วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สำหรับผู้มีใจเป็น "กลาง" หรือมี "ธรรมะ" ในหัวใจ

ผู้มีใจเป็นกลางจริง มีใจเป็น "ธรรมะ" จริง
ทุกคนจะเห็นตรงกันว่า สิ่งต่างๆที่มีผู้อ้างว่า "เป็นคนกลาง"
จะมาจะทำให้สังคมนี้สงบสุข
แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่อ้าง
เพราะสังคมยิ่งไม่สงบสุขแต่อย่างใด
มีแต่จะเพิ่มความขัดแย้ง ข่มเหงมากขึ้น

..................

เพราะ....
มัวแต่ไล่ล่าคน จับกุม กักกันตัว คนอีกฝ่ายหนึ่ง
ที่คิดเห็นต่างกับตัว และไม่เห็นด้วยกับม็อบ กปปส.
แต่...คนฝ่ายม็อบ กปปส. กลับไม่ทำอะไรเลย
สิ่งที่เคยต่อต้านรัฐบาลเก่า แต่พวกของตัวเองกลับทำหมด
เท่านั้นเอง .....????????

...................

สรุป : การยึดอำนาจครั้งนี้ ทำเพื่อฝ่ายของตนให้มีอำนาจ
ทำลายฝ่ายที่เรียกว่า "พวกเสื้อแดง" นั่นเอง ไม่ให้ต่อต้านพวกตัว

..............

คำถามมากมายจึงอื้ออึงขึ้นทุกวัน
เพราะ "อคติ และความเกลียดชัง"
และการดูถูกเหยียดหยาม ยั่วยุ
ของพวกที่เรียกตัวเองว่า "ชายชาติ....."

เอวัง....ประเทศไทย สังคมพุทธ.

เตือน "สติ" ให้ฉุกคิด

มีหลายคนห่วงใยผม เขียนมาเตือนผมให้ระวังภัยต่างๆ

ผมจึงขอถือโอกาสนี้ชี้แจงว่า การที่ผมเขียนสิ่งต่างๆ นั้น
ผมเขียนจากใจ  ที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในระบอบการปกครองไหนว่าดีที่สุด

.....
1. ผมไม่คิดหรือต่อต้านการรัฐประหาร เพราะ....ผมไม่เชื่อว่าจะมีระบอบการปกครองไหนดีที่สุดในโลก ที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดี คนเก่ง ได้รับความยุติธรรม ได้รับการบริการที่ดีที่สุดจากระบอบการปกครองต่างๆ ผมจึงไม่คิดจะสู้หรือ เพื่อต่อต้านการปกครองใดๆ ทุกรูปแบบ ถ้าจะสู้หรือต่อต้านก็จะทำเพื่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น.

......
2. ผมไม่คิดที่จะปลุกระดมให้ใครต่อใครเกลียดชังรัฐประหาร หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เพราะ.....ผมเชื่อว่า ในโลกนี้ไม่มีคนดีที่สุด เลวที่สุด ทุกคนทำทั้งความดี ความไม่ดีสลับกันไปทั้งวัน เนื่องจากทุกคน คือ "คน" จนกว่าคนคนนั้นเป็นพระอรหันต์ จึงไม่ทำผิดเลย เพราะท่านปราศจากกิเลสตัณหาแล้ว

....................

แต่....ผมมีเจตนาเตือน "สติ" เพื่อนๆและคนที่ผมรัก ห่วงใย ดังนี้

1. เตือน "สติ" คนที่มีความคิดเห็นศรัทธาต่อพวกที่มาต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขาไม่ชอบ โดยอ้างเหตุผลต่างๆนานาว่าโกง ทุจริต เลวอย่างนั้นอย่างนี้

แต่.....กลับการกระทำของรัฐบาลหรือพวกที่ตนเองชอบ ทำอย่างเดียวกันหรือยิ่งกว่า กลับนิ่งเฉยหรือสนับสนุน ผมไม่อยากเห็นเพื่อนผม คนที่ผมรัก มีจิตใจที่เคยชินต่อพฤติกรรม "สัปปลับ" หรือ "กลับกลอก" หรือ "ดัดจริต" หรือ "ตอแหล" หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นคน "สองมาตรฐาน หรือไร้มาตรฐาน" หรือ เป็นคน "ไม่มีหลักการ ไม่มีจุดยืน"

.....
2. เตือน "สติ" ว่า..... ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแบบไหน เมื่อคนได้ขึ้นมามีอำนาจมัก "หลงตน " หลงอำนาจ มัวเมาอำนาจ กอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัว หรือพวกพ้องทั้งนั้น แต่ระบอบประชาธิปไตยดีตรงที่ว่า "เลวร้ายน้อยกว่า" ทุกระบอบการปกครอง เพราะคนที่มีอำนาจอยู่ได้แค่ 4-5 ปี ก็ต้องมาให้ประชาชนเลือกใหม่ ไม่เหมือนระบอบอื่นๆ จะเปลี่ยนผู้นำที ต้องฆ่าฝ่ายตรงข้ามแบบล้างโคตร (เหมือนทุกวันนี้ที่ไล่ล่า จับกุม กักขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับตน)

.....
3. เตือน "สติ" ว่า...... การที่ประเทศใดจะปกครองในระบอบใด หรือมีบุคคลใดขึ้นมามีอำนาจยาวนาน ก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ต่อสู้เพื่อการปกครองนั้น หรือถูกบังคับให้จำยอม เช่น เกาหลีเหนือ ใครเห็นต่าง จับไปขังหรือยิงทิ้งทันที

.....
4. เตือน "สติ" ว่า....ถ้าเราเห็นด้วยกับการใช้อำนาจ "อาวุธ" มาบังคับคนในสังคม ต่อไปคนในสังคมนี้ก็จะไม่นิยมใช้หลักการ กฏระเบียบ ทุกคนก็จะใช้อิทธิพลของตนเรียกร้องให้ทุกคนยอมตัวเอง ใครไม่ยอมก็จะใช้กำลัง อำนาจข่มเหง บังคับใครต่อใคร แล้วที่เราช่วยกันสร้างสังคมนิติรัฐ นิติธรรม และคุณธรรมในจิตใจด้วยพุทธศาสนาด้วยความเหนื่อยยาก จะไม่สูญเปล่าหรือ ?

.....
5. เตือน "สติ" ว่า....ในฐานะที่ผมเป็น "ครู" ต่อไปผมก็ไม่สามารถสอนหรือแนะนำนักเรียนว่า ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มปากเต็มคำอีกแล้ว และถ้าเป็นอย่างนี้อีก ต่อไปผมก็จะแนะนำให้ใครต่อใครเลิกสอนอย่างนี้เหมือนกัน เพราะคนในสังคมนี้ไม่ชอบความเป็นประชาธิปไตย ไม่ชอบสังคมที่เป็นนิติรัฐ นิติธรรม

.....
6. สำหรับผม ผมเชื่อว่า การปกครองที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นได้จากบุคคลที่เห็นทุกอย่างในโลกเป็น "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" หรือ "ทุกสรรพสิ่งในโลกไม่มีสาระแก่นสาร" ตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพราะคนที่ไม่หลงตนเอง ไม่เมาตนเอง (สักกายทิฏฐิ) จึงจะเสียสละทำเพื่อผู้อื่น หรือสังคมด้วยเจตนาดีได้จริงๆ นอกนั้นไม่มีทาง

แต่.....ถ้ามีบุคคลใดป่าวประกาศว่าตนเองเป็นคนดี มีคุณธรรม ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ให้พึงรู้ว่าเขา "โกหก" ซึ่งจะเรียกบุคคลนั้นว่า "ตอแหล" หรือ "กาขาว" หรือ วิญญูชนจอมปลอม" หรืออะไร ฯลฯ ก็แล้วแต่จะเรียก

สรุป : ถ้ายังไม่ละสักกายทิฏฐิ จะไม่มีวันทำเพื่อผู้อื่นหรือส่วนรวมด้วยจิตใจที่เสียสละแต่อย่างใด จะมีแต่ผู้หวัง "ผลประโยชน์" ทางใดทางหนึ่งเท่านั้น

.......

จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

บ้านเมืองไม่สงบสุขเพราะ ?

ที่แชร์ และที่โพสต์
ถ้าผู้มีใจ "เป็นธรรม" มีธรรมะ(ความจริง)" ในหัวใจ
จะเห็นว่าบ้านเมืองที่ไม่สงบสุข
ไม่ใช่เพราะเห็นต่าง คิดต่าง
............

แต่...เป็นเพราะ
1. ดูถูกเหยียดหยามกัน
2. กดขี่ขูดรีด กลั่นแกล้งรังแกแต่พวกตรงกันข้าม
3. ไม่มีความยุติธรรม ตัดสินพวกตัวเองรอดเสมอ
............

จึงเป็นที่มาของบทสรุปได้แล้วว่า
ไม่มีผู้ "เป็นกลาง" ที่จะมารักษา
ความสงบเรียบร้อยให้ประเทศ จริงตามที่อ้าง

........

เพราะจริงๆ ก็เป็นพวกเดียวกันกับพวกที่มาก่อความไม่สงบกว่า 6 เดือน หรือ ตั้งแต่รัฐบาลที่ไม่ใช่พวกตัวเองขึ้นมาบริหารประเทศ
เพราะ......เห็นแต่หาเหตุมาประท้วง ชุมนุมต่อต้านอดีตรัฐบาลที่แล้วมาตลอด ถึงตอนนี้ก็มีแต่ไล่ล่า จับกุม กักขัง ปราบปรามไปทั่วประเทศต่อพวกที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองเท่านั้น

แม้คนที่ชูกระดาษต่อต้าน ท่านก็จับกุม ชาวต่างชาติซื้อเสื้อ ถือเสื้อท่านก็จับกุม คนพ่นสีรถท่านก็จับกุมว่าทำลายสิ่งของทางราชการ แต่คราวม็อบนายสุเทพ เผารถตำรวจ บุกยึดสถานที่ราชการ ปล้น และ ทำลายทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ ทั้งของทางราชการ และส่วนตัวมากมายนับไม่ถ้วน ท่านกลับไม่ทำอะไรเลย

แต่กลับพวกม็อบนายสุเทพ ไม่เห็นไล่ล่า จับกุม กักขัง ปราบปราม
ทั้งๆที่พวกนี้ ก่อความไม่สงบสุข ศาลอาญาก็อนุมัติหมายจับว่าเป็นกบฏ
แต่...กลับปล่อยตัวให้ไปเลี้่ยงฉลองชัยชนะอย่างลอยนวล

แล้วจะให้อีกพวกเขาไม่น้อยใจ คับแค้นใจได้อย่างไร
ที่เลือกปฏิบัติอย่างนี้

แต่จริงๆ เขาก็รู้ว่าท่านไม่ได้เลือกปฏิบัติหรอก
เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า "ท่านเป็นพวกเดียวกับม็อบ" นั่นเอง

เพียงแต่เขาต้องการ "แฉ" ให้ทุกคนทั่วไปรับรู้

และถ้าพวกท่านยังทำตามเหตุดังกล่าวข้างต้น 3 ข้อ
ท่านจะไม่มีวันรักษาความสงบเรียบร้อยได้เลย
เพราะท่านจะมีแต่ฆ่า ฆ่า ฆ่า เพื่อนพี่น้องประชาชนทุกวัน

.......

ผมยังไม่อยากเห็นสังคมไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
มีแต่เหตุการณ์แบบนี้ วุ่นวายเพราะฆ่ากัน ทำร้ายกัน

สงสารประเทศไทยครับ

การปกครองที่ให้ผลดี ตามแนวพระพุทธองค์

ในทัศนะผม
ใครจะนิยม หรือเลื่อมใสระบอบการปกครองไหนก็ได้
เพราะทุกการปกครองมีจุดเด่นจุดบกพร่องคนละแบบ
และผมเชื่อว่า "ไม่มีการปกครองไหนดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก"

...........

แต่....การปกครองที่ให้ได้ผลดี บ้านเมืองสงบสุข
ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ (ผู้สนใจศึกษารายละเอียดได้ที่
กูฎทันตสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ พระไตรปิฏกเล่มที่ 9)
ท่านเน้นให้เอา "เศรษฐกิจ" ขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญ
โดยท่านเน้นว่า ผู้ปกครอง หรือระบอบการปกครองใด ถ้า....

1. แจกพืชให้แก่กสิกรในชนบท ที่อุตสาหะประกอบอาชีพ
2. ให้ทุนแก่พ่อค้า ที่อุตสาหะในการค้า
3. ให้อาหารและค่าจ้าง(เงินเดือน)แก่ข้าราชการให้เพียงพอ

ทำอย่างนี้ พระราชทรัพย์(คลังหลวง)ก็จะเพิ่มพูน, ชนบทก็จะไม่มีเสี้ยนหนาม, มนุษย์ทั้งหลายก็จะรื่นเริงอุ้มบุตรให้ฟ้อนอยู่ที่อก ไม่ต้องปิดประตูเรือน. (กูฎทันตสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ พระไตรปิฏกเล่มที่ 9)

และยิ่งถ้าผู้บริหาร ผู้ปกครอง (รวมเจ้าหน้าที่ข้าราชการทุกคน) ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม 10 หรือจักรวรรดิ 12 ก็ยิ่งทำให้บ้านเมืองสงบสุข มั่นคงยาวนาน

.......

แต่...อนิจจา ไม่มีสังคมใดทำได้แบบนี้ เพราะเมื่อขึ้นสู่อำนาจ มัก "มัวเมาอำนาจ หลงตน ลืมตน ดูถูกคนที่ต่ำกว่า กลั่นแกล้งบีบคั้นคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ทำล้างล้างคนที่เป็นคู่แข่ง ขูดรีดกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเอง ครอบครัว และพวกพ้อง" ด้วยกันทั้งนั้น จึงพาทำให้สังคมวุ่นวายไม่รู้จักจบ

.......

พระพุทธองค์ทรงเห็นแต่สัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรม ท่านตรัสว่าถ้าสังคมใดมีธรรมเหล่านี้ สังคมนั้นจะไม่มีวันเสื่อม และอยู่เย็นเป็นสุขตลอดกาล

ซึ่งระบอบการปกครองที่พอใกล้เคียงสัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรม ก็เห็นแต่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น

.........

ซึ่งถ้าระบอบประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ข้าราชการ หรือผู้รับผิดชอบสามารถจัดการคนที่ทำผิดกฏหมายอย่างจริงจัง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หรือลูบหน้าปะจมูก หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันแล้ว ระบอบประชาธิปไตยก็สามารถทำให้สังคมสงบสุขได้ใกล้เคียงกับสัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรมของพระพุทธเจ้าแน่นอน

เพราะระบอบประชาธิปไตย จุดเด่นที่สุด คือ เห็นทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และเวลาเปลี่ยนแปลงผู้นำ หรือผู้บริหาร ไม่ต้องไลล่า จับกุม ทำลาย หรือฆ่าล้างโคตรเหง้าเหล่ากอคนที่ไม่ใช่พวกตัว เหมือนระบอบการปกครองอื่นๆ

.......

ทุกท่าน พอจะเทียบระบอบการปกครอง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้กับทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ว่าจะทำให้สงบสุขเป็นไปตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้หรือไม่.

ทุกท่านถ้าใจพอมี "ธรรมะ"บ้าง หรือไม่มี "อคติ" จนเกินไป
ทุกท่านคงได้บทสรุปแน่นอน.

รูปแบบการปกครองในสมัยพุทธกาล

รูปแบบการปกครองของบ้านเมือง แว่นแคว้นต่างๆ ในสมัยพุทธกาลนั้น พอจะจำแนกรูปแบบการปกครองออกเป็น ๒ รูปแบบ คือ แบบสมบูรณาญาสิทธิราช (ราชาธิปไตย) และแบบสหพันธ์รัฐ (สามัคคีธรรม) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

๑) แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarchical State) คือรัฐที่ให้อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองบ้านเมืองขึ้นอยู่กับกษัตริย์โดยตรง ตำแหน่งที่ลดหลั่นลงมาคือ ปุโรหิต เสนาบดี แต่ส่วนย่อยมีสภาการปกครองจากจุดย่อย คือ คาม นิคม ชนบท ระดับชนบทยังมีหัวหน้าทำนองเจ้าประเทศราชปกครองอีกด้วยแต่บางครั้ง อาจทรงมอบหมายอำนาจให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ หรือปุโรหิต ข้าราชบริพารไปปฏิบัติแทนได้ ประมุขของรัฐ เรียกว่า ราชา รัฐที่ปกครองในระบบนี้มีแคว้นมคธ โกศล อวันตี และวังสะ การสืบทอดอำนาจมักจะสืบทอดโดยสายเลือด เช่น จากพ่อไปสู่ลูก หรือหลาน

๒) แบบสหพันธรัฐ (Republic State) หรือสามัคคีธรรม (ประชาธิปไตย) คือรัฐที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองมิได้อยู่ที่ประมุขของรัฐแต่เพียงผู้เดียว มีการสับเปลี่ยนกันเป็นพระราชาของสาธารณรัฐ ตำแหน่งนี้มิได้เป็นตำแหน่งที่ได้โดยการสืบสายโลหิต สมาชิกของที่ประชุมคนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ รัฐแบบนี้มีสภาหรือสังฆะ เป็นผู้กำหนดนโยบายและมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง สภาจะทำหน้าที่เลือกสมาชิกมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า ราชา เช่น รัฐวัชชี รัฐมัลละ รัฐสักกะ เป็นต้น เป็นการรวมกันของหลาย ๆ รัฐแล้วเลือกผู้นำเข้ามา บริหารจัดการ ซึ่งเทียบเท่ากับระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน กล่าวคือการปกครอง การกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การตัดสิน ปัญหาต่างๆผู้ปกครองจะกระทำโดยมีการปรึกษาหารือกันก่อนมีการถือเสียงส่วนมากในการตัดสิน

ทั้ง ๒ รูปแบบนั้น ต่างก็อยากขยายเมือง หรืออำนาจให้แคว้นอื่นๆยำเกรง โดยรัฐที่มีแสนยานุภาพมาก จะยกทัพไปตีแคว้นอื่นๆ ถ้าชนะมีอำนาจเหนือรัฐอื่น ๆ ผู้ปกครองจะใช้คำว่า มหาราชา หรือพระเจ้าจักรพรรดิ เช่นปลายสมัยพุทธกาล แคว้นมคธสามารถตีเมืองอังวะและวัชชีไว้ในอำนาจได้

รูปแบบทางการเมืองการปกครองในสมัยพุทธกาลนั้นไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเมือง หรือนครรัฐนั้น ๆ เช่น บ้านขาณุมัต ซึ่งปกครองในรูปแบบพิเศษที่พระราชามอบให้เป็นรางวัล หรือพรหมไทย หรือในกรณีที่พวกพราหมณ์ปกครองเมือง เช่น กรุงเวฏฐทีปกะ ซึ่งปรากฏตอนที่ยกทัพเพื่อมาชิงพระบรมสารีริกธาตุ เป็น ๑ ใน ๘ เมืองที่ได้รับการแบ่งปันซึ่งปกติจะเป็นหน้าที่ของสถาบันกษัตริย์ในการปกครองสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีความเหลื่อมล้ำสูงต่ำต่างกัน ลักษณะทางการเมืองการปกครองจึงขาดเอกภาพมีการแบ่งรัฐใหญ่ รัฐเล็กกระจัดกระจายกันออกไป รัฐเหล่านี้ปกครองโดยราชา ซึ่งได้อำนาจมาโดยการสืบตระกูลบ้าง โดยการอาศัยการคัดเลือกจากนักรบบ้าง

แม้ว่าในสมัยพุทธกาลจะมีถึง ๒๑ แคว้น (รัฐ) โดยแบ่งรัฐมหาอำนาจออกเป็น ๔ รัฐ รัฐขนาดกลาง ๑๒ รัฐ และรัฐขนาดเล็กอีก ๕ รัฐ ตลอดพุทธกิจ ๔๕ พรรษาพระองค์ก็มิได้ทรงสนับสนุน หรือทรงตรัสแสดงแนวคิดถึงระบบการเมืองการปกครองในแง่มุมต่างๆอย่างชัดเจนโดยตรง อาจจะเป็นเพราะว่าท่านรู้ถึงความเป็นไปของวัฏสงสารอย่างแจ่มแจ้ง เดี๋ยวเมืองนั้นเจริญ เดี๋ยวเมืองนั้นเสื่อมไปตามกรรมของประชาชนและผู้นำ เช่น บ้านเมืองที่เจริญก็ย่อมหลงระเริงในความสุข ความอิ่มหนำสำราญ ไม่ช้าก็ก่อกรรมชั่ว เบียดเบียนกัน ดูถูกกัน ข่มเหงกัน และในที่สุดก็ต้องแตกแยกรบราฆ่าฟันกัน จนในที่สุดเมืองนั้นก็ล่มสลายลง แม้ในดินแดนประเทศไทย ก็มีอาณาจักรเก่าๆที่เคยเจริญรุ่งเรือง บัดนี้ก็เสื่อมสลายลงไปหมดแล้ว เช่น อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรเชียงแสน อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรโคตรบูร อาณาจักรละโว้ อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรทวาราวดี อาณาจักรที่เป็นตั้งเมืองพิมาย นครวัด ปัจจุบันเหลือแต่ซากกำแพงเมือง โบราณวัตถูที่เคยแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองมาแล้ว

กล่าวโดยสรุป พระพุทธศาสนาจึงเน้นการนำธรรมะ มาใช้ส่งเสริมระบอบการปกครองต่างๆ เช่น สาราณียธรรม 6 อปริหานิยธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 ราชสังคหวัตถุ 4 ทศพิธราชธรรม 10 จักรวรรดิวัตร 12 เพื่อใช้เป็นหลักของความดี ความถูกต้อง ความเสมอภาค ใช้เป็นหลักในการปกครอง เพื่อให้สังคมส่วนรวมมีความเป็นปกติสุข ไม่มีการแบ่งพรรค แบ่งพวก หรือชนชั้นวรรณะ สี ผิว ชาติ ตระกูล มีความสมานฉันท์ และคุ้มครองสิทธิของบุคคลทั่วไปให้ได้รับความเป็นธรรม ความเสมอภาคทางสังคมเท่าเทียมกัน หลักการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนาจึงยึดหลักการปกครองสายกลาง อหิงสา ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน ยึดหลักความถูกต้องเป็นหลัก คือ เป็นหลักธรรมาธิปไตยนั่นเอง

สังคมที่ดีนั้น จึงต้องมีกติกา และคนในสังคมต้องรักษากติกานั้น มีความเสมอภาคคือเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายได้รับความยุติธรรมจากกฎหมายเสมอหน้ากัน เพราะฉะนั้นความมีศีลและรักษาระเบียบวินัยเสมอกันจึงถือเป็นหลักสำคัญ ตัวอย่าง เช่น หลักทิฐิสามัญญตา คือ มีทิฐิ หรือทิฎฐิ มีความเห็น มีความเชื่อมั่น ยึดถือในหลักการ อุดมการณ์และอุดมคติที่ร่วมกันหรือสอดคล้องไปกันได้ คนในสังคมแบบนี้อย่างน้อยต้องมีความเห็นความเข้าใจและความเชื่อมั่นในหลักการ “คนสามารถมีศักยภาพเท่ากัน” ร่วมกัน

เสียดายสังคมไทย ภายใต้ร่มเงาพุทธศาสนา

ที่ผมเขียนสิ่งต่างๆนั้น
เพื่อเป็นการให้ข้อมูลอีกหนึ่งด้าน
เพื่อทุกท่านจะมองเห็นความจริง (ธรรมะ) ในอีกแง่มุมหนึ่ง

........
สำหรับผม
ผมไม่สนใจว่าประเทศไหนจะปกครองในรูปแบบใด
เพราะทุกระบบการปกครอง  ล้วนมีจุดเด่นจุดบกพร่องทั้งสิ้น
และอีกประการหนึ่ง  ผมเชื่อพระพุทธองค์ว่า
ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ล้วนเป็นวิบากกรรมทั้งนั้น
ไม่มีคำว่า "บังเอิญ"  หรือ "เหตุสุดวิสัย"

........
แต่ที่ผมเขียนนั้น
ตั้งใจ "สื่อสาร" ให้คนที่เป็น "เพื่อน" กัน  ให้เห็นว่า
ปัญหานั้นอยู่ที่ใด  เพื่อให้ทุกท่านไม่ต้องเป็นเหยื่อ
ของการโกหก  หลอกลวง  หรือหลงงมงายด้วยการโฆษณา

........
ปัญหาของบ้านเมืองไทยในขณะนี้  อยู่ที่ว่า
คนไทยส่วนมากสับสนกับการปกครองของประเทศไทย


ปากก็บอกว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย
และ เราก็ถูกสั่งสอนมาให้เรียนรู้  และเชื่อว่า
การปกครองในระบอบนี้ดีที่สุด เหมาะสมกับประเทศไทย

.........
แต่ในขณะเดียวกันก็มีการโฆษณาชวนเชื่อเสมอทุกวัน
ให้เกลียด "นักการเมือง"  ที่เป็นตัวแทนอาสามาทำงานให้ประชาชน
ตามหลักการระบอบประชาธิปไตย  ว่าเป็นคนไม่ดี  ตั้งใจมาโกง
มาทุจริต  คอรัปชั่น  สารพัดจะเลวทรามต่ำช้า

******
แต่....ในความเป็นจริง คนไม่ดี  คนโกง  คนทุจริตคอรัปชั่น
คนกลุั่นแกล้งกัน   มีทุกวงการ
โดยเฉพาะวงการข้าราชการทุกสังกัดมีมากกว่าใคร
ไปดูสถิติที่ฟ้องร้องยังศาลปกครอง หรือ ปปท. หรือ ปปช.
หรือ สตง. หรือหน่วยงาน อกพ.แต่ละกรมดูสิครับ
คดีมีมากมายมหาศาล  ผมเชื่อว่าสะสางตลอดชั่วอายุคนก็ไม่หมด

......
นั่นสิ ! แล้วทำไม ?  นักการเมืองต้องแพะรับบาปด้วย
ก็เพราะมีคนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งต้องการมีอำนาจรัฐแต่เพียงกลุ่มเดียว
ไม่ต้องการให้ประชาชนชั้นอื่นๆ  มาแบ่งปันอำนาจนั้นไป

เขาจึงสร้าง"แพะ" เพื่อไว้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ
จากประชาชนอย่างดูดีในสายตาคนทั่วไป

ท่านไม่สังเกตเห็นหรือว่า  จะยึดอำนาจแต่ละครั้ง
ต้องอ้างว่านักการเมืองเลวอย่างนั้น  อย่างนี้
แล้วก็ร่างกติกาใหม่เพื่อให้พวกตัวเองได้เปรียบเป็นผู้มีอำนาจต่อไป
แม้กติกาปัจจุบัน  ก็กันท่านักการเมืองไม่ให้มาแตะต้องพวกพ้อง
หรือผลประโยชน์ของตัวเองได้ง่ายๆ

........
แต่ท่านไม่เห็นหรือว่า  ยึดอำนาจไป  แก้กติกากี่ครั้ง  ก็ไม่เห็นสำเร็จสักที
และทำไมประชาชนส่วนมากไม่เลือกพวกพ้องคนยึดอำนาจล่ะ

เดี๋ยวก็มีคนมาแก้ต่างว่า  ก็นักการเมืองมันหาช่องโกงจนได้
ผมก็จะขอแย้งว่า  แล้วคนอื่น เช่น ข้าราชการไม่โกงบ้างหรือไง ?
มีข่าวมากมายว่าข้าราชการทุกประเภทต่างโกง และทุจริตคอรัปชั่นทั้งนั้น

......
ปากบอกว่า  เกลียดรัฐบาลทักษิณ  ยิ่งลักษณ์ที่โกง  แต่กลับรัฐอภิสิทธิ์  รัฐบาลสุรยุทธ์  รัฐบาลชวน  มีข่าวทุจริต โกงมากมาย  กลับ....เงียบ


ปากบอกว่า  เกลียดรัฐบาลทักษิณ  ยิ่งลักษณ์ที่กลั่นแกล้งโยกย้ายข้าราชการ   แต่กลับรัฐอภิสิทธิ์  รัฐบาลสุรยุทธ์  รัฐบาลชวน มีข่าวโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรมมากมาย(เช่นจ่าเพียร)  กลับ....เงียบ


ปากบอกว่า  เกลียดรัฐบาลทักษิณ  ยิ่งลักษณ์คิดโครงการประชานิยม  ทำลายระบบเศรษฐกิจ   แต่กลับรัฐอภิสิทธิ์  รัฐบาลสุรยุทธ์  รัฐบาลชวน  มีโครงการประชาชนิยมเช่นกันมากมาย   กลับ....เงียบ


ปากบอกว่า  เกลียดรัฐบาลทักษิณ  ยิ่งลักษณ์ที่ปราบผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา  แต่กลับรัฐอภิสิทธิ์  รัฐบาลสุรยุทธ์  รัฐบาลชวน  มีข่าวปราบผู้ชุมนุมด้วยอาวุธปืนมากมาย  กลับ....เงียบ

.....

ในใจผมยังคิดว่า  นี่เป็นกรรมของคนไทยในปัจจุบัน
ที่เคยไปยุแหย่ให้เมืองหนึ่งๆแตกสามัคคีกันหรือเปล่า  เช่น แคว้นมคธ ไปวางอุบายให้เมืองวัชชีแตกแยกกันหรือเปล่า ?

หรือเป็นกรรมที่เคยไปใส่ร้ายป้ายสีต่อผู้มีพระคุณที่เคยกอบกู้เอกราชให้ชาติเราว่าเป็นบ้า หรือเปล่า ?

.....
แต่...ที่แน่ๆ
ตอนนี้ประเทศเรามีลักษณะ "ตอแหลแลนด์"  มากขึ้นทุกวันแล้ว
ผมยังไม่อยากเห็นทุกท่านอยู่ในสังคมแบบนี้เลยครับ.

เป็นห่วงและเสียดายมาก
ที่แผ่นดินเราได้รับร่มเงา  คนมีชีวิตที่สงบเย็น
เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนามาดำรงชีวิต

เสียดายจริงๆ ครับ.

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

สังคมไทยน่าสมเพช ประชาชนน่าเวทนา

/// สังคมไทยน่าสมเพช ประชาชนน่าเวทนา  ///

จากเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านสายตาทุกท่าน มา 6 เดือนแล้ว ทั้งจากหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บบอร์ด และโลกในโซเชี่ยล ทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ เป็นต้น

ผมเชื่อว่า ถ้าท่านผู้ใดแค่รักความยุติธรรม หรือ ยอมรับว่าบ้านเมืองต้องมีกฏกติกาในการอยู่ร่วมกัน ย่อมเกิด “สติและ ปัญญาเห็นชัดถึงความเป็นไปที่ โกหก หลอกลวง ปลิ้นปล้อน สร้างภาพคนดี คนเลว (เหมือนฝ่ายเทพ-ฝ่ายมาร เมื่อปี 2535), เอาเปรียบ ขู่เข็ญ ตลบตะแลงตัดสินอีกฝ่ายหนึ่งผิดตลอดกาล อีกฝ่ายไม่ผิดอะไรเลยแม้จะทำกรรมบาปหยาบช้า ก่อความวุ่นวาย ฆาตกรรมผู้คนก็ตาม, โลภเอาแต่ได้ โกรธอาฆาตแค้น โมหะหลงเชื่อแบบขาดความยั้งคิด ของคนกลุ่มหนึ่งที่สร้าง ทุรเข็ญในสังคมไทย 

ทุกท่านคงเห็นด้วยสายตา ได้ยินกับหูแล้วว่า กลุ่มบุคคลที่อ้างว่าจะมากอบกู้บ้านเมือง จะมาปฏิรูปประเทศไทยให้ดีขึ้นนั้น แท้จริงเขาไม่ได้มาทำอย่างที่พูดสักนิดเดียว แต่เขากลับทำทุกอย่างให้บ้านเมืองวุ่นวาย สับสน ทั้งปิดล้อมสถานที่ราชการ บุกรุกทำลายทรัพย์สินทั้งของราชการและเอกชน ปิดถนน จนประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว เศรษฐกิจเสียหายอย่างมหาศาล 

แต่ที่น่าเกลียดมาก สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทย ก็เกิดขึ้น คือหน่วยงานราชการบางหน่วยทั้งทหาร องค์กรอิสระต่างๆ กลับคุ้มครองคนที่ก่อความเดือดร้อน กระทำการรุนแรง โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการคลี่คลายความเดือดร้อนนั้นๆ ทุกคนอ้างว่าอยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกหน่วยงานขององค์กรอิสระ และฝ่ายความมั่นคง กลับขัดขวางต่อต้านระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่น่าสมเพชใจมาก อยากได้ อำนาจจนทำลาย ความดีงามหมดสิ้น

***
สรุปกันง่ายๆ : ความวุ่นวายโกลาหลในบ้านเมืองของเราขณะนี้ สาเหตุมาจากมีบุคคลกลุ่มหนึ่ง ต้องการมีอำนาจในการบริหารปกครองประเทศแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่อยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองอย่างเด็ดขาด***

และเขาไม่ต้องการให้นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองจากพรรคไหนๆ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน คือ พรรคเพื่อไทย เข้ามา มีอำนาจอย่างแท้จริง 

เขาต้องการเป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว เขาอยากควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองนี้ ให้เป็นไปตามความคิด และความต้องการของเขา 100 เปอร์เซ็นต์

แต่...โชคร้ายของประเทศไทย และของเขา ที่เขาไม่สามารถทำได้ตามที่ต้องการ


สาเหตุที่เขาไม่สามารถทำได้ตามที่ต้องการ ก็เพราะคำว่า ระบอบประชาธิปไตยที่เขาได้ประกาศในรัฐธรรมนูญ และไปรับรองกับนานาชาติว่าประเทศไทยจะปกครองในระบอบนี้ 

เพราะสาเหตุนี้ สร้างปัญหาให้เขามาตลอด ทำให้เขาต้องยอมหน้าด้าน “ยึดอำนาจรัฐจากอำนาจประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ทุก 2-3 ปี (รวมที่เขาทำมา 18 ครั้ง) และเมื่อเขา ยึดอำนาจรัฐไปได้แบบเบ็ดเสร็จในแต่ละครั้งแล้ว เขาจะรีบปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารใหม่ และเอาคนของเขาเข้ามาดำรงตำแหน่งทุกภาคส่วนจนครอบคลุมทุกหน่วยงานราชการ แต่ถ้าอะไรที่รูปแบบโครงสร้างราชการเดิมๆ ไม่เอื้อให้ เขาก็จะจัดตั้งหน่วยงานนั้นเป็นองค์กรอิสระ หรือองค์การมหาชน เพื่อไม่ให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาเสวยอำนาจง่ายๆ หรือบริหารงานได้สะดวก ราบรื่น จนประชาชนศรัทธาวิธีการบริหาร การทำงานของนักการเมืองคนนั้น

แต่...โชคร้ายของประเทศไทย เมื่อเขาจำยอมต้องให้มีการเลือกตั้ง หลังจาก ยึดอำนาจรัฐไป เขาก็ไม่สามรถทนต่อกระแสกดกันจากนานาชาติได้ ต้องยอมให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อเลือกตั้งได้นักการเมืองเข้ามาแล้ว นักการเมืองก็ต้องทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ ไม่ช้านักการเมืองก็เปลี่ยนแปลงบุคคลตามตำแหน่งต่างๆ ที่เขาวางคนของเขาไว้ เพื่อสนองงานตามนโยบายการบริหารใหม่ พอผ่านไป 1 ปี 2 ปี คนของเขาถูกเปลี่ยนไปมาก ชักเหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ เขาก็จะทนไม่ได้ที่เขาไม่สามารถควบคุมอำนาจได้เต็มร้อยอีก 

เขาก็จะหาเรื่อง ยึดอำนาจรัฐอีก โดยอ้างว่า นักการเมืองมันเลว ชอบทุจริต คอรัปชั่นแต่ถ้ากระแสไม่ตอบรับ เขาก็จะเปลี่ยนไปเป็นข้อหา ล้มเจ้าหรือ ล้มสถาบันหรือถ้ายังกระแสไม่ตอบรับอีก เขาก็จะหาเรื่องให้องค์กรอิสระที่เขาสร้างไว้ มาตัดสินว่านโยบายของนักการเมืองยังไม่จำเป็น ใช้ไม่ได้ และสร้างความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง (แบบปี 2556 – 2557) เพื่อให้เห็นว่า นักการเมืองไม่มีอำนาจพอ และไม่ได้ตั้งใจมาทำงานพัฒนาบ้านเมืองจริง เขาทำอย่างนี้จนกลายเป็น วงจรอุบาทว์มาแล้ว 18 ครั้ง

สรุป : สาเหตุเพราะ ต้องการมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวกับเรื่องคนดี คนชั่ว การทุจริตคอรัปชั่นหรอกครับ เพราะคนของฝ่ายเขาก็มีเรื่องทุจริตคอรัปชั่นมากมายกว่าฝ่ายประชาธิปไตย แต่เพราะสื่อของเขาช่วยกันปกปิด และคนของเขาช่วยกันกลบเกลื่อน และทำเป็นพิจารณาคดีชักช้าจนหมดอายุความ หรือถึงที่สุดก็ช่วยกันแบบ หน้าด้านนั่นแหละ ไม่ได้ตั้งใจจะมาปฏิรูปประเทศอะไรหรอกครับ

ไม่งั้น คงไม่เกิดวาทะดูถูกเหยียดหยามกันขึ้นมาหรอกครับ เช่น 15 ล้านเสียงในชนบท สู้ 3 แสนเสียงที่มีคุณภาพของเมืองกรุงไม่ได้, ไม่ควรให้ทุกคนมีคะแนนเสียงเท่ากัน, คนที่มีฐานะสูงกว่า ตำแหน่งงานดีกว่า เรียนจบสูงกว่า ควรมีคะแนนเสียงมากกว่าชาวบ้านธรรมดาสามัญ. 

จริงๆ คนไทยยุคนี้ ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง รอบรู้เรื่องราวทั้งประวัติศาสตร์ และการปกครองทุกรูปแบบ และที่โชคดีที่สุด คือ นับถือพระพุทธศาสนา เป็นหลักในการดำเนินชีวิต 

ดังนั้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดในช่วงนี้ น่าจะทำให้ ทุกท่านได้ สติเข้าถึง ความจริงกันสักทีบ้างนะครับ 

...............

แต่...ถ้าท่านใดเห็นว่า ไม่ควรให้ประชาชนเลือก นักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ ควรให้บุคคลที่เราเชื่อว่า เป็นคนดี มีคุณธรรมมาเป็นผู้บริหาร ผู้นำ หรือผู้ปกครองประเทศ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน 

แต่...ท่านควรประกาศไปให้ชัดเลยว่า ไม่อยากให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ชอบประชาธิปไตย ไม่ชอบการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ไม่อยากให้ชาวบ้านธรรมดามีเสียงเท่ากับคนเมือง 

ช่วยหน่อยนะครับ ช่วยอย่าสร้างความสับสนให้คนไทยในปัจจุบัน และในอนาคต ชีวิตของพวกเขาจะได้ไม่ต้องมายุ่งยาก ทุกข์มากขึ้น แค่ทำมาหากินเลี้ยงชีพและครอบครัว ก็ทุกข์เต็มทีแล้ว เขาคงไม่เคยประสบกับชะตากรรมแบบประเทศเพื่อนบ้านเราผ่านมาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ดังเช่น เขมร 3 ฝ่ายรบกันฆ่ากัน 

ไม่ใช่ปากบอกว่าประเทศไทยควรมีประชาธิปไตย แต่การกระทำกลับถูกหลอกให้นิยมใฝ่หาระบอบ อภิสิทธิ์ชนที่สร้างภาพเป็น คนดีจนมีคนหลงเชื่อเป็นความจริง บางครั้งหลงเชื่อจนรู้สึกว่าพระพุทธองค์ยังดีไม่เท่า เก่งไม่เท่าเลยครับ (เฮ้อ !!!!)

ถ้าผมเป็นผู้วิเศษ ผมอยากบันดาลให้ผู้คนที่ใฝ่หาระบอบอภิสิทธิ์ชน ไม่นิยมระบอบประชาธิปไตย ย้อนกลับไปใช้ชีวิตแค่เบาะๆ สมัยรัชกาลที่ 6 นี่ก็พอ แค่สังคมที่แบ่งชนชั้น ดูถูกดูหมิ่นกันในขณะนั้น คนเหล่านี้จะอยู่ไหวไหม ? หรือบางทีอยากให้พวกคนเราเหล่านี้ไปอยู่ประเทศเกาหลีเหนือจัง

น่าลองนะครับ.