วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ชีวิตที่เลือก "ได้" : ภพชาติที่เลือก "เป็น"

ชีวิตที่ "เลือก" ได้
คนที่เข้าใจว่า “ชีวิต” และ “กายกับใจ” เป็นสิ่งเดียวกัน จึงแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองคิดว่า “ดี” “ถูก” “มีคุณค่า” มาบำรุงบำเรอร่างกาย ปรนเปรอจิตใจ คนประเภทนี้ คือ “คน”
และธรรมชาติของจิต “คน” ที่ไม่ได้รับการฝึกหัด วันหนึ่งๆ จิตของคนนั้นๆ จะหมุนเวียนอยู่ในภพน้อยภพใหญ่อยู่ทั้งวันทั้งคืน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดิ้นรนไปเรื่อยๆ ปรุงแต่งไปเรื่อยๆ โดยมี “ตัณหา” เป็นแรงผลักดัน สภาพจิตจึงเดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย ปรุงแต่งสร้างอารมณ์ไปตามสิ่งที่มากระทบอยู่ตลอดเวลา อาทิ
คนที่จิตใจ ชอบมักฟุ้งซ่าน ใจลอย ปล่อยใจไปตามสิ่งแวดล้อมที่มากระทบ มีโมหะมาก ถ้าไม่ใจลอยก็ฟุ้งซ่านอุตลุด ไม่ก็ซึมไป ไม่ก็ลังเลสงสัย ไอ้โน่นก็ไม่รู้ ไอ้นี่ก็ไม่รู้ หรือมันอย่างโน้น หรือมันอย่างนี้ คิดมาก พวกคิดมาก ลังเลใจมากคนประเภทนี้อยู่ในสภาพจิต (ภพ) “เดรัจฉาน”
คนที่จิตใจมีแต่ความเร่าร้อนด้วยราคะ แผดเผาจิตใจด้วยความริษยาอาฆาต เห็นใครดีกว่าไม่ได้ จิตใจไม่แช่มชื่นไม่เบิกบาน เจือด้วยโทสะ เจือด้วยความทุกข์ตลอดเวลา คนประเภทนี้อยู่ในสภาพจิต (ภพ) “นรก”
คนที่จิตใจมีแต่ความโลภ โลภอยากได้โน่น ได้นี่เสมอ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี โดยไม่สนใจถูกผิดดีชั่ว คนประเภทนี้อยู่ในสภาพจิต (ภพ) “เปรต”
คนที่จิตใจหลงคิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเป็นหนึ่ง ยึดมั่นถือมั่นตัวเองมาก ยึดถือในความเห็นจัดๆตัวเองถูกแต่เพียงผู้เดียวอย่างรุนแรง มีมานะทิฏฐิสูง ไม่ฟังใคร คนประเภทนี้อยู่ในสภาพจิต(ภพ) “อสุรกาย”
คนที่จิตใจมีศีล รู้จักห้ามใจตนเอง มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีน้ำใจบ้าง คนประเภทนี้อยู่ในสภาพจิต (ภพ) “มนุษย์”
คนที่จิตใจมีความสุข ชอบทำบุญทำกุศล มีความละอายบาป เกรงกลัวต่อบาป คนประเภทนี้อยู่ในสภาพจิต (ภพ) “เทวดา”
คนที่จิตใจมีความสงบ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาในจิต คนประเภทนี้อยู่ในสภาพจิต (ภพ) “พรหม”
แต่...ถ้าเราสามารถฝึกหัดให้จิตใจ “มีสติ” รู้ทันจิต รู้ทันใจ รู้ทันกาย รู้ทันความเคลื่อนไหวของกาย รู้ทุกสิ่งด้วยความเป็นกลางด้วยจิตที่ตั้งมั่น จิตจะหมดความดิ้นรน หมดความอยาก จิตไม่ถูกตัณหาผลักดัน จิตจะเป็นอิสระขึ้นมา คนประเภทนี้อยู่ในสภาพจิต (ภพ) “พระ” หรือ "พุทธะ"
แล้วตัวท่านคิดว่าจิตของท่าน ในแต่ละวันส่วนมากจะอยู่ในสภาพจิตแบบไหน ?
และถ้าท่านรู้ว่า ส่วนมากท่านมีสภาพจิตแบบไหน ท่านก็สามารถทำนายตัวเองได้เลยว่า เมื่อสิ้นชีวิตลงตัวท่านจะไปเกิดในภพภูมิใดต่อไป
ก็ได้แต่ขอให้ทุกท่าน "สร้างภพในแต่ละวัน และในแต่ละชาติต่อไปให้ดีๆ "
ชีวิตของท่านเป็นอย่างไร ท่าน "เลือก" แล้ว
...................
เมื่อเข้าใจว่า...เมื่อกายเจ็บหรือทุกข์ ใจก็เจ็บหรือทุกข์ด้วย เป็น “คนธรรมดา”
เมื่อเข้าใจว่า...กายเจ็บหรือทุกข์ แต่ใจบางครั้งก็ไม่เจ็บหรือทุกข์ตาม เป็น “คนพอมีสติ”
เมื่อเข้าใจว่า...กายเจ็บหรือทุกข์ก็ส่วนกาย ใจก็ส่วนใจไม่เจ็บ ไม่ทุกข์ตาม เป็น “คนมีสติ”
เมื่อเข้าใจว่า...กายและใจมีแต่ทุกข์ จิตแค่ “เฝ้าดู เฝ้ารู้” เป็น “พระ” ไม่ใช่ “คน”
เมื่อเข้าใจว่า...กายก็ไม่มี จิตก็ไม่มี มีแต่จิต "รู้ ตื่น เบิกบาน" เป็น "พุทธะ"

นับถือพระรัตนตรัยอย่างไร จึงจะเป็นชาวพุทธที่แท้จริง

หลายปีมาแล้ว ผมเพิ่งเข้าใจว่า
“พระรัตนตรัย” ที่แท้จริง คืออะไร
“การนับถือพระรัตนตรัย” ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร
สมัยก่อน มีคำกล่าวว่า....
“...กราบพระพุทธ อย่าติดปูนปั้น กราบพระธรรมอย่าติดคัมภีร์ กราบพระสงฆ์อย่าติดลูกชาวบ้านคนห่มเหลือง…”
“...พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า คัมภีร์บังพระธรรม และลูกชาวบ้านบังพระสงฆ์...”
ตั้งแต่จำความได้ ก่อนพระจะทำพิธีกรรมใดๆ
พระท่านจะให้ไตรสรณาคมน์ รับศีลเสมอ
ผมก็ว่าตามพระ บางทีก็ทำปากขมุบขมิบตามพระไปอย่างนั้น
ต่อมาได้เข้าไปบวชเรียน เป็นผู้ให้ไตรสรณาคมน์ และศีล
ก็ว่าตามแบบแผนไป ไม่รู้เรื่องอะไรมากกว่ารูปแบบพิธีกรรม
แต่...ก็สังเกตว่าชาวบ้านว่าตามพระไปอย่างนั้นแหละ พอสักแต่ว่า “ได้ทำ”
หลังจากพอรู้เรื่องราวทางศาสนาพุทธมากขึ้น
วันหนึ่งเกิดเอะใจ สงสัยขึ้นมาว่า ปกติพระพุทธองค์ทรงสอนให้พวกเรา
“รู้จักพึ่งตนเอง” (อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ) นี่นา
แล้วทำไมพระพุทธองค์ จะทรงสอนให้พวกเรานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เป็นที่พึ่ง เป็นที่ยึดถือ เป็นที่ระลึกอีกล่ะ
ท่านเน้นว่าไม่มีที่พึ่ง ที่ยึดถือใดประเสริฐกว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อีกแล้ว
พูดง่ายๆ คือให้เอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวชีวิตนั่นแหละ
แสดงว่าท่านใช้ “ศรัทธา” นำหน้าเหมือนศาสนาอื่นอยู่ดีละมั้ง
คำสอนท่านไม่ขัดแย้งกันหรือ สงสัยมานานก็ยังไม่ได้คำตอบที่พอใจ สนิทใจสักเท่าใด
หลังจากละเรื่องเรียน มาฝึกหัดพัฒนาจิตหลายปี
จนวันหนึ่งนึกขึ้นได้ว่า เรามัวแต่ไปคิดว่า
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็น “สิ่ง” หรือ “บุคคล” (ปุคคลาธิษฐาน)
ทำไมเราไม่คิดว่า เป็น “ภาวะ” หรือ “สภาวะ” ของจิตบ้าง (ธรรมาธิษฐาน)
พอนึกขึ้นได้ จึงนำเทียบเคียงทั้งความหมาย และรากศัพท์
ก็พลอยหายสงสัย ที่นึกว่าขัดแย้งก็ไม่ขัดแย้ง แถมลงรอยอย่างสนิทกัน
และต่อมานึกขึ้นได้ว่า ในขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พุทธวรรคที่ 14 พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า “ มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมยึดเอาภูเขา ป่าไม้ อารามและรุกขเจดีย์ ว่าเป็นสรณะ สรณะนั่นไม่เกษม สรณะนั่นไม่อุดม เพราะบุคคลอาศัยสรณะนั้นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
ส่วน...บุคคลใดยึดเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ คือ การเห็นอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์(สมุทัย) ความดับทุกข์ (นิโรธ)และมรรคมีองค์แปดอันประเสริฐ ซึ่งยังสัตว์ให้ถึงความพ้นทุกข์ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง สรณะนั่นแลเกษม สรณะนั่นอุดม เพราะบุคคลอาศัยสรณะนั้นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”
จึงเข้าใจแจ่มแจ้งว่า การนับถือพระรัตนตรัย ก็คือ การพัฒนาตนเองให้มี “สติ” และ “ปัญญา” สามารถเข้าใจและยอมรับความจริงของสัจธรรมชีวิต เช่น โลกธรรม 8 ไตรลักษณ์ 3 อริยสัจ 4 จนปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดอีก
ผมจึงขอจำแนกการนับถือพระรัตนตรัยสำหรับชาวบ้าน ตามทัศนะของผม ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1 การนับถือพระรัตนตรัย ในฐานะและเชื่อว่า พระพุทธ คือ พระพุทธองค์ พระธรรม คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ คือ สาวกผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ระดับที่ 2 การนับถือพระรัตนตรัย ในฐานะและเชื่อว่า เป็นการระลึกถึงคุณค่าของพระรัตนตรัย อาทิ กราบพระพุทธ หมายถึง การกราบคุณค่าของพระพุทธองค์ 9 ประการ โดยย่อ 3 ประการ, กราบพระธรรม หมายถึง คุณค่าของพระธรรม 6 ประการ, กราบพระสงฆ์ หมายถึง กราบคุณค่าของพระสงฆ์ 10 ประการ
ระดับที่ 3 การนับถือพระรัตนตรัย ในฐานะและเชื่อว่า ถ้าฝึกจิตให้รู้ ให้ตื่น ให้เบิกบาน (มีสติ) ในอริยสัจ 4 ก็คือ การมีพระพุทธ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก, ถ้าฝึกให้รู้จัก ให้เห็นความจริงต่างๆ ของทุกสรรพสิ่ง และอริยสัจ 4 ก็คือ การมีพระธรรม เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก, และการฝึกให้ "ใจ" มี “ปัญญา” ยอมรับตามธรรมะนั้น และปฏิบัติตนตามธรรมะ(ความจริง)นั้นๆ ตามอริยสัจ 4 ก็คือ การมีพระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
ก็หวังว่า พุทธศาสนิกชนชาวไทย จะนับถือพระรัตนตรัยในระดับที่ 3 มากขึ้นนะครับ
...ขอแถมครับ...
พุทธะ แปลว่า รู้ ตื่น เบิกบาน ........ยสฺมา วา จตฺตาริ สจฺจานิ อตฺตนาปิ พุชฺฌิ อญฺเญปิ สตฺเต โพเธสิ ตสฺมา เอวมาทีหิปิ การเณหิ พุทฺโธ (วิสุทธิมัคค ๑/๒๑๘) แปลว่า ........หรือว่าเพราะเหตุที่พระองค์ตรัสรู้อริยสัจสี่ แม้ด้วยพระองค์เองแล้ว ก็ทรงโปรดสัตว์เหล่าอื่นให้ตรัสรู้ (ตาม) ได้ เพราะฉะนั้น จึงทรงพระนามว่า พุทธะ แม้เพราะเหตุอย่างที่กล่าวมาแล้วเป็นต้นนี้.. (พุทฺธ เป็น ธาตุ เป็นรากศัพท์ แปลว่า รู้, พุทฺธ : (วิ.) ผู้รู้, ผู้ตรัสรู้. มาจาก พุธฺ โพธเน, โต. แปลง ต เป็น ทฺธ ลบที่สุดธาตุ)
ธัมมะ มาจากรากศัพท์ว่า ธรฺ หรือ ธา แปลว่า ทรงไว้ สภาพที่...ทรง...ไว้ (ยก, พยุง, สนับสนุน, เกื้อหนุน) หมายถึง สภาวะความจริงของสิ่งต่างๆ
สงฆ์ หมายถึง ผู้บรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล 4 จำพวก มีวิเคราะห์ตามพระบาลีว่า “สํโยชนํ ฆาเตตีติ สงฺโฆ (ปุคฺคโล). บุคคลใด ย่อมฆ่าซึ่งสังโยชน์ เหตุนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า สงฆ์ (ผู้ฆ่าซึ่งสังโยชน์)”
(สงฆ์ มาจาก สังโยชน เป็นบทหน้า (ลดรูปเหลือเพียง สัง) .. ผสมกับ หน แปลว่า ฆ่า (หน ศัพท์นี้แปลงเป็น ฆาต หรือ ฆ ได้ตามหลักไวยากรณ์) ลง อ ปัจจัย (สังโยชน - สงฺ + หน - ฆ + อ = สงฆ์) ฉะนั้น สงฆ์ ตามนัยนี้จึงแปลว่า ผู้ฆ่าซึ่งสังโยชน์ ..(สังโยชน์ เป็นชื่อของกิเลส ซึ่งอาจแปลได้ว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดหรือประกอบสัตว์ไว้ในภพเพื่อมิให้หลุดพ้น)
อีกนัยหนึ่ง แปลว่า หมู่ คณะ พวก กลุ่ม ตามพระวินัยกำหนดภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปว่า สงฆ์ คำว่าภิกษุสงฆ์ เป็นคำสมาส แปลว่า หมู่แห่งภิกษุ มีอรรถวิเคราะห์ว่า ภิกฺขูนํ สงฺโฆ ภิกฺขุสงฺโฆ อันว่าหมู่แห่งภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่า ภิกษุสงฆ์ (หมู่แห่งภิกษุ) / สงฆ์ ในนัย "ภิกขุสงฆ์" จึงแปลว่า หมู่ คณะ กลุ่ม หรือพวก เป็นต้นเท่านั้น มิได้หมายถึงภิกษุโดยเฉพาะ.. เพราะมีคำว่า ภิกษุ ยืนยันอยู่ด้านหน้าแล้ว
คำว่า พระ มาจากบาลีว่า วฺร แปลว่า ประเสริฐ (คำสันสกฤต).ถ้าจะกล่าวเป็นคำไทยแท้ก็น่าจะหมายถึง เลิศ, ดี, เยี่ยม, ควรแก่การยกย่อง, ควรแก่การเชิดชู, ประมาณนี้

"ศาสนา" ไม่วันสูญหายหรือเสื่อมไปจากมนุษย์

คนธรรมดาสามัญมักจะตระหนกกลัวว่า "ศาสนา" จะสูญหาย หรือเสื่อม เมื่อได้รับข่าวคราวที่ไม่ดีจากคนในวงการศาสนา
แต่ขอให้ทุกท่าน "สบายใจ" ได้ว่า ศาสนาจะไม่มีวันเสื่อมหรือสูญหายไปจากมนุษย์หรือโลกหรอกครับ
เพราะว่า
...............
"ศาสนา" เกิดจากมนุษย์พยายามหาทางแก้ปัญหา หรือความทุกข์ของชีวิต
แต่...ที่มีศาสนาหลากหลายเป็นเพราะ "คนต้นคิด" มองปัญหาหรือทุกข์ และการแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน
* ศาสนาที่นับถือพระเจ้า เช่น ศาสนาคริสต์ ฮินดู อิสลาม ฯลฯ เชื่อว่าปัญหาต่างๆ ของมนุษย์เกิดจากพระผู้เป็นเจ้าบันดาล เพราะมนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ไม่จงรักภักดีพระเจ้า ขัดคำสั่งพระเจ้า
* ดังนั้นการแก้ปัญหาของศาสนาเหล่านี้ จึงแก้ด้วยการ "มอบใจ" "เชื่อใจ" ให้ความรัก ให้ความเชื่อมั่น ไว้วางใจกับพระเจ้า จงรักภักดีพระเจ้า สารภาพบาปไถ่บาป และอ้อนวอน บวงสรวงพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าพอใจ จึงจะบันดาลให้ปัญหาหมดไป ได้รับแต่สิ่งที่ดีๆในชีวิต
.................

  • แต่....ศาสนาพุทธเห็นว่าปัญหาของชีวิต ล้วนเกิดจาก "จิตใจ" ของมนุษย์ที่ไม่มี "สติ" และมี "ปัญญา" พอ จึงหลงผิด(อวิชชา) ปล่อยให้ความอยากชนะจิตใจ (ตัณหา)
  • ดังนั้น การจะแก้ปัญหาชีวิตให้หมดไปตามแนวทางศาสนาพุทธ จะต้อง "ฝึก" "อบรม"(สอน) จิตใจตนเองให้มีสติและปัญญามากยิ่งขึ้น จนกว่าสติ (ระลึกรู้เท่าทันตามความเป็นจริง) และปัญญา(ความรู้แจ้งหรือการยอมรับตามความเป็นจริงนั้น ) สามารถรู้เท่าทันธรรมะ (ความจริง ,ความถูกต้อง) จนปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปัญหาและความทุกข์ก็จะไม่มีใน "จิตใจ"อีก

  • ***********
    เมื่อ "เข้าใจ" ศาสนาผิด ก็ " นับถือ" ศาสนาผิดๆ
    มนุษย์ส่วนมาก นับถือศาสนา "ผิดๆ" เพราะ
    ๑. เข้าใจว่า ศาสนา หมายถึง สิ่งที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
    ๒. เข้าใจว่า ศาสนา หมายถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้าผู้บันดาล
    ๓. เข้าใจว่า ศาสนา หมายถึง สิ่งที่คนนับถือต่อๆกันมาว่าเป็นสิ่งดี สอนให้เป็นคนดี
    ๔. เข้าใจว่า ศาสนา หมายถึง สถาบัน รูปแบบ เช่น วัด โบสถ์ วิหาร มัสยิด สุเหร่าฯลฯ
    ๕. เข้าใจว่า ศาสนา หมายถึง รูปแบบตัวบุคคล เช่น นักบวช นักพรต โยคี พระ บาทหลวง พราหมณ์ ฯลฯ
    ๖. เข้าใจว่า ศาสนา หมายถึง พิธีกรรมต่างๆ ทั้งที่เป็นประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา และพิธีกรรมที่เป็นการสวดมนต์อ้อนวอนบวงสรวงขอพร
    ....................
    ความเข้าใจ “ศาสนา” ที่ถูกต้อง
    ที่จริง "ศาสนา" ไม่ใช่เรื่องลึกลับ หรือเรื่องศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นสถาบันสร้างคนดี หรืออะไรๆมากมาย ตามที่คนรุ่นหลังพยายามสร้าง "ศาสนา" ให้เป็น "สถาบัน"
    ศาสนาจริงๆ ล้วนเกิดจากมีผู้มาชี้แนะ หรือแนะนำ แนวทางในการแก้ปัญหาชีวิต หรือความทุกข์ของชีวิต เพื่อทำให้มีความสุข ความสบายใจ หรือเพื่อทำให้จิตใจเจริญขึ้น สูงขึ้น ประณีตละเอียดยิ่งขึ้น
    เมื่อ "คำสอน" นั้น "คำแนะนำ" นั้น มีผู้เชื่อถือ ปฏิบัติตาม และได้ผลดีจริงตามที่เขาต้องการ คนรุ่นต่อมาจึงกำหนดเป็น "หลัก" มี "กฎ" มี "เกณฑ์" การใช้ชีวิตต่างๆขึ้นมา
    แต่ที่มีพิธีกรรมขึ้นมาให้ดู น่านิยม ศรัทธา ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ ล้วนมีเจตนาแอบแฝงทั้งนั้น
    เพราะศาสนาจริงๆ ก็แค่แนวทาง หรือวิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งของมนุษย์คนหนึ่ง ที่แนะให้เห็นว่า ปัญหาชีวิต หรือทุกข์ทั้งหมดของมนุึษย์ล้วนเกิดมาจาก "จิตใจที่ไม่ดี" ถ้าจะแก้ปัญหาให้ได้ ต้องแก้ที่ "ใจ" ก่อน
    แต่....ใครจะแก้โดยวิธีใด ก็ขึ้นอยู่ที่เห็นหรือคิดว่า "เพราะอะไร" ใจจึงไม่ดี
    **********
    สรุปได้ว่า.....

  • ศาสนา จะไม่มีวันสูญหาย หรือสูญสิ้น เสื่อมไปจากโลกนี้ ถ้าตราบใดมนุษย์ยังคงมีคนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ปัญหาชีวิตนั้นอยู่ที่ "ใจ" เป็นตัวการ
  • และที่สำคัญเพราะมนุษย์ต้องมีปัญหาชีวิตอยู่เสมอตลอดเวลา และมนุษย์ก็คงพยายามหาทาง "แก้ปัญหา" ให้กับตัวเองเรื่อยไป
  • แต่ศาสนาพุทธ คริสต์ ฮินดู อิสลาม ฯลฯ สามารถเสื่อมสูญสิ้นไปได้ เพราะถ้าคำสอนหรือวิธีการของศาสนานั้นๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตให้มนุษย์ที่นับถือได้อีก หรือมนุษย์ไม่ศรัทธาศาสนานั้นด้วยเหตุใดก็ตาม ศาสนานั้นจะเสื่อมหรือสูญสิ้นไปในที่สุด
  • แต่ในไม่ช้ามนุษย์ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาชีวิตกันใหม่ แล้วศาสนาใหม่ก็เกิดขึ้นทดแทนกันต่อไป ถ้า...ตราบใด ยังมี "มนุษย์" และ "โลก" นี้อยู่

  • **********
    ดังนั้น…….
    คนที่กลัว "ศาสนาจะเสื่อม" ก็ไม่ต้องกลัวนะครับ เพราะ "ตัวศาสนาไม่มีวันเสื่อม"
    สิ่งที่เราควรกลัว คือ คนไทย สังคมไทย จะไม่ได้เห็น ได้ยินคำชี้แนะในการแก้ปัญหาหรือความทุกข์ที่ถูกต้องตามสัจธรรม หรือสื่งดีๆ จากหลักศาสนาพุทธอีกต่อไปมากกว่า
    เพราะ "...ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ ไม่ได้ยิน..." หลักธรรมะ(ความจริง) ที่พระพุทธองค์ทรงสอน ชี้แนะไว้
    ถ้า....เรายังปล่อยปละละเลย ให้คนที่แอบอ้าง "ศาสนาดีๆ" แบบศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือผู้ที่ปฏิญญาตนว่าเป็น "นักบวชในศาสนาพุทธ"
    แต่...กลับไม่เคยปฏิบัติตาม หรือยึดมั่นตามหลักคำสอน คำแนะนำของพุทธองค์(เจ้าชายสิทธัตถะ) ที่ให้ “ฝึกสติ สร้างปัญญา” เพื่อให้ "ละคลายความยึดมั่นถือมั่นตัวตน" ในการดำเนินชีวิตแพร่หลายมากขึ้นทุกวัน
    มิหนำซ้ำยังไปเอาเครื่องรางของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม หรือยกย่องสถาบัน หรือบุคคลที่คิดว่า "ดี" มาเป็นสรณะ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือชีวิต แทนพระรัตนตรัย
    คราวนี้ก็จะเห็น **ศาสนาพุทธ "เสื่อม" "สูญ" และ "หาย" ไปจาก...คนไทย ประเทศไทย** แน่นอนครับ

    ทำไมสังคม จึงควรมีปรัชญา และ ศาสนาเป็นพื้นฐาน

    หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ปรัชญา ศาสนา การเมือง ไปด้วยกันได้ไหม ?
    จริงๆ แล้ว ปรัชญา เป็นแค่ "แนวคิดหนึ่ง" ของมนุษย์ ที่พยายามหาเหตุผลที่มีความเป็นไปได้มาอธิบายเรื่องราวต่างๆ
    ปรัชญา จึงไม่ใช่ข้อสรุป เป็นแค่ "แนวคิด" เท่านั้น
    ส่วนศาสนา เป็นเรื่อง ของ"แนวทาง หรือคำแนะนำ" การใช้ชีวิตเพื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แก้ปัญหา แก้ทุกข์ ฯลฯ โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาทุกอย่างเกิดขึ้นที่ "ใจ" แต่บางศาสนาให้เชื่อว่า "เกิดจากใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งดีงาม หรือเชื่อในพระเจ้า" แต่...ศาสนาพุทธ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหรือทุกข์ของคน เกิดจากความยึดมั่นถือมั่นหลงผิด ของ "ใจที่ไม่มีสติปํญญาพอ"
    ส่วนการเมือง ก็เป็นเรื่องของคนในสังคมที่จะต้องเลือกว่า "จะอยู่ หรือ จะใช้" แนวทางของระบบ หรือระบอบการปกครองเช่นใดเป็นแนวทางการดำรงชีวิตร่วมกัน
    ดังนั้น เรื่องบางเรื่อง เราไม่สามารถที่จะมองดูเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว แบบแยกส่วนได้ ต้องใช้วิธีการมองดูเรื่องราวต่างๆ รอบตัวทั้งเรื่อง ชีวิต การทำงาน ครอบครัว ความรัก การเมือง ฯลฯ แบบบูรณาการ หรือองค์รวม
    แต่ที่เรา ยกข่าวการเมือง หรือกระแสความเห็นต่อการเมือง เพราะการเมืองกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันมากมาย ถ้ายกละคร หรือบางเรื่อง ก็อาจจะมีผู้รับรู้ไม่กี่คน
    ตัวอย่าง ข่าวการเมืองดังๆ หรือกระแสความเห็นต่อการเมือง ก่อนที่เราจะเชื่อ เราก็ควรใช้เหตุผล(ตรรกะ)ต่อข่าวนั้นๆก่อน แล้วหาข้อมูล ข้อเท็จจริงเพิ่ม (นี่คือปรัชญา) แล้วมาเทียบเคียงกับหลักศาสนาว่ามันควรเป็นอย่างไร (สติ-ปัญญาในศาสนาพุทธ) และบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร หรือควรเป็นอย่างไร(รัฐศาสตร์ - การเมือง) เป็นต้น
    บางครั้งผมจึงให้ความเห็นก่อนพิจารณาข่าวต่างๆ แก่นักศึกษาว่า "เชิญพิจารณาดูข้อมูลแต่ละชุด ว่าน่าเชื่อแค่ไหน" หรือ "ข้อมูลอีกด้าน" บางโพสต์ เช่น โพสต์สหายคำตัน ผมก็ให้ความเห็นต่อท้ายเช่น "นี่ก็เป็นการเมืองแบบไทยๆ และความย้อนแย้งที่ยากจะหาพบได้ที่ไหนในโลก"
    เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านได้ใช้ปรัชญา หลักศาสนาที่ตนเองนับถือ เป็นหลักในการรับรู้หรือเสพข่าวสารนั้นๆ ครับ
    ผมจึงนิยมใช้คำว่า "ปรัชญา ศาสนา สังคม การเมือง" และต่อท้ายว่า (โลกกว้างทางการศึกษา) ไงครับ
    ถ้า...ทุกท่านรับรู้ และ เสพข่าวสารด้วยปรัชญา และใช้สติปัญญาตามหลักศาสนาพุทธ....
    แค่นี้ผมก็ชื่นใจแล้วครับ

    “ปรัชญา ศาสนา การเมือง” ควรชวนคุยกันไหม

    มีผู้คนทั่วไป เชื่อต่อๆกันมาว่า ถ้าคิดจะคบกันต่อไป ไม่ควรพุดคุยกันในเรื่อง “ปรัชญา ศาสนา การเมือง” เพราะคุยๆไป เดี๋ยวได้ลุกขึ้นมาทะเลาะวิวาทกัน จนถึงเลิกคบกันไปในที่สุด แม้แต่เป็นเพื่อนที่สนิทกันมานานก็ตาม
    คนที่คิดว่าเรื่อง 3 เรื่องเป็นสิ่งไม่ควรพูดถึง เพราะเป็นเหตุทำให้คนทะเลาะกัน ถ้าเราแอบฟังเขาคุยกัน (ห้ามร่วมวงคุยครับ) เราจะได้ยินอย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้คุยกันตามหลักคิด หรือกรอบประเด็นต่างๆ แต่เขาคุยกันด้วย "ความรู้สึก" ที่ชอบไม่ชอบ อย่างนี้ดีกว่าอย่างนั้น อย่างนั้นไม่ดี เชื่อ(กู)เหอะ เป็นอย่างนี้ทุกวงที่คุยกัน
    ถ้าคุยกันแบบนี้ รับรองได้เลยว่าต้องทะเลาะกันอย่างแน่นอน แต่จะถึงขั้นลุกขึ้นมาต่อยกัน ตบตีกัน ฆ่ากัน ก็อยู่กับการ “อยากเอาชนะ” กันขนาดไหน ถ้าอยากเอาชนะมากรับรองได้ว่าเลือดตกยางออกแน่นอนครับ
    ทั้งนี้ ก็เพราะบุคคลในวงสนทนาพูดคุย เขาจะให้ทุกสิ่งสอดคล้องกันไปหมด และทั้ง 3 สิ่งต้องให้คำตอบที่แน่นอนเป็นบรรทัดฐานได้กับเขา
    ที่จริง ทั้ง “ปรัชญา ศาสนา การเมือง” ล้วนมีที่มามาจากพื้นฐาน “การคิด” เหมือนกัน เป็นการคิดที่อยากแก้ปัญหาตามที่ตนเองข้องใจหรือสงสัย ที่แตกต่างกัน เพราะมุมมองต่อ “ปัญหา” เกิดจากอะไรต่างกัน เช่น คนๆหนึ่ง คิดว่า ปัญหาของตนเองเกิดจาก “สังคม หรือสิ่งแวดล้อมไม่ดี” เขาก็จะกลายเป็นนักสังคมไป ถ้าบางคนเชื่อว่า ปัญหาเกิดจาก “การปกครองไม่ดี” ไม่ช้าเขาก็จะกลายเป็นนักรัฐศาสตร์ไป แต่ถ้าบางคนเชื่อว่า ปัญหาชีวิตเกิดจาก “ใจที่ไม่ดี” เขาก็จะกลายเป็นนักการศาสนาไปในที่สุด
    ทั้งปรัชญา ศาสนา การเมือง มีหลายอย่างที่สอดคล้องกัน บางอย่างก็สอดคล้องกันในแง่หลักการ บางอย่างก็ในแง่เป้าหมาย บางอย่างก็ในแง่กระบวนการ บางอย่างก็ในแง่วิธีการ ไม่ได้สอดคล้องกันทุกเรื่อง หรือทุกประเด็น
    ถ้าเข้าใจว่า จะคุยเรื่องปรัชญา ศาสนา การเมืองในแง่ไหน แง่อะไร โอกาสที่จะทะเลาะกันมีน้อยมาก ดังนั้น ถ้าทุกคนมี "หลัก" ในการคิด การพูด ชีวิตหรือสังคมก็ไม่ค่อยวุ่นวาย หรือต้องมาทะเลาะกัน แบ่งแยกชนชั้น แบ่งแยกสีเสื้อ แบบทุกวันนี้มากหรอกครับ
    แต่ที่วุ่นวายกัน มีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ก็เพราะคนส่วนมากสับสนทั้งความคิด ความต้องการ ง่ายๆ ก็คือ ชีวิตหรือสังคมต้องมีหลัก หรือมีเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อมีหลักหรือเป้าหมายแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ทุกอย่างมีขอบเขตข้อจำกัด ได้อย่างหนึ่ง ก็ต้องเสียอย่างหนึ่ง แต่...เพราะจะเอาผลทั้งหมด ไม่ยอมรับความผิดพลาด หรือข้อจำกัด
    ตัวอย่างเช่น การเมือง ถ้าเราตกลงกันให้ได้ว่า ประเทศไทยจะเอาการเมืองแบบ “ผู้แทน” หรือ แบบ “ผู้นำ” ก็จบได้ แต่ที่ไม่จบก็เพราะ ในสังคมไทยคนส่วนหนึ่งเป็นคนที่มีอิทธิพลทางด้านความคิด หรือวิถีชีวิต เขาจะเอาแบบ “ผู้นำ” เขาไม่ชอบระบอบประชาธิปไตย แต่...เขาไม่สามารถต้านทานความเจริญของโลกได้ เขาจึงจำยอมให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งอย่างนี้ก็วุ่นวายแน่ เพราะมันผิดฝาผิดตัว ผิดทั้งหลักการ เป้าหมาย กระบวนการ วิธีการแล้วละครับ
    เพราะถ้าเราเลือก “ผู้นำ” เราก็ต้องเลือกคนดี มีคุณธรรม (ทำนองมีทศพิธราชธรรม หรือ จักรพรรดิราชาวัตรนั่นแหละครับ ประเภทต้องเป็นคนที่ฝึกฝนอบรมมาอย่างดี) มานำเรา ซึ่งสังคมแบบนี้ ต้องใช้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชเท่านั้น เพราะคนที่เขาต้องการเป็น “ผู้นำ” เขาจะรับผิดชอบวิถีชีวิตของเราทุกอย่าง ก็เหมือนพ่อแม่เลี้ยงลูกนั่นแหละครับ พ่อแม่ต้องเป็น “พรหม หรือ เทวดา” ให้ได้ เพื่อนำชีวิตลูกให้ประสบแต่สิ่งที่ดี
    แต่ระบอบประชาธิปไตย เขามุ่งให้เราเลือก “ผู้แทน” ไปทำงานให้เรา เขาไม่ได้มุ่งหมายให้เราเลือก “คนดี” มานำวิถีชีวิตเราครับ
    สังคมที่น่าจะนำความสุขมาให้กับคนในสังคม คือ สังคมที่มีหลัก หรือเป้าหมาย และมีวิธีการกระบวนการที่ชัดเจน ทำหรือพัฒนาตามลำดับความสำคัญมากน้อยต่อสภาพเหตุการณ์จริง ต่อเป้าหมาย และความจำเป็นของสังคม และคนในสังคม
    ส่วนสังคมที่ไม่ดี นำปัญหา หรือทุกข์ให้กับคนในสังคม คือ สังคมที่อยู่กันด้วยความรู้สึก อารมณ์ ความคิดเห็น ไม่ได้อยู่ด้วยข้อเท็จจริง หรือสภาพความจริง ขาดเป้าหมายหลักการที่ชัดเจน ทำทุกอย่างที่ใครว่าดี บางครั้งก็เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เวลาทำก็สับสนเดี๋ยวทำอันนั้นเดี๋ยวทำอันนี้ ไม่เสร็จไปทีละเรื่องทีละด้านตามลำดับความสำคัญมากน้อยต่อเป้าหมายของสังคม

    10 ปี แห่งการสุมไฟความเกลียดชัง

    ประเทศไทย10 ปีมานี้ ต้องเรียกว่า
    1. " ทศวรรษแห่งการเรียกตัวเองว่าคนดี"
    2. " ทศวรรษแห่งการเรียกตัวเองว่าคนมีการศึกษา "
    >> 10 ปี แห่งการดำรงชิวิต ด้วยความกลัว ด้วยความเกลียดชัง ของคนเหล่านี้

    10 ปี ทีผ่านมา มันเป็นแบบนี้จริงๆ

    อ้างเป็นคนดี อ้างเป็นคนมีการศึกษา และก็ดำรงชีวิต ด้วยความเกลียดชัง

    เมื่อก่อนหน้านี้ ไม่มีจริงๆนะ

    ลองนึกย้อนไปดู และคิดตาม นะ จะเห็นภาพชัดเจนเชียว

    เชื่อว่าทุกคน ต้องมีเพื่อนคิดต่าง อยู่ร่วมกันได้หมด
    และเมื่อก่อน ดาราที่ไปรับงานที่นักการเมืองจ้าง ก็ไม่เป็นอะไร
    และเมื่อก่อนดาราไปถ่ายรูป หรือประชาชนไปถ่ายรูปกับนักการเมืองก็ไม่เป็นอะไร

    >> แล้วลองมามองตอนนี้สิ

    และยิ่งมานึกถึงวลี "สยามเมืองยิ้ม เราเมืองพุทธ" ก็จะยิ่งเห็นภาพความสุขจากมิตรไมตรีชัดเจน

    น่าเศร้าใจจริงๆ ...

    นักการเมือง โกหกเก่ง ?

    คนทั่วไปมักเชื่อว่า นักการเมือง เป็นบุคคลที่โกหก หลอกลวงเก่ง โกงเก่งกว่าใคร แต่ตามหลักจิตวิทยาแล้ว กลายเป็นว่า นักการเมืองเป็นบุุคคลที่มีสัจจะมากคนหนึ่ง เพราะต้องทำตามสัญญา (หาเสียง) ที่ให้ไว้กับประชาชน และเป็นบุคคลที่ผลักดันทุกอย่างเพื่อชาวบ้าน

    ส่วนอาชีพที่มักโกหก หลอกลวงเก่งที่สุด กลายเป็น "อาชีพรับจ้างรบ" เพราะต้องหลอกลวงคู่ต่อสู้ให้ตายใจบ้าง เอาทีเผลอบ้าง เอาซึ่งๆหน้า  และพวกเขามักจะปลุกระดมคนไปตายแทนเขาได้ เป็นล้านๆคน แต่เขาไม่ตายเลย มีแต่ชาวบ้านที่ตายแทนเขา เพราะเขาบังคับเกณฑไปรบ ดูจากตัวอย่างบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ผ่านก็ได้ ทั้งเรื่องสามก๊ก ฮิตเลอร์ นโปเลียน ใกล้ๆตัวก็ได้ ทั้งเหมาเจ๋อตุง เนวิน อูนุ เขมรสามฝ่าย ลาวสองฝ่าย ฯลฯ


    แต่....พวกเขากลับเรียกเป็นภาษาไพเราะว่า "อุบาย" หรือ "กลยุทธ"

    แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ก็คือ การโกหก หลอกลวงอยู่ดีนั่นเอง เพราะพวกเขาไม่มีสัจจะ คุณธรรมประจำใจ มีแต่ "ชัยชนะ" เท่านั้น ทั้งๆที่พาพวกชาวบ้านไปรบเพราะอยากได้ผู้หญิงบ้าง อิจฉาที่เขาดีกว่าบ้าง อยากได้สมบัติเขาบ้าง เพราะศักดิ์ศรีบ้าง อยากเป็นใหญ่เหนือเขา แต่กลับอ้างสวยหรูว่า "เพื่อชาติ" ทั้งๆที่พฤติกรรมแบบนี้ ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา มักจะถูกเรียกว่า "โจร" แต่คนกลุ่มนี้กลับบอกตัวเองว่า "เป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีชายชาติ......."

    คนพวกนี้ นักจิตวิทยา มักจะกล่าวตรงกันว่า ถ้าไม่มีอาวุธ หรือ แต่งเครื่องแบบ พวกเขามักจะเป็นคน "ขี้ขลาดตาขาว" มากกว่าทุกผู้คน

    นักเลงสมัยก่อน เขาไม่มีอาวุธ เขาก็เอาชนะคู่ต่อสู้ โดยอีกฝ่ายยอมรับได้ แม้แต่โจรจริงๆ จะปล้น ยังต้องบอกเจ้าของบ้านก่อนว่า "จะปล้นวันไหน เวลาไหน" จะสู้ก็ได้ ไม่สู้ก็ได้

    แต่ทั้งนักเลง และโจรยุคก่อน มักจะไม่รังแกหรือทำร้ายเด็ก ผู้หญิง พระ หรือผู้ที่ไม่คิดต่อสู้

    แต่...พวกที่เรียกตัวเองว่า "ชายชาติ....." สมัยนี้ที่อ้างว่าตัวเองเป็นกลาง แต่กลับ ทั้งรังแกเด็ก ทำร้ายผู้หญิง ควบคุมตัวผู้หญิง(เพราะกลัวผู้หญิง) จับกุมแต่พวกเสื้อแดง แต่พวกที่ทำร้ายบ้านเมืองมาตลอด 6 เดือน กลับไม่ทำอะไรเลย

    ผู้ที่ใจเป็นกลาง ที่เห็นการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา 1 เดือนนี้ จึงสรุปตรงกันว่าว่า "ที่แท้มึงเป็นพวกเดียวกันนี่เอง"

    แล้วจะประกาศทำไมว่าเป็นกลาง มารักษาความสงบ ก็พวกมึงนั่นแหละที่ก่อความไม่สงบตลอดมา

    คราวนี้ คนหลายคนจึง "ตาสว่าง" มากขึ้นไปอีก เพราะฝ่ายนั้นเปิดเผยตัว และธาตุแท้นิสัยจิตใจ พฤติกรรมออกมาหมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นใคร มีเจตนาเป้าหมายที่แท้จริงอย่างไร

    สรุป : ระหว่างประชาธิปไตย ที่ให้ประชาชนมีสิทธิในการบริหารบ้าง กับ ระบอบการปกครองที่ยอมให้คนกลุ่มหนึ่งปกครอง โดยที่เราไม่ต้องเลือกหรือรับรู้แต่อย่างใดว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน แต่ทุกคนต้องเชื่อฟังเขา เพราะเขาเชื่อว่าเขาเป็น "คนดี", เป็นคน "ชนชั้นสูง", เป็นคนฉลาดที่สุด เก่งที่สุด, เขารักชาติมากกว่าใคร ดังนั้น จึงสมควรให้เขาเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง

    เราจะเลือกอะไรกัน ตัดสินใจดีๆ นะครับ ชีวิตของท่านอยู่ในกำมือของตัวท่านเองแล้ว

    ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่คนไทยใจพุทธร่วมกันสร้างมาให้สังคมนี้ และบุญกุศลที่ผมไปปฏิบัติ "ธรรมะ" ฝึกฝนจิตใจมา ขอเป็นพลวปัจจัยให้ทุกท่าน และสังคมแห่งนี้ประสบแต่ "ความสวัสดี" พ้นภัยพิบัติของสังคมมนุษย์ในสถานประเทศแห่งนี้ โดยทั่วถึงกันครับ