ประเทศไทย10 ปีมานี้ ต้องเรียกว่า
1. " ทศวรรษแห่งการเรียกตัวเองว่าคนดี"
2. " ทศวรรษแห่งการเรียกตัวเองว่าคนมีการศึกษา "
>> 10 ปี แห่งการดำรงชิวิต ด้วยความกลัว ด้วยความเกลียดชัง ของคนเหล่านี้
10 ปี ทีผ่านมา มันเป็นแบบนี้จริงๆ
อ้างเป็นคนดี อ้างเป็นคนมีการศึกษา และก็ดำรงชีวิต ด้วยความเกลียดชัง
เมื่อก่อนหน้านี้ ไม่มีจริงๆนะ
ลองนึกย้อนไปดู และคิดตาม นะ จะเห็นภาพชัดเจนเชียว
เชื่อว่าทุกคน ต้องมีเพื่อนคิดต่าง อยู่ร่วมกันได้หมด
และเมื่อก่อน ดาราที่ไปรับงานที่นักการเมืองจ้าง ก็ไม่เป็นอะไร
และเมื่อก่อนดาราไปถ่ายรูป หรือประชาชนไปถ่ายรูปกับนักการเมืองก็ไม่เป็นอะไร
>> แล้วลองมามองตอนนี้สิ
และยิ่งมานึกถึงวลี "สยามเมืองยิ้ม เราเมืองพุทธ" ก็จะยิ่งเห็นภาพความสุขจากมิตรไมตรีชัดเจน
น่าเศร้าใจจริงๆ ...
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557
นักการเมือง โกหกเก่ง ?
คนทั่วไปมักเชื่อว่า นักการเมือง เป็นบุคคลที่โกหก หลอกลวงเก่ง โกงเก่งกว่าใคร แต่ตามหลักจิตวิทยาแล้ว กลายเป็นว่า นักการเมืองเป็นบุุคคลที่มีสัจจะมากคนหนึ่ง เพราะต้องทำตามสัญญา (หาเสียง) ที่ให้ไว้กับประชาชน และเป็นบุคคลที่ผลักดันทุกอย่างเพื่อชาวบ้าน
ส่วนอาชีพที่มักโกหก หลอกลวงเก่งที่สุด กลายเป็น "อาชีพรับจ้างรบ" เพราะต้องหลอกลวงคู่ต่อสู้ให้ตายใจบ้าง เอาทีเผลอบ้าง เอาซึ่งๆหน้า และพวกเขามักจะปลุกระดมคนไปตายแทนเขาได้ เป็นล้านๆคน แต่เขาไม่ตายเลย มีแต่ชาวบ้านที่ตายแทนเขา เพราะเขาบังคับเกณฑไปรบ ดูจากตัวอย่างบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ผ่านก็ได้ ทั้งเรื่องสามก๊ก ฮิตเลอร์ นโปเลียน ใกล้ๆตัวก็ได้ ทั้งเหมาเจ๋อตุง เนวิน อูนุ เขมรสามฝ่าย ลาวสองฝ่าย ฯลฯ
แต่....พวกเขากลับเรียกเป็นภาษาไพเราะว่า "อุบาย" หรือ "กลยุทธ"
แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ก็คือ การโกหก หลอกลวงอยู่ดีนั่นเอง เพราะพวกเขาไม่มีสัจจะ คุณธรรมประจำใจ มีแต่ "ชัยชนะ" เท่านั้น ทั้งๆที่พาพวกชาวบ้านไปรบเพราะอยากได้ผู้หญิงบ้าง อิจฉาที่เขาดีกว่าบ้าง อยากได้สมบัติเขาบ้าง เพราะศักดิ์ศรีบ้าง อยากเป็นใหญ่เหนือเขา แต่กลับอ้างสวยหรูว่า "เพื่อชาติ" ทั้งๆที่พฤติกรรมแบบนี้ ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา มักจะถูกเรียกว่า "โจร" แต่คนกลุ่มนี้กลับบอกตัวเองว่า "เป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีชายชาติ......."
คนพวกนี้ นักจิตวิทยา มักจะกล่าวตรงกันว่า ถ้าไม่มีอาวุธ หรือ แต่งเครื่องแบบ พวกเขามักจะเป็นคน "ขี้ขลาดตาขาว" มากกว่าทุกผู้คน
นักเลงสมัยก่อน เขาไม่มีอาวุธ เขาก็เอาชนะคู่ต่อสู้ โดยอีกฝ่ายยอมรับได้ แม้แต่โจรจริงๆ จะปล้น ยังต้องบอกเจ้าของบ้านก่อนว่า "จะปล้นวันไหน เวลาไหน" จะสู้ก็ได้ ไม่สู้ก็ได้
แต่ทั้งนักเลง และโจรยุคก่อน มักจะไม่รังแกหรือทำร้ายเด็ก ผู้หญิง พระ หรือผู้ที่ไม่คิดต่อสู้
แต่...พวกที่เรียกตัวเองว่า "ชายชาติ....." สมัยนี้ที่อ้างว่าตัวเองเป็นกลาง แต่กลับ ทั้งรังแกเด็ก ทำร้ายผู้หญิง ควบคุมตัวผู้หญิง(เพราะกลัวผู้หญิง) จับกุมแต่พวกเสื้อแดง แต่พวกที่ทำร้ายบ้านเมืองมาตลอด 6 เดือน กลับไม่ทำอะไรเลย
ผู้ที่ใจเป็นกลาง ที่เห็นการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา 1 เดือนนี้ จึงสรุปตรงกันว่าว่า "ที่แท้มึงเป็นพวกเดียวกันนี่เอง"
แล้วจะประกาศทำไมว่าเป็นกลาง มารักษาความสงบ ก็พวกมึงนั่นแหละที่ก่อความไม่สงบตลอดมา
คราวนี้ คนหลายคนจึง "ตาสว่าง" มากขึ้นไปอีก เพราะฝ่ายนั้นเปิดเผยตัว และธาตุแท้นิสัยจิตใจ พฤติกรรมออกมาหมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นใคร มีเจตนาเป้าหมายที่แท้จริงอย่างไร
สรุป : ระหว่างประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนมีสิทธิในการบริหารบ้าง กับ ระบอบการปกครองที่ยอมให้คนกลุ่มหนึ่งปกครอง โดยที่เราไม่ต้องเลือกหรือรับรู้แต่อย่างใดว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน แต่ทุกคนต้องเชื่อฟังเขา เพราะเขาเชื่อว่าเขาเป็น "คนดี", เป็นคน "ชนชั้นสูง", เป็นคนฉลาดที่สุด เก่งที่สุด, เขารักชาติมากกว่าใคร ดังนั้น จึงสมควรให้เขาเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง
เราจะเลือกอะไรกัน ตัดสินใจดีๆ นะครับ ชีวิตของท่านอยู่ในกำมือของตัวท่านเองแล้ว
ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่คนไทยใจพุทธร่วมกันสร้างมาให้สังคมนี้ และบุญกุศลที่ผมไปปฏิบัติ "ธรรมะ" ฝึกฝนจิตใจมา ขอเป็นพลวปัจจัยให้ทุกท่าน และสังคมแห่งนี้ประสบแต่ "ความสวัสดี" พ้นภัยพิบัติของสังคมมนุษย์ในสถานประเทศแห่งนี้ โดยทั่วถึงกันครับ
ส่วนอาชีพที่มักโกหก หลอกลวงเก่งที่สุด กลายเป็น "อาชีพรับจ้างรบ" เพราะต้องหลอกลวงคู่ต่อสู้ให้ตายใจบ้าง เอาทีเผลอบ้าง เอาซึ่งๆหน้า และพวกเขามักจะปลุกระดมคนไปตายแทนเขาได้ เป็นล้านๆคน แต่เขาไม่ตายเลย มีแต่ชาวบ้านที่ตายแทนเขา เพราะเขาบังคับเกณฑไปรบ ดูจากตัวอย่างบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ผ่านก็ได้ ทั้งเรื่องสามก๊ก ฮิตเลอร์ นโปเลียน ใกล้ๆตัวก็ได้ ทั้งเหมาเจ๋อตุง เนวิน อูนุ เขมรสามฝ่าย ลาวสองฝ่าย ฯลฯ
แต่....พวกเขากลับเรียกเป็นภาษาไพเราะว่า "อุบาย" หรือ "กลยุทธ"
แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ก็คือ การโกหก หลอกลวงอยู่ดีนั่นเอง เพราะพวกเขาไม่มีสัจจะ คุณธรรมประจำใจ มีแต่ "ชัยชนะ" เท่านั้น ทั้งๆที่พาพวกชาวบ้านไปรบเพราะอยากได้ผู้หญิงบ้าง อิจฉาที่เขาดีกว่าบ้าง อยากได้สมบัติเขาบ้าง เพราะศักดิ์ศรีบ้าง อยากเป็นใหญ่เหนือเขา แต่กลับอ้างสวยหรูว่า "เพื่อชาติ" ทั้งๆที่พฤติกรรมแบบนี้ ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา มักจะถูกเรียกว่า "โจร" แต่คนกลุ่มนี้กลับบอกตัวเองว่า "เป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีชายชาติ......."
คนพวกนี้ นักจิตวิทยา มักจะกล่าวตรงกันว่า ถ้าไม่มีอาวุธ หรือ แต่งเครื่องแบบ พวกเขามักจะเป็นคน "ขี้ขลาดตาขาว" มากกว่าทุกผู้คน
นักเลงสมัยก่อน เขาไม่มีอาวุธ เขาก็เอาชนะคู่ต่อสู้ โดยอีกฝ่ายยอมรับได้ แม้แต่โจรจริงๆ จะปล้น ยังต้องบอกเจ้าของบ้านก่อนว่า "จะปล้นวันไหน เวลาไหน" จะสู้ก็ได้ ไม่สู้ก็ได้
แต่ทั้งนักเลง และโจรยุคก่อน มักจะไม่รังแกหรือทำร้ายเด็ก ผู้หญิง พระ หรือผู้ที่ไม่คิดต่อสู้
แต่...พวกที่เรียกตัวเองว่า "ชายชาติ....." สมัยนี้ที่อ้างว่าตัวเองเป็นกลาง แต่กลับ ทั้งรังแกเด็ก ทำร้ายผู้หญิง ควบคุมตัวผู้หญิง(เพราะกลัวผู้หญิง) จับกุมแต่พวกเสื้อแดง แต่พวกที่ทำร้ายบ้านเมืองมาตลอด 6 เดือน กลับไม่ทำอะไรเลย
ผู้ที่ใจเป็นกลาง ที่เห็นการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา 1 เดือนนี้ จึงสรุปตรงกันว่าว่า "ที่แท้มึงเป็นพวกเดียวกันนี่เอง"
แล้วจะประกาศทำไมว่าเป็นกลาง มารักษาความสงบ ก็พวกมึงนั่นแหละที่ก่อความไม่สงบตลอดมา
คราวนี้ คนหลายคนจึง "ตาสว่าง" มากขึ้นไปอีก เพราะฝ่ายนั้นเปิดเผยตัว และธาตุแท้นิสัยจิตใจ พฤติกรรมออกมาหมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นใคร มีเจตนาเป้าหมายที่แท้จริงอย่างไร
สรุป : ระหว่างประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนมีสิทธิในการบริหารบ้าง กับ ระบอบการปกครองที่ยอมให้คนกลุ่มหนึ่งปกครอง โดยที่เราไม่ต้องเลือกหรือรับรู้แต่อย่างใดว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน แต่ทุกคนต้องเชื่อฟังเขา เพราะเขาเชื่อว่าเขาเป็น "คนดี", เป็นคน "ชนชั้นสูง", เป็นคนฉลาดที่สุด เก่งที่สุด, เขารักชาติมากกว่าใคร ดังนั้น จึงสมควรให้เขาเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง
เราจะเลือกอะไรกัน ตัดสินใจดีๆ นะครับ ชีวิตของท่านอยู่ในกำมือของตัวท่านเองแล้ว
ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่คนไทยใจพุทธร่วมกันสร้างมาให้สังคมนี้ และบุญกุศลที่ผมไปปฏิบัติ "ธรรมะ" ฝึกฝนจิตใจมา ขอเป็นพลวปัจจัยให้ทุกท่าน และสังคมแห่งนี้ประสบแต่ "ความสวัสดี" พ้นภัยพิบัติของสังคมมนุษย์ในสถานประเทศแห่งนี้ โดยทั่วถึงกันครับ
สำหรับผู้มีใจเป็น "กลาง" หรือมี "ธรรมะ" ในหัวใจ
ผู้มีใจเป็นกลางจริง มีใจเป็น "ธรรมะ" จริง
ทุกคนจะเห็นตรงกันว่า สิ่งต่างๆที่มีผู้อ้างว่า "เป็นคนกลาง"
จะมาจะทำให้สังคมนี้สงบสุข
แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่อ้าง
เพราะสังคมยิ่งไม่สงบสุขแต่อย่างใด
มีแต่จะเพิ่มความขัดแย้ง ข่มเหงมากขึ้น
..................
เพราะ....
มัวแต่ไล่ล่าคน จับกุม กักกันตัว คนอีกฝ่ายหนึ่ง
ที่คิดเห็นต่างกับตัว และไม่เห็นด้วยกับม็อบ กปปส.
แต่...คนฝ่ายม็อบ กปปส. กลับไม่ทำอะไรเลย
สิ่งที่เคยต่อต้านรัฐบาลเก่า แต่พวกของตัวเองกลับทำหมด
เท่านั้นเอง .....????????
...................
สรุป : การยึดอำนาจครั้งนี้ ทำเพื่อฝ่ายของตนให้มีอำนาจ
ทำลายฝ่ายที่เรียกว่า "พวกเสื้อแดง" นั่นเอง ไม่ให้ต่อต้านพวกตัว
..............
คำถามมากมายจึงอื้ออึงขึ้นทุกวัน
เพราะ "อคติ และความเกลียดชัง"
และการดูถูกเหยียดหยาม ยั่วยุ
ของพวกที่เรียกตัวเองว่า "ชายชาติ....."
เอวัง....ประเทศไทย สังคมพุทธ.
ทุกคนจะเห็นตรงกันว่า สิ่งต่างๆที่มีผู้อ้างว่า "เป็นคนกลาง"
จะมาจะทำให้สังคมนี้สงบสุข
แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่อ้าง
เพราะสังคมยิ่งไม่สงบสุขแต่อย่างใด
มีแต่จะเพิ่มความขัดแย้ง ข่มเหงมากขึ้น
..................
เพราะ....
มัวแต่ไล่ล่าคน จับกุม กักกันตัว คนอีกฝ่ายหนึ่ง
ที่คิดเห็นต่างกับตัว และไม่เห็นด้วยกับม็อบ กปปส.
แต่...คนฝ่ายม็อบ กปปส. กลับไม่ทำอะไรเลย
สิ่งที่เคยต่อต้านรัฐบาลเก่า แต่พวกของตัวเองกลับทำหมด
เท่านั้นเอง .....????????
...................
สรุป : การยึดอำนาจครั้งนี้ ทำเพื่อฝ่ายของตนให้มีอำนาจ
ทำลายฝ่ายที่เรียกว่า "พวกเสื้อแดง" นั่นเอง ไม่ให้ต่อต้านพวกตัว
..............
คำถามมากมายจึงอื้ออึงขึ้นทุกวัน
เพราะ "อคติ และความเกลียดชัง"
และการดูถูกเหยียดหยาม ยั่วยุ
ของพวกที่เรียกตัวเองว่า "ชายชาติ....."
เอวัง....ประเทศไทย สังคมพุทธ.
เตือน "สติ" ให้ฉุกคิด
มีหลายคนห่วงใยผม เขียนมาเตือนผมให้ระวังภัยต่างๆ
ผมจึงขอถือโอกาสนี้ชี้แจงว่า การที่ผมเขียนสิ่งต่างๆ นั้น
ผมเขียนจากใจ ที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในระบอบการปกครองไหนว่าดีที่สุด
.....
1. ผมไม่คิดหรือต่อต้านการรัฐประหาร เพราะ....ผมไม่เชื่อว่าจะมีระบอบการปกครองไหนดีที่สุดในโลก ที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดี คนเก่ง ได้รับความยุติธรรม ได้รับการบริการที่ดีที่สุดจากระบอบการปกครองต่างๆ ผมจึงไม่คิดจะสู้หรือ เพื่อต่อต้านการปกครองใดๆ ทุกรูปแบบ ถ้าจะสู้หรือต่อต้านก็จะทำเพื่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น.
......
2. ผมไม่คิดที่จะปลุกระดมให้ใครต่อใครเกลียดชังรัฐประหาร หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เพราะ.....ผมเชื่อว่า ในโลกนี้ไม่มีคนดีที่สุด เลวที่สุด ทุกคนทำทั้งความดี ความไม่ดีสลับกันไปทั้งวัน เนื่องจากทุกคน คือ "คน" จนกว่าคนคนนั้นเป็นพระอรหันต์ จึงไม่ทำผิดเลย เพราะท่านปราศจากกิเลสตัณหาแล้ว
....................
แต่....ผมมีเจตนาเตือน "สติ" เพื่อนๆและคนที่ผมรัก ห่วงใย ดังนี้
1. เตือน "สติ" คนที่มีความคิดเห็นศรัทธาต่อพวกที่มาต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขาไม่ชอบ โดยอ้างเหตุผลต่างๆนานาว่าโกง ทุจริต เลวอย่างนั้นอย่างนี้
แต่.....กลับการกระทำของรัฐบาลหรือพวกที่ตนเองชอบ ทำอย่างเดียวกันหรือยิ่งกว่า กลับนิ่งเฉยหรือสนับสนุน ผมไม่อยากเห็นเพื่อนผม คนที่ผมรัก มีจิตใจที่เคยชินต่อพฤติกรรม "สัปปลับ" หรือ "กลับกลอก" หรือ "ดัดจริต" หรือ "ตอแหล" หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นคน "สองมาตรฐาน หรือไร้มาตรฐาน" หรือ เป็นคน "ไม่มีหลักการ ไม่มีจุดยืน"
.....
2. เตือน "สติ" ว่า..... ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแบบไหน เมื่อคนได้ขึ้นมามีอำนาจมัก "หลงตน " หลงอำนาจ มัวเมาอำนาจ กอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัว หรือพวกพ้องทั้งนั้น แต่ระบอบประชาธิปไตยดีตรงที่ว่า "เลวร้ายน้อยกว่า" ทุกระบอบการปกครอง เพราะคนที่มีอำนาจอยู่ได้แค่ 4-5 ปี ก็ต้องมาให้ประชาชนเลือกใหม่ ไม่เหมือนระบอบอื่นๆ จะเปลี่ยนผู้นำที ต้องฆ่าฝ่ายตรงข้ามแบบล้างโคตร (เหมือนทุกวันนี้ที่ไล่ล่า จับกุม กักขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับตน)
.....
3. เตือน "สติ" ว่า...... การที่ประเทศใดจะปกครองในระบอบใด หรือมีบุคคลใดขึ้นมามีอำนาจยาวนาน ก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ต่อสู้เพื่อการปกครองนั้น หรือถูกบังคับให้จำยอม เช่น เกาหลีเหนือ ใครเห็นต่าง จับไปขังหรือยิงทิ้งทันที
.....
4. เตือน "สติ" ว่า....ถ้าเราเห็นด้วยกับการใช้อำนาจ "อาวุธ" มาบังคับคนในสังคม ต่อไปคนในสังคมนี้ก็จะไม่นิยมใช้หลักการ กฏระเบียบ ทุกคนก็จะใช้อิทธิพลของตนเรียกร้องให้ทุกคนยอมตัวเอง ใครไม่ยอมก็จะใช้กำลัง อำนาจข่มเหง บังคับใครต่อใคร แล้วที่เราช่วยกันสร้างสังคมนิติรัฐ นิติธรรม และคุณธรรมในจิตใจด้วยพุทธศาสนาด้วยความเหนื่อยยาก จะไม่สูญเปล่าหรือ ?
.....
5. เตือน "สติ" ว่า....ในฐานะที่ผมเป็น "ครู" ต่อไปผมก็ไม่สามารถสอนหรือแนะนำนักเรียนว่า ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มปากเต็มคำอีกแล้ว และถ้าเป็นอย่างนี้อีก ต่อไปผมก็จะแนะนำให้ใครต่อใครเลิกสอนอย่างนี้เหมือนกัน เพราะคนในสังคมนี้ไม่ชอบความเป็นประชาธิปไตย ไม่ชอบสังคมที่เป็นนิติรัฐ นิติธรรม
.....
6. สำหรับผม ผมเชื่อว่า การปกครองที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นได้จากบุคคลที่เห็นทุกอย่างในโลกเป็น "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" หรือ "ทุกสรรพสิ่งในโลกไม่มีสาระแก่นสาร" ตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพราะคนที่ไม่หลงตนเอง ไม่เมาตนเอง (สักกายทิฏฐิ) จึงจะเสียสละทำเพื่อผู้อื่น หรือสังคมด้วยเจตนาดีได้จริงๆ นอกนั้นไม่มีทาง
แต่.....ถ้ามีบุคคลใดป่าวประกาศว่าตนเองเป็นคนดี มีคุณธรรม ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ให้พึงรู้ว่าเขา "โกหก" ซึ่งจะเรียกบุคคลนั้นว่า "ตอแหล" หรือ "กาขาว" หรือ วิญญูชนจอมปลอม" หรืออะไร ฯลฯ ก็แล้วแต่จะเรียก
สรุป : ถ้ายังไม่ละสักกายทิฏฐิ จะไม่มีวันทำเพื่อผู้อื่นหรือส่วนรวมด้วยจิตใจที่เสียสละแต่อย่างใด จะมีแต่ผู้หวัง "ผลประโยชน์" ทางใดทางหนึ่งเท่านั้น
.......
จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้
ผมจึงขอถือโอกาสนี้ชี้แจงว่า การที่ผมเขียนสิ่งต่างๆ นั้น
ผมเขียนจากใจ ที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในระบอบการปกครองไหนว่าดีที่สุด
.....
1. ผมไม่คิดหรือต่อต้านการรัฐประหาร เพราะ....ผมไม่เชื่อว่าจะมีระบอบการปกครองไหนดีที่สุดในโลก ที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดี คนเก่ง ได้รับความยุติธรรม ได้รับการบริการที่ดีที่สุดจากระบอบการปกครองต่างๆ ผมจึงไม่คิดจะสู้หรือ เพื่อต่อต้านการปกครองใดๆ ทุกรูปแบบ ถ้าจะสู้หรือต่อต้านก็จะทำเพื่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น.
......
2. ผมไม่คิดที่จะปลุกระดมให้ใครต่อใครเกลียดชังรัฐประหาร หรือผู้ใดผู้หนึ่ง เพราะ.....ผมเชื่อว่า ในโลกนี้ไม่มีคนดีที่สุด เลวที่สุด ทุกคนทำทั้งความดี ความไม่ดีสลับกันไปทั้งวัน เนื่องจากทุกคน คือ "คน" จนกว่าคนคนนั้นเป็นพระอรหันต์ จึงไม่ทำผิดเลย เพราะท่านปราศจากกิเลสตัณหาแล้ว
....................
แต่....ผมมีเจตนาเตือน "สติ" เพื่อนๆและคนที่ผมรัก ห่วงใย ดังนี้
1. เตือน "สติ" คนที่มีความคิดเห็นศรัทธาต่อพวกที่มาต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขาไม่ชอบ โดยอ้างเหตุผลต่างๆนานาว่าโกง ทุจริต เลวอย่างนั้นอย่างนี้
แต่.....กลับการกระทำของรัฐบาลหรือพวกที่ตนเองชอบ ทำอย่างเดียวกันหรือยิ่งกว่า กลับนิ่งเฉยหรือสนับสนุน ผมไม่อยากเห็นเพื่อนผม คนที่ผมรัก มีจิตใจที่เคยชินต่อพฤติกรรม "สัปปลับ" หรือ "กลับกลอก" หรือ "ดัดจริต" หรือ "ตอแหล" หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเป็นคน "สองมาตรฐาน หรือไร้มาตรฐาน" หรือ เป็นคน "ไม่มีหลักการ ไม่มีจุดยืน"
.....
2. เตือน "สติ" ว่า..... ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแบบไหน เมื่อคนได้ขึ้นมามีอำนาจมัก "หลงตน " หลงอำนาจ มัวเมาอำนาจ กอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัว หรือพวกพ้องทั้งนั้น แต่ระบอบประชาธิปไตยดีตรงที่ว่า "เลวร้ายน้อยกว่า" ทุกระบอบการปกครอง เพราะคนที่มีอำนาจอยู่ได้แค่ 4-5 ปี ก็ต้องมาให้ประชาชนเลือกใหม่ ไม่เหมือนระบอบอื่นๆ จะเปลี่ยนผู้นำที ต้องฆ่าฝ่ายตรงข้ามแบบล้างโคตร (เหมือนทุกวันนี้ที่ไล่ล่า จับกุม กักขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับตน)
.....
3. เตือน "สติ" ว่า...... การที่ประเทศใดจะปกครองในระบอบใด หรือมีบุคคลใดขึ้นมามีอำนาจยาวนาน ก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ต่อสู้เพื่อการปกครองนั้น หรือถูกบังคับให้จำยอม เช่น เกาหลีเหนือ ใครเห็นต่าง จับไปขังหรือยิงทิ้งทันที
.....
4. เตือน "สติ" ว่า....ถ้าเราเห็นด้วยกับการใช้อำนาจ "อาวุธ" มาบังคับคนในสังคม ต่อไปคนในสังคมนี้ก็จะไม่นิยมใช้หลักการ กฏระเบียบ ทุกคนก็จะใช้อิทธิพลของตนเรียกร้องให้ทุกคนยอมตัวเอง ใครไม่ยอมก็จะใช้กำลัง อำนาจข่มเหง บังคับใครต่อใคร แล้วที่เราช่วยกันสร้างสังคมนิติรัฐ นิติธรรม และคุณธรรมในจิตใจด้วยพุทธศาสนาด้วยความเหนื่อยยาก จะไม่สูญเปล่าหรือ ?
.....
5. เตือน "สติ" ว่า....ในฐานะที่ผมเป็น "ครู" ต่อไปผมก็ไม่สามารถสอนหรือแนะนำนักเรียนว่า ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มปากเต็มคำอีกแล้ว และถ้าเป็นอย่างนี้อีก ต่อไปผมก็จะแนะนำให้ใครต่อใครเลิกสอนอย่างนี้เหมือนกัน เพราะคนในสังคมนี้ไม่ชอบความเป็นประชาธิปไตย ไม่ชอบสังคมที่เป็นนิติรัฐ นิติธรรม
.....
6. สำหรับผม ผมเชื่อว่า การปกครองที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นได้จากบุคคลที่เห็นทุกอย่างในโลกเป็น "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" หรือ "ทุกสรรพสิ่งในโลกไม่มีสาระแก่นสาร" ตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพราะคนที่ไม่หลงตนเอง ไม่เมาตนเอง (สักกายทิฏฐิ) จึงจะเสียสละทำเพื่อผู้อื่น หรือสังคมด้วยเจตนาดีได้จริงๆ นอกนั้นไม่มีทาง
แต่.....ถ้ามีบุคคลใดป่าวประกาศว่าตนเองเป็นคนดี มีคุณธรรม ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ให้พึงรู้ว่าเขา "โกหก" ซึ่งจะเรียกบุคคลนั้นว่า "ตอแหล" หรือ "กาขาว" หรือ วิญญูชนจอมปลอม" หรืออะไร ฯลฯ ก็แล้วแต่จะเรียก
สรุป : ถ้ายังไม่ละสักกายทิฏฐิ จะไม่มีวันทำเพื่อผู้อื่นหรือส่วนรวมด้วยจิตใจที่เสียสละแต่อย่างใด จะมีแต่ผู้หวัง "ผลประโยชน์" ทางใดทางหนึ่งเท่านั้น
.......
จึงชี้แจงมาเพื่อทราบ
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้
บ้านเมืองไม่สงบสุขเพราะ ?
ที่แชร์ และที่โพสต์
ถ้าผู้มีใจ "เป็นธรรม" มีธรรมะ(ความจริง)" ในหัวใจ
จะเห็นว่าบ้านเมืองที่ไม่สงบสุข
ไม่ใช่เพราะเห็นต่าง คิดต่าง
............
แต่...เป็นเพราะ
1. ดูถูกเหยียดหยามกัน
2. กดขี่ขูดรีด กลั่นแกล้งรังแกแต่พวกตรงกันข้าม
3. ไม่มีความยุติธรรม ตัดสินพวกตัวเองรอดเสมอ
............
จึงเป็นที่มาของบทสรุปได้แล้วว่า
ไม่มีผู้ "เป็นกลาง" ที่จะมารักษา
ความสงบเรียบร้อยให้ประเทศ จริงตามที่อ้าง
........
เพราะจริงๆ ก็เป็นพวกเดียวกันกับพวกที่มาก่อความไม่สงบกว่า 6 เดือน หรือ ตั้งแต่รัฐบาลที่ไม่ใช่พวกตัวเองขึ้นมาบริหารประเทศ
เพราะ......เห็นแต่หาเหตุมาประท้วง ชุมนุมต่อต้านอดีตรัฐบาลที่แล้วมาตลอด ถึงตอนนี้ก็มีแต่ไล่ล่า จับกุม กักขัง ปราบปรามไปทั่วประเทศต่อพวกที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองเท่านั้น
แม้คนที่ชูกระดาษต่อต้าน ท่านก็จับกุม ชาวต่างชาติซื้อเสื้อ ถือเสื้อท่านก็จับกุม คนพ่นสีรถท่านก็จับกุมว่าทำลายสิ่งของทางราชการ แต่คราวม็อบนายสุเทพ เผารถตำรวจ บุกยึดสถานที่ราชการ ปล้น และ ทำลายทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ ทั้งของทางราชการ และส่วนตัวมากมายนับไม่ถ้วน ท่านกลับไม่ทำอะไรเลย
แต่กลับพวกม็อบนายสุเทพ ไม่เห็นไล่ล่า จับกุม กักขัง ปราบปราม
ทั้งๆที่พวกนี้ ก่อความไม่สงบสุข ศาลอาญาก็อนุมัติหมายจับว่าเป็นกบฏ
แต่...กลับปล่อยตัวให้ไปเลี้่ยงฉลองชัยชนะอย่างลอยนวล
แล้วจะให้อีกพวกเขาไม่น้อยใจ คับแค้นใจได้อย่างไร
ที่เลือกปฏิบัติอย่างนี้
แต่จริงๆ เขาก็รู้ว่าท่านไม่ได้เลือกปฏิบัติหรอก
เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า "ท่านเป็นพวกเดียวกับม็อบ" นั่นเอง
เพียงแต่เขาต้องการ "แฉ" ให้ทุกคนทั่วไปรับรู้
และถ้าพวกท่านยังทำตามเหตุดังกล่าวข้างต้น 3 ข้อ
ท่านจะไม่มีวันรักษาความสงบเรียบร้อยได้เลย
เพราะท่านจะมีแต่ฆ่า ฆ่า ฆ่า เพื่อนพี่น้องประชาชนทุกวัน
.......
ผมยังไม่อยากเห็นสังคมไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
มีแต่เหตุการณ์แบบนี้ วุ่นวายเพราะฆ่ากัน ทำร้ายกัน
สงสารประเทศไทยครับ
ถ้าผู้มีใจ "เป็นธรรม" มีธรรมะ(ความจริง)" ในหัวใจ
จะเห็นว่าบ้านเมืองที่ไม่สงบสุข
ไม่ใช่เพราะเห็นต่าง คิดต่าง
............
แต่...เป็นเพราะ
1. ดูถูกเหยียดหยามกัน
2. กดขี่ขูดรีด กลั่นแกล้งรังแกแต่พวกตรงกันข้าม
3. ไม่มีความยุติธรรม ตัดสินพวกตัวเองรอดเสมอ
............
จึงเป็นที่มาของบทสรุปได้แล้วว่า
ไม่มีผู้ "เป็นกลาง" ที่จะมารักษา
ความสงบเรียบร้อยให้ประเทศ จริงตามที่อ้าง
........
เพราะจริงๆ ก็เป็นพวกเดียวกันกับพวกที่มาก่อความไม่สงบกว่า 6 เดือน หรือ ตั้งแต่รัฐบาลที่ไม่ใช่พวกตัวเองขึ้นมาบริหารประเทศ
เพราะ......เห็นแต่หาเหตุมาประท้วง ชุมนุมต่อต้านอดีตรัฐบาลที่แล้วมาตลอด ถึงตอนนี้ก็มีแต่ไล่ล่า จับกุม กักขัง ปราบปรามไปทั่วประเทศต่อพวกที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองเท่านั้น
แม้คนที่ชูกระดาษต่อต้าน ท่านก็จับกุม ชาวต่างชาติซื้อเสื้อ ถือเสื้อท่านก็จับกุม คนพ่นสีรถท่านก็จับกุมว่าทำลายสิ่งของทางราชการ แต่คราวม็อบนายสุเทพ เผารถตำรวจ บุกยึดสถานที่ราชการ ปล้น และ ทำลายทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ ทั้งของทางราชการ และส่วนตัวมากมายนับไม่ถ้วน ท่านกลับไม่ทำอะไรเลย
แต่กลับพวกม็อบนายสุเทพ ไม่เห็นไล่ล่า จับกุม กักขัง ปราบปราม
ทั้งๆที่พวกนี้ ก่อความไม่สงบสุข ศาลอาญาก็อนุมัติหมายจับว่าเป็นกบฏ
แต่...กลับปล่อยตัวให้ไปเลี้่ยงฉลองชัยชนะอย่างลอยนวล
แล้วจะให้อีกพวกเขาไม่น้อยใจ คับแค้นใจได้อย่างไร
ที่เลือกปฏิบัติอย่างนี้
แต่จริงๆ เขาก็รู้ว่าท่านไม่ได้เลือกปฏิบัติหรอก
เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า "ท่านเป็นพวกเดียวกับม็อบ" นั่นเอง
เพียงแต่เขาต้องการ "แฉ" ให้ทุกคนทั่วไปรับรู้
และถ้าพวกท่านยังทำตามเหตุดังกล่าวข้างต้น 3 ข้อ
ท่านจะไม่มีวันรักษาความสงบเรียบร้อยได้เลย
เพราะท่านจะมีแต่ฆ่า ฆ่า ฆ่า เพื่อนพี่น้องประชาชนทุกวัน
.......
ผมยังไม่อยากเห็นสังคมไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
มีแต่เหตุการณ์แบบนี้ วุ่นวายเพราะฆ่ากัน ทำร้ายกัน
สงสารประเทศไทยครับ
การปกครองที่ให้ผลดี ตามแนวพระพุทธองค์
ในทัศนะผม
ใครจะนิยม หรือเลื่อมใสระบอบการปกครองไหนก็ได้
เพราะทุกการปกครองมีจุดเด่นจุดบกพร่องคนละแบบ
และผมเชื่อว่า "ไม่มีการปกครองไหนดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก"
...........
แต่....การปกครองที่ให้ได้ผลดี บ้านเมืองสงบสุข
ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ (ผู้สนใจศึกษารายละเอียดได้ที่
กูฎทันตสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ พระไตรปิฏกเล่มที่ 9)
ท่านเน้นให้เอา "เศรษฐกิจ" ขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญ
โดยท่านเน้นว่า ผู้ปกครอง หรือระบอบการปกครองใด ถ้า....
1. แจกพืชให้แก่กสิกรในชนบท ที่อุตสาหะประกอบอาชีพ
2. ให้ทุนแก่พ่อค้า ที่อุตสาหะในการค้า
3. ให้อาหารและค่าจ้าง(เงินเดือน)แก่ข้าราชการให้เพียงพอ
ทำอย่างนี้ พระราชทรัพย์(คลังหลวง)ก็จะเพิ่มพูน, ชนบทก็จะไม่มีเสี้ยนหนาม, มนุษย์ทั้งหลายก็จะรื่นเริงอุ้มบุตรให้ฟ้อนอยู่ที่อก ไม่ต้องปิดประตูเรือน. (กูฎทันตสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ พระไตรปิฏกเล่มที่ 9)
และยิ่งถ้าผู้บริหาร ผู้ปกครอง (รวมเจ้าหน้าที่ข้าราชการทุกคน) ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม 10 หรือจักรวรรดิ 12 ก็ยิ่งทำให้บ้านเมืองสงบสุข มั่นคงยาวนาน
.......
แต่...อนิจจา ไม่มีสังคมใดทำได้แบบนี้ เพราะเมื่อขึ้นสู่อำนาจ มัก "มัวเมาอำนาจ หลงตน ลืมตน ดูถูกคนที่ต่ำกว่า กลั่นแกล้งบีบคั้นคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ทำล้างล้างคนที่เป็นคู่แข่ง ขูดรีดกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเอง ครอบครัว และพวกพ้อง" ด้วยกันทั้งนั้น จึงพาทำให้สังคมวุ่นวายไม่รู้จักจบ
.......
พระพุทธองค์ทรงเห็นแต่สัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรม ท่านตรัสว่าถ้าสังคมใดมีธรรมเหล่านี้ สังคมนั้นจะไม่มีวันเสื่อม และอยู่เย็นเป็นสุขตลอดกาล
ซึ่งระบอบการปกครองที่พอใกล้เคียงสัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรม ก็เห็นแต่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น
.........
ซึ่งถ้าระบอบประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ข้าราชการ หรือผู้รับผิดชอบสามารถจัดการคนที่ทำผิดกฏหมายอย่างจริงจัง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หรือลูบหน้าปะจมูก หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันแล้ว ระบอบประชาธิปไตยก็สามารถทำให้สังคมสงบสุขได้ใกล้เคียงกับสัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรมของพระพุทธเจ้าแน่นอน
เพราะระบอบประชาธิปไตย จุดเด่นที่สุด คือ เห็นทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และเวลาเปลี่ยนแปลงผู้นำ หรือผู้บริหาร ไม่ต้องไลล่า จับกุม ทำลาย หรือฆ่าล้างโคตรเหง้าเหล่ากอคนที่ไม่ใช่พวกตัว เหมือนระบอบการปกครองอื่นๆ
.......
ทุกท่าน พอจะเทียบระบอบการปกครอง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้กับทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ว่าจะทำให้สงบสุขเป็นไปตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้หรือไม่.
ทุกท่านถ้าใจพอมี "ธรรมะ"บ้าง หรือไม่มี "อคติ" จนเกินไป
ทุกท่านคงได้บทสรุปแน่นอน.
ใครจะนิยม หรือเลื่อมใสระบอบการปกครองไหนก็ได้
เพราะทุกการปกครองมีจุดเด่นจุดบกพร่องคนละแบบ
และผมเชื่อว่า "ไม่มีการปกครองไหนดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก"
...........
แต่....การปกครองที่ให้ได้ผลดี บ้านเมืองสงบสุข
ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ (ผู้สนใจศึกษารายละเอียดได้ที่
กูฎทันตสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ พระไตรปิฏกเล่มที่ 9)
ท่านเน้นให้เอา "เศรษฐกิจ" ขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญ
โดยท่านเน้นว่า ผู้ปกครอง หรือระบอบการปกครองใด ถ้า....
1. แจกพืชให้แก่กสิกรในชนบท ที่อุตสาหะประกอบอาชีพ
2. ให้ทุนแก่พ่อค้า ที่อุตสาหะในการค้า
3. ให้อาหารและค่าจ้าง(เงินเดือน)แก่ข้าราชการให้เพียงพอ
ทำอย่างนี้ พระราชทรัพย์(คลังหลวง)ก็จะเพิ่มพูน, ชนบทก็จะไม่มีเสี้ยนหนาม, มนุษย์ทั้งหลายก็จะรื่นเริงอุ้มบุตรให้ฟ้อนอยู่ที่อก ไม่ต้องปิดประตูเรือน. (กูฎทันตสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์ พระไตรปิฏกเล่มที่ 9)
และยิ่งถ้าผู้บริหาร ผู้ปกครอง (รวมเจ้าหน้าที่ข้าราชการทุกคน) ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม 10 หรือจักรวรรดิ 12 ก็ยิ่งทำให้บ้านเมืองสงบสุข มั่นคงยาวนาน
.......
แต่...อนิจจา ไม่มีสังคมใดทำได้แบบนี้ เพราะเมื่อขึ้นสู่อำนาจ มัก "มัวเมาอำนาจ หลงตน ลืมตน ดูถูกคนที่ต่ำกว่า กลั่นแกล้งบีบคั้นคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ทำล้างล้างคนที่เป็นคู่แข่ง ขูดรีดกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเอง ครอบครัว และพวกพ้อง" ด้วยกันทั้งนั้น จึงพาทำให้สังคมวุ่นวายไม่รู้จักจบ
.......
พระพุทธองค์ทรงเห็นแต่สัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรม ท่านตรัสว่าถ้าสังคมใดมีธรรมเหล่านี้ สังคมนั้นจะไม่มีวันเสื่อม และอยู่เย็นเป็นสุขตลอดกาล
ซึ่งระบอบการปกครองที่พอใกล้เคียงสัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรม ก็เห็นแต่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น
.........
ซึ่งถ้าระบอบประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ข้าราชการ หรือผู้รับผิดชอบสามารถจัดการคนที่ทำผิดกฏหมายอย่างจริงจัง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หรือลูบหน้าปะจมูก หรือเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกันแล้ว ระบอบประชาธิปไตยก็สามารถทำให้สังคมสงบสุขได้ใกล้เคียงกับสัปปุริสธรรม หรืออปริหานิยธรรมของพระพุทธเจ้าแน่นอน
เพราะระบอบประชาธิปไตย จุดเด่นที่สุด คือ เห็นทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และเวลาเปลี่ยนแปลงผู้นำ หรือผู้บริหาร ไม่ต้องไลล่า จับกุม ทำลาย หรือฆ่าล้างโคตรเหง้าเหล่ากอคนที่ไม่ใช่พวกตัว เหมือนระบอบการปกครองอื่นๆ
.......
ทุกท่าน พอจะเทียบระบอบการปกครอง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้กับทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ว่าจะทำให้สงบสุขเป็นไปตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้หรือไม่.
ทุกท่านถ้าใจพอมี "ธรรมะ"บ้าง หรือไม่มี "อคติ" จนเกินไป
ทุกท่านคงได้บทสรุปแน่นอน.
รูปแบบการปกครองในสมัยพุทธกาล
รูปแบบการปกครองของบ้านเมือง แว่นแคว้นต่างๆ ในสมัยพุทธกาลนั้น พอจะจำแนกรูปแบบการปกครองออกเป็น ๒ รูปแบบ คือ แบบสมบูรณาญาสิทธิราช (ราชาธิปไตย) และแบบสหพันธ์รัฐ (สามัคคีธรรม) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
๑) แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarchical State) คือรัฐที่ให้อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองบ้านเมืองขึ้นอยู่กับกษัตริย์โดยตรง ตำแหน่งที่ลดหลั่นลงมาคือ ปุโรหิต เสนาบดี แต่ส่วนย่อยมีสภาการปกครองจากจุดย่อย คือ คาม นิคม ชนบท ระดับชนบทยังมีหัวหน้าทำนองเจ้าประเทศราชปกครองอีกด้วยแต่บางครั้ง อาจทรงมอบหมายอำนาจให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ หรือปุโรหิต ข้าราชบริพารไปปฏิบัติแทนได้ ประมุขของรัฐ เรียกว่า ราชา รัฐที่ปกครองในระบบนี้มีแคว้นมคธ โกศล อวันตี และวังสะ การสืบทอดอำนาจมักจะสืบทอดโดยสายเลือด เช่น จากพ่อไปสู่ลูก หรือหลาน
๒) แบบสหพันธรัฐ (Republic State) หรือสามัคคีธรรม (ประชาธิปไตย) คือรัฐที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองมิได้อยู่ที่ประมุขของรัฐแต่เพียงผู้เดียว มีการสับเปลี่ยนกันเป็นพระราชาของสาธารณรัฐ ตำแหน่งนี้มิได้เป็นตำแหน่งที่ได้โดยการสืบสายโลหิต สมาชิกของที่ประชุมคนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ รัฐแบบนี้มีสภาหรือสังฆะ เป็นผู้กำหนดนโยบายและมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง สภาจะทำหน้าที่เลือกสมาชิกมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า ราชา เช่น รัฐวัชชี รัฐมัลละ รัฐสักกะ เป็นต้น เป็นการรวมกันของหลาย ๆ รัฐแล้วเลือกผู้นำเข้ามา บริหารจัดการ ซึ่งเทียบเท่ากับระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน กล่าวคือการปกครอง การกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การตัดสิน ปัญหาต่างๆผู้ปกครองจะกระทำโดยมีการปรึกษาหารือกันก่อนมีการถือเสียงส่วนมากในการตัดสิน
ทั้ง ๒ รูปแบบนั้น ต่างก็อยากขยายเมือง หรืออำนาจให้แคว้นอื่นๆยำเกรง โดยรัฐที่มีแสนยานุภาพมาก จะยกทัพไปตีแคว้นอื่นๆ ถ้าชนะมีอำนาจเหนือรัฐอื่น ๆ ผู้ปกครองจะใช้คำว่า มหาราชา หรือพระเจ้าจักรพรรดิ เช่นปลายสมัยพุทธกาล แคว้นมคธสามารถตีเมืองอังวะและวัชชีไว้ในอำนาจได้
รูปแบบทางการเมืองการปกครองในสมัยพุทธกาลนั้นไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเมือง หรือนครรัฐนั้น ๆ เช่น บ้านขาณุมัต ซึ่งปกครองในรูปแบบพิเศษที่พระราชามอบให้เป็นรางวัล หรือพรหมไทย หรือในกรณีที่พวกพราหมณ์ปกครองเมือง เช่น กรุงเวฏฐทีปกะ ซึ่งปรากฏตอนที่ยกทัพเพื่อมาชิงพระบรมสารีริกธาตุ เป็น ๑ ใน ๘ เมืองที่ได้รับการแบ่งปันซึ่งปกติจะเป็นหน้าที่ของสถาบันกษัตริย์ในการปกครองสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีความเหลื่อมล้ำสูงต่ำต่างกัน ลักษณะทางการเมืองการปกครองจึงขาดเอกภาพมีการแบ่งรัฐใหญ่ รัฐเล็กกระจัดกระจายกันออกไป รัฐเหล่านี้ปกครองโดยราชา ซึ่งได้อำนาจมาโดยการสืบตระกูลบ้าง โดยการอาศัยการคัดเลือกจากนักรบบ้าง
แม้ว่าในสมัยพุทธกาลจะมีถึง ๒๑ แคว้น (รัฐ) โดยแบ่งรัฐมหาอำนาจออกเป็น ๔ รัฐ รัฐขนาดกลาง ๑๒ รัฐ และรัฐขนาดเล็กอีก ๕ รัฐ ตลอดพุทธกิจ ๔๕ พรรษาพระองค์ก็มิได้ทรงสนับสนุน หรือทรงตรัสแสดงแนวคิดถึงระบบการเมืองการปกครองในแง่มุมต่างๆอย่างชัดเจนโดยตรง อาจจะเป็นเพราะว่าท่านรู้ถึงความเป็นไปของวัฏสงสารอย่างแจ่มแจ้ง เดี๋ยวเมืองนั้นเจริญ เดี๋ยวเมืองนั้นเสื่อมไปตามกรรมของประชาชนและผู้นำ เช่น บ้านเมืองที่เจริญก็ย่อมหลงระเริงในความสุข ความอิ่มหนำสำราญ ไม่ช้าก็ก่อกรรมชั่ว เบียดเบียนกัน ดูถูกกัน ข่มเหงกัน และในที่สุดก็ต้องแตกแยกรบราฆ่าฟันกัน จนในที่สุดเมืองนั้นก็ล่มสลายลง แม้ในดินแดนประเทศไทย ก็มีอาณาจักรเก่าๆที่เคยเจริญรุ่งเรือง บัดนี้ก็เสื่อมสลายลงไปหมดแล้ว เช่น อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรเชียงแสน อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรโคตรบูร อาณาจักรละโว้ อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรทวาราวดี อาณาจักรที่เป็นตั้งเมืองพิมาย นครวัด ปัจจุบันเหลือแต่ซากกำแพงเมือง โบราณวัตถูที่เคยแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองมาแล้ว
กล่าวโดยสรุป พระพุทธศาสนาจึงเน้นการนำธรรมะ มาใช้ส่งเสริมระบอบการปกครองต่างๆ เช่น สาราณียธรรม 6 อปริหานิยธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 ราชสังคหวัตถุ 4 ทศพิธราชธรรม 10 จักรวรรดิวัตร 12 เพื่อใช้เป็นหลักของความดี ความถูกต้อง ความเสมอภาค ใช้เป็นหลักในการปกครอง เพื่อให้สังคมส่วนรวมมีความเป็นปกติสุข ไม่มีการแบ่งพรรค แบ่งพวก หรือชนชั้นวรรณะ สี ผิว ชาติ ตระกูล มีความสมานฉันท์ และคุ้มครองสิทธิของบุคคลทั่วไปให้ได้รับความเป็นธรรม ความเสมอภาคทางสังคมเท่าเทียมกัน หลักการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนาจึงยึดหลักการปกครองสายกลาง อหิงสา ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน ยึดหลักความถูกต้องเป็นหลัก คือ เป็นหลักธรรมาธิปไตยนั่นเอง
สังคมที่ดีนั้น จึงต้องมีกติกา และคนในสังคมต้องรักษากติกานั้น มีความเสมอภาคคือเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายได้รับความยุติธรรมจากกฎหมายเสมอหน้ากัน เพราะฉะนั้นความมีศีลและรักษาระเบียบวินัยเสมอกันจึงถือเป็นหลักสำคัญ ตัวอย่าง เช่น หลักทิฐิสามัญญตา คือ มีทิฐิ หรือทิฎฐิ มีความเห็น มีความเชื่อมั่น ยึดถือในหลักการ อุดมการณ์และอุดมคติที่ร่วมกันหรือสอดคล้องไปกันได้ คนในสังคมแบบนี้อย่างน้อยต้องมีความเห็นความเข้าใจและความเชื่อมั่นในหลักการ “คนสามารถมีศักยภาพเท่ากัน” ร่วมกัน
๑) แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarchical State) คือรัฐที่ให้อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองบ้านเมืองขึ้นอยู่กับกษัตริย์โดยตรง ตำแหน่งที่ลดหลั่นลงมาคือ ปุโรหิต เสนาบดี แต่ส่วนย่อยมีสภาการปกครองจากจุดย่อย คือ คาม นิคม ชนบท ระดับชนบทยังมีหัวหน้าทำนองเจ้าประเทศราชปกครองอีกด้วยแต่บางครั้ง อาจทรงมอบหมายอำนาจให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ หรือปุโรหิต ข้าราชบริพารไปปฏิบัติแทนได้ ประมุขของรัฐ เรียกว่า ราชา รัฐที่ปกครองในระบบนี้มีแคว้นมคธ โกศล อวันตี และวังสะ การสืบทอดอำนาจมักจะสืบทอดโดยสายเลือด เช่น จากพ่อไปสู่ลูก หรือหลาน
๒) แบบสหพันธรัฐ (Republic State) หรือสามัคคีธรรม (ประชาธิปไตย) คือรัฐที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองมิได้อยู่ที่ประมุขของรัฐแต่เพียงผู้เดียว มีการสับเปลี่ยนกันเป็นพระราชาของสาธารณรัฐ ตำแหน่งนี้มิได้เป็นตำแหน่งที่ได้โดยการสืบสายโลหิต สมาชิกของที่ประชุมคนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ รัฐแบบนี้มีสภาหรือสังฆะ เป็นผู้กำหนดนโยบายและมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง สภาจะทำหน้าที่เลือกสมาชิกมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า ราชา เช่น รัฐวัชชี รัฐมัลละ รัฐสักกะ เป็นต้น เป็นการรวมกันของหลาย ๆ รัฐแล้วเลือกผู้นำเข้ามา บริหารจัดการ ซึ่งเทียบเท่ากับระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน กล่าวคือการปกครอง การกำหนดนโยบาย การออกกฎหมาย การตัดสิน ปัญหาต่างๆผู้ปกครองจะกระทำโดยมีการปรึกษาหารือกันก่อนมีการถือเสียงส่วนมากในการตัดสิน
ทั้ง ๒ รูปแบบนั้น ต่างก็อยากขยายเมือง หรืออำนาจให้แคว้นอื่นๆยำเกรง โดยรัฐที่มีแสนยานุภาพมาก จะยกทัพไปตีแคว้นอื่นๆ ถ้าชนะมีอำนาจเหนือรัฐอื่น ๆ ผู้ปกครองจะใช้คำว่า มหาราชา หรือพระเจ้าจักรพรรดิ เช่นปลายสมัยพุทธกาล แคว้นมคธสามารถตีเมืองอังวะและวัชชีไว้ในอำนาจได้
รูปแบบทางการเมืองการปกครองในสมัยพุทธกาลนั้นไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเมือง หรือนครรัฐนั้น ๆ เช่น บ้านขาณุมัต ซึ่งปกครองในรูปแบบพิเศษที่พระราชามอบให้เป็นรางวัล หรือพรหมไทย หรือในกรณีที่พวกพราหมณ์ปกครองเมือง เช่น กรุงเวฏฐทีปกะ ซึ่งปรากฏตอนที่ยกทัพเพื่อมาชิงพระบรมสารีริกธาตุ เป็น ๑ ใน ๘ เมืองที่ได้รับการแบ่งปันซึ่งปกติจะเป็นหน้าที่ของสถาบันกษัตริย์ในการปกครองสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีความเหลื่อมล้ำสูงต่ำต่างกัน ลักษณะทางการเมืองการปกครองจึงขาดเอกภาพมีการแบ่งรัฐใหญ่ รัฐเล็กกระจัดกระจายกันออกไป รัฐเหล่านี้ปกครองโดยราชา ซึ่งได้อำนาจมาโดยการสืบตระกูลบ้าง โดยการอาศัยการคัดเลือกจากนักรบบ้าง
แม้ว่าในสมัยพุทธกาลจะมีถึง ๒๑ แคว้น (รัฐ) โดยแบ่งรัฐมหาอำนาจออกเป็น ๔ รัฐ รัฐขนาดกลาง ๑๒ รัฐ และรัฐขนาดเล็กอีก ๕ รัฐ ตลอดพุทธกิจ ๔๕ พรรษาพระองค์ก็มิได้ทรงสนับสนุน หรือทรงตรัสแสดงแนวคิดถึงระบบการเมืองการปกครองในแง่มุมต่างๆอย่างชัดเจนโดยตรง อาจจะเป็นเพราะว่าท่านรู้ถึงความเป็นไปของวัฏสงสารอย่างแจ่มแจ้ง เดี๋ยวเมืองนั้นเจริญ เดี๋ยวเมืองนั้นเสื่อมไปตามกรรมของประชาชนและผู้นำ เช่น บ้านเมืองที่เจริญก็ย่อมหลงระเริงในความสุข ความอิ่มหนำสำราญ ไม่ช้าก็ก่อกรรมชั่ว เบียดเบียนกัน ดูถูกกัน ข่มเหงกัน และในที่สุดก็ต้องแตกแยกรบราฆ่าฟันกัน จนในที่สุดเมืองนั้นก็ล่มสลายลง แม้ในดินแดนประเทศไทย ก็มีอาณาจักรเก่าๆที่เคยเจริญรุ่งเรือง บัดนี้ก็เสื่อมสลายลงไปหมดแล้ว เช่น อาณาจักรหริภุญชัย อาณาจักรเชียงแสน อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรโคตรบูร อาณาจักรละโว้ อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรทวาราวดี อาณาจักรที่เป็นตั้งเมืองพิมาย นครวัด ปัจจุบันเหลือแต่ซากกำแพงเมือง โบราณวัตถูที่เคยแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองมาแล้ว
กล่าวโดยสรุป พระพุทธศาสนาจึงเน้นการนำธรรมะ มาใช้ส่งเสริมระบอบการปกครองต่างๆ เช่น สาราณียธรรม 6 อปริหานิยธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 ราชสังคหวัตถุ 4 ทศพิธราชธรรม 10 จักรวรรดิวัตร 12 เพื่อใช้เป็นหลักของความดี ความถูกต้อง ความเสมอภาค ใช้เป็นหลักในการปกครอง เพื่อให้สังคมส่วนรวมมีความเป็นปกติสุข ไม่มีการแบ่งพรรค แบ่งพวก หรือชนชั้นวรรณะ สี ผิว ชาติ ตระกูล มีความสมานฉันท์ และคุ้มครองสิทธิของบุคคลทั่วไปให้ได้รับความเป็นธรรม ความเสมอภาคทางสังคมเท่าเทียมกัน หลักการปกครองตามแนวพระพุทธศาสนาจึงยึดหลักการปกครองสายกลาง อหิงสา ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน ยึดหลักความถูกต้องเป็นหลัก คือ เป็นหลักธรรมาธิปไตยนั่นเอง
สังคมที่ดีนั้น จึงต้องมีกติกา และคนในสังคมต้องรักษากติกานั้น มีความเสมอภาคคือเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายได้รับความยุติธรรมจากกฎหมายเสมอหน้ากัน เพราะฉะนั้นความมีศีลและรักษาระเบียบวินัยเสมอกันจึงถือเป็นหลักสำคัญ ตัวอย่าง เช่น หลักทิฐิสามัญญตา คือ มีทิฐิ หรือทิฎฐิ มีความเห็น มีความเชื่อมั่น ยึดถือในหลักการ อุดมการณ์และอุดมคติที่ร่วมกันหรือสอดคล้องไปกันได้ คนในสังคมแบบนี้อย่างน้อยต้องมีความเห็นความเข้าใจและความเชื่อมั่นในหลักการ “คนสามารถมีศักยภาพเท่ากัน” ร่วมกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)