ไม่สามารถบอกได้ว่า โรงเรียนไหน
มีครูที่ดูแลเอาใจใส่นักเรียนด้วยความรัก
และคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อ
แบบเรียน แบบฝึกหัด เทคนิคการสอน
หรือนวัตกรรมอื่นๆ เพื่อช่วยในการเรียนรู้ของนักเรียน
แต่...จากประสบการณ์ของผมที่ได้เคยไปพบเห็นโรงเรียนต่างๆ
ทั้งในฐานะผู้ทำงาน ผู้ตรวจ ผู้ประเมิน ที่ปรึกษา และอาคันตุกะ
ผมสามารถชี้แนะได้เลยว่า "โรงเรียนที่ดี มีคุณภาพจริง"
สามารถดูได้จากสายตาคร่าวๆ ดังนี้
1. พนักงานในสำนักงานอำนวยการ / ธุรการ มีความเป็นมิตร
2. ยอมให้เข้าเยี่ยมห้องเรียนต่างๆ ได้เสมอทุกเวลา
3. ครูยิ้มแย้มสอนด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆ เสียงไม่สูง ไม่เข้ม
4. ผู้บริหารมักชอบเดินไปตามห้องเรียนทุกห้อง มากกว่าอยู่ที่ห้องทำงาน
และ โรงเรียนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้
ผมสามารถ "สัมผัส" ได้ถึงความสุข ความเชื่อมั่น
ความภูมิใจของนักเรียน และบุคลากรทุกคน
จากน้ำเสียง และกิริยาท่าทางได้
และเมื่อย้อนกลับไปดูรายงานจะเห็นโรงเรียนเหล่านี้
มักมีคะแนนผลการทดสอบแต่ละเรื่อง หรือแต่ละวิชา
อยู่ในเกณฑ์ดีไปด้วย
และเมื่อสอบถามประชาชนทั่วไป หรือศิษย์เก่า
มักตอบเป็นเสียงเดียวกัน ด้วยความชื่นชม
ในอดีตย้อนหลัง 20 ปีขึ้นไป
เรามีโรงเรียนแบบนี้มากมาย หลากหลายทั่วประเทศ
แต่...ตอนนี้หายากจริงๆ ครับ.
วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556
อย่า "ฝันเฟื่อง" สร้างสรรค์สังคม ให้ทุกคนเป็น "คนดี"
มีหลายท่าน หลายคน ต่างมีจิตใจที่ปรารถนาดี อยากให้สังคมนี้สงบสุข รุ่งเรือง และมีแต่ "คนดี"
เมื่อก่อนสมัยที่ผมอายุยังน้อย ทำงานเป็น "ครูผู้สอน" ใหม่ๆผมก็คิดเช่นนั้น และลงมือแก้ไขพัฒนาเด็กอย่าง "ทุ่มเท"ผลที่ได้ คือ "น้อยนิด"
ตอนแรกก็น้อยใจ โทษระบบสังคมไม่ดี นักการเมืองไม่ดี กฏหมายไม่เข้มแข็ง ข้าราชการไม่เอาจริงรวมทั้งคนในสังคม "ไม่ค่อยมีคนดี" ทุกคน "มีจิตสำนึก" ที่ดีน้อย
แต่....ผมโชคดีที่ได้เรียนรู้หลักการ แนวคิดทางพุทธศาสนา "อย่างจริงจัง" มาตั้งแต่วัยเด็ก และต่อมาเมื่อมีประสบการณ์การทำงาน และชีวิตมากขึ้น จนกลายเป็น "ครูผู้ฝึก"
ผมจึงเข้าใจได้อย่าง "แจ่มแจ้ง" ว่า "ไม่มีทางทำได้"
เพราะ.....
1. คนทุกคน "เหมือนกัน" แต่...ไม่เท่ากัน
2. คนเราแปรเปลี่ยนเสมอ แม้ในวันหนึ่งๆ ก็ทำทั้ง "สุจริต" และ "ทุจริต" หรือ "กุศล" และ "อกุศล" เสมอ ไม่มีใครคงที่ตลอดไป
3. ดี-ชั่ว, ถูก-ผิด, ควร-ไม่ควร, ฯลฯ เป็นเรื่อง "สมมติ" ของสังคมหนึ่งๆ ของจริงชีวิตมนุษย์ มีแค่ "ทุกข์กับสุข" เท่านั้น
4. "คน" ย่อมทำผิดได้ พลาดได้ พลั้งได้ เผลอได้ ทุกคน
เมื่อผม "เข้าใจ" แล้ว ผมก็ยอมรับว่า สังคมอย่างไรๆ ก็ "แตกต่างกัน"ไม่มีทางทำให้สังคมของคน "มีแต่คนดี" หรือ ทำให้ทุกคน "เสมอกัน" ได้
แม้...คนใน "วงการศึกษา" หรือ "วงการพระภิกษุ" ที่ผมเคยอยู่ด้วย ทำงานด้วย ก็เป็น "คน" ที่สังคมเชื่อว่าเป็นปัญญาชน มีจิตใจที่ดีกว่าใคร ก็ยังมีทั้ง "คนขี้เกียจ" , "คนเอาเปรียบ" , "คนขี้โกง" "คนเหลวไหล" , "คนบ้ากาม" ,คนขยัน" , "คนเป็นครู" , "พระทุศีล" ฯลฯ
ทั้งๆที่คนในวงการศึกษา วงการพระ สังคมมอบให้มีหน้าที่ "สอน" และ "ฝึก" ผู้เยาว์ ให้เจริญเติบโตทั้งสติปัญญา และจิตใจด้วย "ความเมตตา" และ "ให้โอกาส" เด็กแก้ไขพัฒนาตนเองเขาเหล่านั้น ก็ยังทำหน้าที่นี้ไม่ได้เต็มที่เลย แถมบางคนยัง "ทำลาย" อนาคตของผู้เยาว์อีก.
แล้วนับประสาอะไรกับ "สังคม" ที่ใหญ่เป็น "ประเทศ"จะไม่มีคนประเภทต่าง ๆ เหล่านั้นได้
ขอเพียงแต่ว่า......
สังคมที่ดี คือ คนในสังคมนั้นต่าง"ใจกว้าง" และ "อดทน" เห็น "คนเป็นคน" "ให้โอกาส" ทุกคนพัฒนาปรับปรุงตัวเองได้ไม่ดูถูกเหยียดหยาม กดขี่ชนชั้นวรรณะ
รวมทั้งเพียงแค่ "ผู้นำ" ในสังคมทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีจิตใจเสียสละ หรือถือศีลห้าก้ได้
แล้วทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เต็มที่ที่สุด
ทำทุกอย่างด้วย "ใจรัก" และมี "น้ำใจ" รวมทั้ง "เห็นใจ" ต่อกัน
ทำทุกอย่างด้วย "ใจรัก" และมี "น้ำใจ" รวมทั้ง "เห็นใจ" ต่อกัน
ไม่ "ฝันเฟื่อง" ถึงสังคม แบบ "ยูโทเปีย" หรือ "พระศรีอาริย์" เลย
เท่านี้ก็เป็นการ "พอเพียง" แล้วครับ
วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556
ความในใจที่ “เสียดาย และเสียใจ” ๓
ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก จนกระทั่งโตขึ้นมา จนเป็นครูปีแรก ผมก็เชื่ออย่างที่คนส่วนมากสอนให้เชื่อ คือ “มุ่งเป็นคนดี” พยายามเป็นลูกที่ดี
เป็นศิษย์ที่ดี เป็นพี่ที่ดี เป็นน้องที่ดี เป็นสามเณรที่ดี พระที่ดี และสุดท้ายเป็นครูดี
แต่หลังจากที่ผมเป็นครูไปได้ ๑ ภาคเรียนการศึกษา และจากแนวคิดอิทธิพลของหนังสือ “ชีวิต :เสรีภาพ : ปรัชญาการศึกษาแบบซัมเมอร์ฮิล” ของ เอ เอส นีล
รวมทั้งแนวคิดที่ได้รับจากแนวจิตวิทยาการศึกษาของ สกินเนอร์ ทำให้ผมเปลี่ยนแนวความคิดการจัดการเรียนการสอนเป็นการสอนการเรียนตามธรรมชาติ
และศักยภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ส่วนการพัฒนานิสัยจิตใจเด็ก ผมไม่มุ่งให้นักเรียนเป็นคนดี และผมก็ไม่เคยคิดจะเป็นครูดีอีก นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
แต่...ผมมุ่งให้เด็ก หรือคนที่ยอมให้ผมแนะนำ ฝึกฝน
อบรมให้ เป็นคน “ที่รู้จักกาลเทศะบุคคล” และผมจะพัฒนาทักษะคนเหล่านั้นให้เป็นไปตาม “เป้าหมาย”
ที่เขาตัดสินใจเลือก ไม่สอนหรือบังคับคนเหล่านั้นให้เป็นไปตามที่ผมคาดหวังอีก แต่เมื่อนักเรียนตัดสินใจเลือกแล้ว ผมจะเคี่ยวเข็ญเอาจริงทุกวัน จนกว่าจะถึงวันสอบไล่ปลายภาคเรียนที่เป็นอันสิ้นสุดภารกิจที่ผมรับผิดชอบ ผมถึงจะเลิกเคี่ยวเข็ญ
และเมื่อสิ้นสุดภาคเรียน หรือปีการศึกษา ผมจะหาทางไปเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อตัดใจลืม
ไม่อาลัยอาวรณ์ว่านั่นก็ยังไม่ได้ทำ
นี่ก็ยังไม่ได้ทำ ผมถือว่าผมทำเต็มที่อย่างจริงจัง จะได้ผลเท่าไหร่ก็ช่าง แต่สมัยเป็นนักศึกษา และเป็นครูใหม่ๆ ตอนนั้นคาดหวังไว้สูง ประเภท หวัง 100 % ทำ ๑๐๐ % อยากได้ 150
% ทำนองนั้นและครับ เป็นครูหลายปีจึงเข้าใจความจริง และทำใจได้ในที่สุด
และหลายปีต่อมา ผมจึงนึกขึ้นได้ว่า สิ่งที่ผมทำ
ก็คือ สัปปุริสธรรม ๗ ของพระพุทธองค์ ที่ผมเรียนนวโกวาทมาสมัยเป็นเณรปีแรกนั่นเอง (ใกล้ตัวกินด่างนะเรานี่) เพราะสัปปุริสธรรม ท่านแปลว่า ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ หรือ คุณสมบัติของคนดี, ธรรมของคนดี มี ๗ ประการ คือ ธัมมัญญุตา-รู้จักเหตุ, อัตถัญญุตา – รู้จักผล, อัตตัญญุตา- รู้จักตน, มัตตัญญุตา-รู้จักประมาณ, กาลัญญุตา-รู้จักกาล,
ปริสัญญุตา-รู้จักชุมชนหรือประชุมชน, และปุคคลัญญุตา-รู้จักบุคคล ถ้าทุกคนทำตามนี้ก็ชื่อว่า “เป็นคนดี” โดยอัตโนมัติ
ตอนหลังผมจะทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท ผมก็เลยเลือกเรื่องนี้เป็นหัวข้อ เพราะผมแทบจะเข้าใจ สามารถโยงไปได้ทุกเรื่องในชีวิตจริง
เพราะถ้าทุกคนมีหลัก มีแนวคิดจุดยืน มีเหตุผล
และรู้จักกาลเทศะบุคคล(จะเรียกสมานัตตาก็ได้) ก็แทบจะไม่มีปัญหาในการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคมเป็นแน่ และถ้ายิ่งมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน รวมทั้งพยายามพัฒนาคุณลักษณะตัวเองให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น ชีวิตของผู้นั้นก็ย่อมเจริญรุ่งเรือง
ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน (แต่จะยั่งยืนยาวแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเวรกรรมเก่าที่จะมาตัดรอนหรือไม่)
และเมื่อผมทดลองทำมา ทั้งตัวผมและนักเรียนที่ถูกฝึกอย่างจริงจัง ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี มีชีวิตที่มั่นคงอย่างมีความสุขด้วยกันเกือบทุกคน
แต่....การตั้งใจมุ่งมั่นเป็น "คนดี" อยากเจอแต่คนดี อยากให้ทุกคนเป็นคนดี กลับทำให้ชีวิตมีแต่ความเครียด เก็บกด อยู่แต่ในโลกความฝัน ไม่ยอมรับความจริงที่อยู่ข้างหน้าว่า "คน ก็คือ คน" ที่สามารถทำผิดได้ พลาดได้ พลั้งได้ เผลอได้ แม้ว่าตั้งใจจะไม่ให้เกิดเลยก็ตาม
ถามทุกคน หรือเพื่อนสนิทลับหลังว่าเป็นอย่างนั้นไหม หรือถามตัวเองก็ได้ว่า ในชีวิตเคยทำผิด ทำพลาด ในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ(ถ้าเปิดเผย) หรือเปล่า อย่างพวกดารา หรือคนมีชื่อเสียงส่วนมาก เบื้องหลังสกปรกโสมมยิ่งกว่าชาวบ้านธรรมดาเสียอีก
แต่....การตั้งใจมุ่งมั่นเป็น "คนดี" อยากเจอแต่คนดี อยากให้ทุกคนเป็นคนดี กลับทำให้ชีวิตมีแต่ความเครียด เก็บกด อยู่แต่ในโลกความฝัน ไม่ยอมรับความจริงที่อยู่ข้างหน้าว่า "คน ก็คือ คน" ที่สามารถทำผิดได้ พลาดได้ พลั้งได้ เผลอได้ แม้ว่าตั้งใจจะไม่ให้เกิดเลยก็ตาม
ถามทุกคน หรือเพื่อนสนิทลับหลังว่าเป็นอย่างนั้นไหม หรือถามตัวเองก็ได้ว่า ในชีวิตเคยทำผิด ทำพลาด ในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ(ถ้าเปิดเผย) หรือเปล่า อย่างพวกดารา หรือคนมีชื่อเสียงส่วนมาก เบื้องหลังสกปรกโสมมยิ่งกว่าชาวบ้านธรรมดาเสียอีก
เช่นเดียวกับสังคม และประเทศชาติ ถ้าสังคมใดทำให้คนในสังคมนั้นเลือกรูปแบบการปกครองที่เชื่อกันว่าเหมาะกับคนในสังคมนั้นด้วยความสมัครใจ แล้วทำให้เข้าใจหลัก
แนวคิดจุดยืน เหตุผล
และยอมรับกติกาที่ร่วมกันสร้างขึ้น
โดยไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ก็แทบกล่าวได้ว่าสังคมนั้นจะไม่มีปัญหาในการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับคนในสังคมเป็นแน่
แต่ที่สังคมไทยมีปัญหาในตอนนี้ ก็เพราะเราเปลี่ยนรัฐธรรมนูญมาแล้วเกือบจะ ๒๐
ครั้งแล้ว ยังไม่นิ่งสักที และที่คิดกฎหมายขึ้นมา ก็มีผู้ที่คิดว่าตนเองดีกว่า เก่งกว่า
มากำหนดให้ทุกครั้งไป
โอกาสที่คนในสังคมจะช่วยกันร่างขึ้นมาแทบจะไม่มีเลย นี่ก็คิดจะเปลี่ยนกติกาอันอีกแล้ว ก็ถ้าตัวเองเก่งกว่า ดีกว่าประชาชนทั่วไป ทำไมไม่ทำให้เสียเสร็จสิ้นไปเล่า พอไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ ก็พาลพะโล
ยกเลิก ฉีกทิ้ง เขียนใหม่อยู่นั่นแหละ ถ้าไม่อยากให้ชาวบ้านธรรมดามีโอกาสบริหารประเทศ แน่จริงก็เขียนห้ามไปเลย ให้เฉพาะพวกกูที่เป็นได้ แต่ก็ต้องปราบประชาชนให้อยู่ให้ได้นะ จะฉีกทิ้ง
จะเขียนใหม่ ก็อ้างเรื่องคนดี คนชั่ว
คนโกง เห็นปฏิวัติทีไรก็อ้างอย่างนี้ทุกที ทำแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะดีขึ้นจริงๆ สักที นี่ก็เพิ่งปฏิวัติ เขียนกติกาใหม่มายังไม่ถึงสิบปี จะเอาอีกแล้วหรือ
ถามจริงๆ ยังไม่ได้ “สติ” กันอีกหรือครับ, ไอ้พวกใจ
“อวิชชา” มืดบอด บอดตัวเองไม่พอ ยังทำให้สังคมมืดบอดไปด้วย
ตกลงสักทีได้ไหม ว่าเมืองไทยจะเอาระบอบการปกครองแบบไหนกันแน่
? คนในสังคมจะได้ไม่วุ่นวาย สร้างความเกลียดชังแก่กันและกัน
ที่จริงสังคมที่จะเลือกระบอบประชาธิปไตยมาใช้เป็นรูปในการปกครองจนมีประสิทธิภาพได้นั้น คนในสังคมนั้นต้องมีคุณลักษณะกล้าหาญ เชื่อมั่นตนเอง
พึ่งพาตนเอง ชอบทำงาน
ไม่เชื่อเรื่องโชคชะตาสิ่งศักดิ์ และที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ยอมให้ใครมาละเมิด
สิทธิ เสรีภาพของตัวเอง และตัวเองก็ไม่ไปละเมิดสิทธิ
เสรีภาพคนอื่นเช่นกัน เป็นสุภาพชนที่รู้จักให้เกียรติผู้อื่น และเกียรติตนเอง
จากคุณลักษณะของไทยที่ผ่านมา จริงๆแล้วระบอบประชาธิปไตยก็ยังไม่เหมาะกับคนในสังคมไทยเท่าไหร่ เพราะคนไทยถูกสอนให้เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่กว่า สอนให้อ่อนน้อมถ่อมตน จึงกลายเป็นคนอดทน หรือไม่ก็เก็บกดไปเลย ดูเหมือนจะขี้เกรงใจ แต่จริงๆไม่ใช่ คนไทยส่วนมากกลัวคนมีอำนาจ แต่กลับชอบข่มเหงคนอ่อนแอ ถ้ายิ่งเจอคนไม่สู้ยิ่งข่มเหงมากขึ้น และเป็นประเภทดีต่อหน้า แต่ลับหลัง บ่น โวยวาย ด่าสารพัด ดีแต่พูดวิจารณ์ ทำไม่เป็น
ที่จริงทั่วโลก ทุกประเทศก็คล้ายกัน คือ
มักมีพวกที่คิดว่าตัวเองกว่า
ดีกว่า
อยากเป็นคนชี้นำคนอื่น
สั่งคนอื่น อยากมีอำนาจควบคุมคนอื่นให้ทำตามที่ตนเองคิดหรือเชื่อ และเมื่อทำได้แล้วก็มักหลงตนเอง บ้าอำนาจ
มัวเมาอำนาจ คำสรรเสริญเยินยอ บ้าสมบัติผลประโยชน์ อยากได้แต่เพียงผู้เดียว ทุกคนต้องทำเพื่อฉัน แบละครอบครัวฉัน ซึ่งนานๆเข้าก็มักกดขี่ข่มเหงมากขึ้น และพวกลูกน้องผู้นำ ก็มักผสมโรงรีดนาทาเร้น เหยียดหยามประชาชนทั่วไปว่าเป็นพวกชั้นสอง ใครทำมาหากินได้ ต้องมาแบ่งให้พวกตัวเอง
แต่เนื่องจากระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่เลวน้อยที่สุด ฆ่ากันตายน้อยที่สุด
เพราะเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ดีที่สุด เท่าที่คนคนนั้นเลือก
ชาวโลกทั่วไปจึงใฝ่ฝันอยากมีสังคมแบบนั้นบ้าง แต่พวกผู้มีอำนาจอยู่ในขณะนั้นก็จะสกัดกั้นทุกวิถีทางไม่ให้คนในประเทศของกู สังคมของฉัน
มีอิสรเสรี มีบทบาท มีอำนาจบ้าง
ผมจึง “เสียดาย และเสียใจ” ที่บ้านเมืองไทยในขณะนี้ ก็กำลังมีสภาพเช่นนั้น ถ้าชนชั้นนำ และพวกพ้องยังหวงอำนาจ โลภอยากได้ผลประโยชน์ รับรองว่าวันหนึ่งสังคมไทย ต้องลุกมาฆ่ากันเอง เหมือนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ถ้าผู้นำมีจิตใจรักประชาชนจริง เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ว่าสามารถพัฒนาตนเองได้ เหมือนประธานาธิบดียอร์ช วอชิงตัน ที่ไม่ยอมสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์
ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศแรกที่ให้เสรีภาพแก่มนุษย์เลือกทางเดินของตัว
ผมฝันอยากเห็นสังคมไทย มีผู้นำแบบท่านยอร์ช วอชิงตันจัง, แต่คงยากเพราะชนชั้นนำของสังคมไทยตอนนี้ เหมือนพวกซูสีไทเฮาเป๊ะเลย, ที่ยิ่งกว่า
คือ สามารถควบคุมโฆษณาหลอกคนทั้งสังคมไทยว่าตัวเองและพวกตัวเองเป็นคนดี มีคุณธรรมสูงส่ง แต่ขอโทษเถอะ แม้กระทั่งศีล 5 ยังรักษาไม่ได้เลย, ชอบแนะให้คนไทยเจียมตัว อย่าอยากรวย
อย่าใช้ของฟุ่มเฟือยเกินฐานะ อย่าเป็นทุนนิยมสามานย์ แต่ชนชั้นนำกลับลงทุนทำธุรกิจทั้งในประเทศ และทั่วโลก มีสมบัติมากมาย สามารถไปสร้างสวนสนุกที่ประเทศต่างๆ ได้หลายแห่ง ขนาดฝรั่งยังบอกว่ารวยมากที่สุดเป็นอันดับ 2
ของผู้นำโลกเลย ไม่น่าเชื่อจริงๆ.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)