ที่จริงการถกเถียงเรื่องการเมืองตอนนี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
เพราะถ้าขึ้นต้นคำถาม หรือประเด็นถกเถียงว่า ประเทศไทยควรมีระบอบการปกครองแบบไหนดี ? แบบนี้รับรองว่า “ยาก” แน่นอน ซึ่งมันจะกว้างและหาบทสรุปไม่ได้ใน 100 ปี เพราะต้องถกเถียงถึงข้อดีข้อเสีย และความเป็นไปได้ของระบอบต่างๆ ถ้านำมาใช้กับเมืองไทย เถียงกันมากเข้า โอกาสที่จะฆ่ากันตายก็มีสูงไปด้วย
แต่ถ้าขึ้นต้นข้อถกเถียงกันว่า ประเทศไทยควรปกครองในระบอบประชาธิปไตยไหม ? อย่างนี้ “ง่าย” มาก จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือ เลือกตั้งก่อนปฏิรูป ก็สามารถให้คำตอบได้ง่ายตามไปด้วย เพราะแค่บอกว่า “ควร หรือ ไม่ควร” ก็จบแล้ว และที่จริงก็จบไปนานแล้วกับคำถามนี้ เพราะเราถูกสอนให้รับรู้ว่า สังคมไทยเลือกการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่เกิด อาจจะเพราะเป็นการปกครองที่สากลทั่วโลกยอมรับก็ได้ เราต้องการเป็นสากลอารยะประเทศก็เลยต้องมีการปกครองแบบนี้ตาม
เพราะคำว่า “ประชาธิปไตย” มีคำนิยามที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชน และเพื่อประชาชน” อะไรๆที่ประชาชนไม่ได้เป็นคนตัดสินใจ ถือว่าผิดหลักการประชาธิปไตยหมด
ที่เมืองไทยมีปัญหาทางการเมือง ทางความคิดตอนนี้ ก็เพราะจริงๆแล้ว คนกลุ่มหนึ่งเขาไม่ได้ต้องการให้มีระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย เขาไม่ได้ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ เขาต้องการแค่ให้ชนชั้นเขาเป็นใหญ่ เป็นผู้ปกครองประเทศเท่านั้น
ถ้าใครพูดถึงเรื่อง “คนดี” หรือ “คนไม่ควรเท่ากัน” หรือ เรียกร้องให้นักการเมืองเป็นคนดี มีการเมืองสร้างสรรค์ หรือว่าประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง ***ให้พึงรู้เถิดว่า เขากำลังไม่ได้พูดระบอบประชาธิปไตยกับเรา*** แต่....เขากำลังบอกว่าตัวเขาหรือพวกเขาควรเป็นผู้ปกครองประเทศนี้ ควรมอบอำนาจให้เขา เพราะเขาเป็นคนดีกว่า เก่งกว่า จริงใจกว่าคนที่ประชาชนเลือกมา
เพราะประชาธิปไตยจริงๆ ก็คือ ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจชีวิตของตัวเอง แต่ประชาชนไม่สามารถไปทำภารกิจตามความต้องการได้ทุกอย่าง เขาจึงเรียกร้องหา “ผู้อาสา” หรือเลือก “ตัวแทน” ไปทำงานแทนให้
ระบอบประชาธิปไตย จึงอยู่ที่ “การเลือก” จะเป็นการเลือก “ตัวแทน” หรือ “ผู้นำ” ตามที่เขาต้องการ ก็ได้ทั้งนั้น และเขาต้องยอมรับผิดชอบกับคนที่เขาเลือกภายในเวลาที่กำหนด ประชาธิปไตยจริงๆ ก็มีแค่นี้เอง ไม่ได้มีอะไรลึกลับ ซับซ้อนแต่อย่างใด อะไรๆที่เกินกว่านี้ถือว่าไม่ใช่ “หลักการ” ของประชาธิปไตย
และถ้าเกินไปจากนี้ เช่น ต้องการให้นักการเมืองเป็นคนดี หรือต้องจบปริญญาตรี หรือต้องมีอายุเท่านั้นเท่านี้ หรือต้องมีความรู้ความสามารถอย่างนั้นอย่างนี้ แสดงว่ามีผู้นำเอาความคาดหวัง และเจตนาแอบแฝงที่ต้องการให้ตัวเอง หรือพวกตัวเองได้ประโยชน์มาใช้กับระบอบประชาธิปไตยแล้วล่ะ
ที่เมืองไทยวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีผู้ต้องการให้ตัวเอง หรือพวกตัวเองได้ประโยชน์ โดยสร้างเงื่อนไขมากมายกับระบอบประชาธิปไตย ร่างกฎกติการะเบียบมากมาย ผลิตรัฐธรรมนูญไม่รู้กี่ฉบับ จนเกิดปัญหามากมายซับซ้อนตามมาไม่รู้จบ
และที่หนักกว่านั้น สร้างภาพให้นักการเมือง ที่เป็นตัวแทนของประชาชนเป็น “ผู้ร้าย” ตลอดกาล เช่น กล่าวหาว่านักการเมืองฝ่ายรัฐบาล เป็นเผด็จการรัฐสภา แต่ตัวเองเขียนเงื่อนไขว่าผู้แทนต้องสังกัดพรรค และผู้ที่ได้เสียงข้างมากในสภาให้จัดตั้งรัฐบาล เมื่อใครมีเสียงข้างมากในสภาก็ย่อมเป็นทั้งรัฐบาล และนิติบัญญัติไปด้วย และแม้แต่การเลือกตัวแทน(นักการเมือง)ของประชาชน ก็เขียนจนสับสนว่าจะให้ ตัวแทนของประชาชนมาทำงานหรือไม่ เพราะจะทำอะไรก็ติดขัดไปหมด มีนโยบายแล้ว มอบให้ข้าราชการไปทำงาน แต่ถ้าข้าราชการไม่ทำ จะโยกย้ายหรือปลดระวางก็ยากมาก เพราะอ้างว่าข้าราชการไม่ใช่ “ม้า” ของนักการเมือง
ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ที่ลักลั่น ยอกย้อน ขัดแย้งกันในตัวเองของเงื่อนไขที่เขียนในรัฐธรรมนูญ และจากตัวอย่างที่ยกมา สรุปได้ว่า “เขา” สร้างปัญหาให้กับเมืองไทยมาโดยตลอด ทำให้เมืองไทยไม่สงบวุ่นวาย เพื่อจะได้อาศัยเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจจากประชาชน และเมื่อยึดไปแล้วก็ไม่สามารถปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะไม่ช้าก็ต้องให้มีเลือกตั้ง เนื่องด้วยไปสัญญากับประเทศต่างๆทั่วโลกว่าประเทศนี้จะปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถึงจะพยายามเขียนเงื่อนไขไม่ให้ตัวแทนของประชาชนทำอะไรได้ตามที่หาเสียงมา สุดท้ายก็ต้องมีเลือกตั้งอยู่ดี มีเพียงแค่พยายามเอาคนของตัวเองเข้าไปมีอำนาจทุกภาคส่วน เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แล้ววันหนึ่งถ้าอำนาจของตัวเองลดลงเกือบครึ่ง ก็จะหาเหตุอ้างยึดอำนาจของประชาชนกลับไปให้พวกตัวเองมีอำนาจครบถ้วนทุกภาคส่วนใหม่อีก วนเวียนอย่างนี้ไม่รู้จบ
เขาถึงเรียกการปกครองเมืองไทยตอนนี้เป็น “วงจรอุบาทว์” ไงครับ
ถ้าจะไม่ให้ “วงจรอุบาทว์” นี้เกิดขึ้นอีก ประชาชนต้องรู้เท่าทัน และหวงแหนอำนาจของตัวเองไว้มากๆ อย่าปล่อยให้ใครมาแอบอ้างความดี คนดี เพื่อ “เขา” จะได้มีอำนาจในการปกครองประเทศนี้นานๆ แต่เพียงผู้เดียวนะครับ
สำหรับทัศนะของผมทุกระบอบการปกครองก็มีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ระบอบจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่คนของสังคมนั้นจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน และส่วนตัวผมเชื่อ “กฎแห่งกรรม” ดังนั้นในโลกนี้จึงต้องมีสังคมและระบอบการปกครองหลายชนิด เพื่อให้คนได้ไปเวียนว่ายตายเกิดในแต่ละชาติ ไปเกิดไปเรียนรู้ในสังคมนั้นๆ ตามสภาวะจิตใจที่สั่งสมมา และชดใช้หนี้เวรที่สร้างมา
ผมเชื่อว่า “ทุกชีวิตที่เกิดมา ไม่มีคำว่า “บังเอิญ” การที่ทุกคนเกิดในประเทศแบบไหน สังคมแบบไหน พ่อแม่พี่น้องเพื่อนแบบไหน สิ่งแวดล้อมแบบไหน ล้วนเพราะเขา “เลือก” มาเกิดตาม “กรรม และสภาวะจิต” ของตนเอง หรือมีผู้จิตสูงส่งแนะนำให้มาเกิด
อย่าลืมไปเลือกตั้งวันนี้นะครับ เพราะนั่น คือ การตัดสินใจชีวิตของท่าน ว่าท่านจะเลือกใช้ชีวิตแบบใดในอนาคต โดยไม่ต้องรอให้ กปปส. หรือใครมากำหนดชะตาชีวิตของท่าน
“การเลือกตั้ง” เท่านั้นที่แสดงว่า “ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนตัดสินใจชีวิตของตนเอง” โดยไม่ต้องฆ่าฟันทำร้ายกัน
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557
รักแท้หายาก รักตัวเองมากกว่า
• คนที่มัวแต่วิ่งหาความรัก แสวงหาความรักแท้
แต่ทำไม...ไม่เจอ “ความรัก” หรือ รักแท้" "สักที
ก็เพราะเขา(เธอ)ยังไม่เคย "รัก" ใครจริง
มัวแต่...วิ่งหา แสวงหาว่าใคร
จะมาตามใจฉัน เอาใจใส่ฉัน
ยอมฉันมากที่สุดกว่าใคร
• ทุกคน "อยากมีรัก" หรือ "ได้รับความรัก" เสมอ
ทั้งๆที่ "ความจริง" (ธรรมะ) สอนเราอยู่ตลอดเวลาว่า
"อยากมีรักแท้" ต้อง "รู้จักรักคนอื่น" ก่อน
หรือ "มีใจ" ที่รู้จัก "ให้" ก่อนนะสิ
• เพราะเมื่อรักใคร ก็ต้องมี "ใจ" ให้
ทั้งยอม "...ให้ใจ ใส่ใจ เอาใจ..."
กับคนที่ตนเองรัก
อยากให้คนที่ตนเองรัก
มีความสุข ความสมหวัง
เรียกว่าขณะมีความรัก เห็นคนอื่นสำคัญกว่าตัว
ไม่เอาแต่ใจตนเอง ตัวเองแค่ภูมิใจเท่านั้นก็พอ
โบราณถึงมีคำว่า "...ความรักทำให้คนตาบอด..."
ทำอย่างไรได้ก็รักเขาแล้วล่ะ
• ถ้ายัง ...ไม่ให้ใจใคร ใส่ใจใคร เอาใจใคร ยอมใคร...
มีแต่ความอยากให้มีใครสักคน
มาเอาใจ ใส่ใจ ตามใจตัวเองเท่านั้น
ก็แสดงว่าคนๆนั้นยังไม่มีความรักจริงๆ
หรือยังไม่เคยรักใคร
มีแต่ "รักตนเอง" เป็นสรณะ
• พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า....
- ทายโก ปฏิทานํ ผู้ให้ย่อมได้รับการให้ตอบ
- ททมาโน ปิโย โหติ ผุ้ให้ย่อมเป็นที่รัก
- ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
• ดังนั้น อยากได้ความรักจากใคร
ก็จงรักเขาก่อนจำไว้....อย่าลืม
• แต่คงค่อนข้างยาก
เพราะทุกคนอยากให้มีใครมารักตัวก่อน
ไม่อยากเป็นผู้รักคนอื่นก่อนทั้งนั้น
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า
...นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ...
ความรักอื่นยิ่งกว่าความรักตัวเองไม่มี.
• ในโลกนี้
จึงมีแต่ผู้มีความทุกข์จากความรัก
มากกว่าสุขครับ
...................
ทิ้งท้าย :
วันหนึ่งมีผู้ถามผมว่า
ส่วนมากคนมักรักตัวเองมากกว่าผู้อื่น
แล้วจะมีไหมที่คนเราจะรักคนอื่นมากกว่าตนเอง
ผมตอบว่า : มีครับ
คนที่ไม่ค่อยรักตัวเอง รักคนอื่นมากกว่า
ก็พ่อแม่ไงล่ะครับ ทำทุกอย่างเพื่อลูก
แต่ท่านก็ยังติดอยู่ที่ ต้องเป็นลูกของตัวเอง
ท่านถึงจะรักเมตตาเต็มที่
ส่วนบุคคลอื่นก็พอมีบ้าง เช่น
พระที่ปฏิบัติจนละคลายความยึดมั่นถือมั่นได้บ้าง
ท่านก็จะเสียสละความสุขของตัวท่านไปช่วยผู้อื่น เช่น
พระที่ชอบรักษาผู้ป่วย ชอบสงเคราะห์ผู้อื่น
หรือทางภาคเหนือ ก็ตัวอย่าง ครูบาศรีวิชัย เป็นต้น
แต่ก็ไม่แน่ว่า
จะรักคนอื่นตลอดไปเหมือนเดิม
ถ้าองค์ไหน คนไหนเริ่มดัง
หรือมีแต่คนเยินยอทุกวัน
ก็มักหลงตัวเองว่าเป็น "คนดี" "ผู้วิเศษ"
ก็เริ่มรังเกียจ ดูถูกคนต่ำต้อยกว่าอีก
ต่อมาก็ "เลือก" คนที่จะรัก คนที่จะให้
เฉพาะคน "ใกล้ชิด" หรือ "คนพิเศษ"
ที่ไม่ใช่ "คน" ธรรมดาเหมือนเดิมอีก.
เฮ้อ ! คนหนอคน.
แต่ทำไม...ไม่เจอ “ความรัก” หรือ รักแท้" "สักที
ก็เพราะเขา(เธอ)ยังไม่เคย "รัก" ใครจริง
มัวแต่...วิ่งหา แสวงหาว่าใคร
จะมาตามใจฉัน เอาใจใส่ฉัน
ยอมฉันมากที่สุดกว่าใคร
• ทุกคน "อยากมีรัก" หรือ "ได้รับความรัก" เสมอ
ทั้งๆที่ "ความจริง" (ธรรมะ) สอนเราอยู่ตลอดเวลาว่า
"อยากมีรักแท้" ต้อง "รู้จักรักคนอื่น" ก่อน
หรือ "มีใจ" ที่รู้จัก "ให้" ก่อนนะสิ
• เพราะเมื่อรักใคร ก็ต้องมี "ใจ" ให้
ทั้งยอม "...ให้ใจ ใส่ใจ เอาใจ..."
กับคนที่ตนเองรัก
อยากให้คนที่ตนเองรัก
มีความสุข ความสมหวัง
เรียกว่าขณะมีความรัก เห็นคนอื่นสำคัญกว่าตัว
ไม่เอาแต่ใจตนเอง ตัวเองแค่ภูมิใจเท่านั้นก็พอ
โบราณถึงมีคำว่า "...ความรักทำให้คนตาบอด..."
ทำอย่างไรได้ก็รักเขาแล้วล่ะ
• ถ้ายัง ...ไม่ให้ใจใคร ใส่ใจใคร เอาใจใคร ยอมใคร...
มีแต่ความอยากให้มีใครสักคน
มาเอาใจ ใส่ใจ ตามใจตัวเองเท่านั้น
ก็แสดงว่าคนๆนั้นยังไม่มีความรักจริงๆ
หรือยังไม่เคยรักใคร
มีแต่ "รักตนเอง" เป็นสรณะ
• พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า....
- ทายโก ปฏิทานํ ผู้ให้ย่อมได้รับการให้ตอบ
- ททมาโน ปิโย โหติ ผุ้ให้ย่อมเป็นที่รัก
- ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
• ดังนั้น อยากได้ความรักจากใคร
ก็จงรักเขาก่อนจำไว้....อย่าลืม
• แต่คงค่อนข้างยาก
เพราะทุกคนอยากให้มีใครมารักตัวก่อน
ไม่อยากเป็นผู้รักคนอื่นก่อนทั้งนั้น
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า
...นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ...
ความรักอื่นยิ่งกว่าความรักตัวเองไม่มี.
• ในโลกนี้
จึงมีแต่ผู้มีความทุกข์จากความรัก
มากกว่าสุขครับ
...................
ทิ้งท้าย :
วันหนึ่งมีผู้ถามผมว่า
ส่วนมากคนมักรักตัวเองมากกว่าผู้อื่น
แล้วจะมีไหมที่คนเราจะรักคนอื่นมากกว่าตนเอง
ผมตอบว่า : มีครับ
คนที่ไม่ค่อยรักตัวเอง รักคนอื่นมากกว่า
ก็พ่อแม่ไงล่ะครับ ทำทุกอย่างเพื่อลูก
แต่ท่านก็ยังติดอยู่ที่ ต้องเป็นลูกของตัวเอง
ท่านถึงจะรักเมตตาเต็มที่
ส่วนบุคคลอื่นก็พอมีบ้าง เช่น
พระที่ปฏิบัติจนละคลายความยึดมั่นถือมั่นได้บ้าง
ท่านก็จะเสียสละความสุขของตัวท่านไปช่วยผู้อื่น เช่น
พระที่ชอบรักษาผู้ป่วย ชอบสงเคราะห์ผู้อื่น
หรือทางภาคเหนือ ก็ตัวอย่าง ครูบาศรีวิชัย เป็นต้น
แต่ก็ไม่แน่ว่า
จะรักคนอื่นตลอดไปเหมือนเดิม
ถ้าองค์ไหน คนไหนเริ่มดัง
หรือมีแต่คนเยินยอทุกวัน
ก็มักหลงตัวเองว่าเป็น "คนดี" "ผู้วิเศษ"
ก็เริ่มรังเกียจ ดูถูกคนต่ำต้อยกว่าอีก
ต่อมาก็ "เลือก" คนที่จะรัก คนที่จะให้
เฉพาะคน "ใกล้ชิด" หรือ "คนพิเศษ"
ที่ไม่ใช่ "คน" ธรรมดาเหมือนเดิมอีก.
เฮ้อ ! คนหนอคน.
“..ปรับความเข้าใจฝ่ายวัด และฝ่ายบ้าน เกี่ยวกับเรื่องศาสนา และพระๆ..” ตอน 2
ครับ, จากตอนที่ 1 พวกเราน้อมรับคำขอร้องฝ่ายวัดที่ว่า
ให้พวกเราประชาชนชาวบ้านช่วยกันรักษาพระศาสนา โดยไม่ช่วยกันกระพือ
หรือขุดคุ้ยข่าวที่ไม่ดีของพระ "อลัชชี" หรือ "ผู้ทุศีล"
ออกไป แต่...พวกเราก็ต้องขอร้องฝ่ายวัด หรือผู้อยากเป็นนักบวชว่า
อย่าช่วยกันกระจายสิ่งที่ไม่ดีของพวกท่านออกมาสู่สาธารณะบ่อยนักสิครับ
พอพวกเราเห็นก็อยากแนะนำ ชี้แจงว่าไม่ดี ไม่ควรนำมาลง
จึงมีคนกลุ่มหนึ่งช่วยกันตักเตือนพวกหน้าด้าน ไม่รู้จักยางอาย ให้สงบสำรวมบ้าง
ไม่ได้ตั้งใจจะประจานพวกพระที่ดีหรอกครับ พวกผมยังนับถือพระพุทธศาสนา
และพระสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยเสมอ
แต่พวกท่านกลุ่มหนึ่งก็เหลือเกิน ขยันสร้างข่าว
ขยันนำสิ่งที่ไม่ดีออกมาสู่สาธารณชนกันเหลือเกิน ก็ได้แต่ขออาราธนา
ร้องขอว่าพวกท่านช่วยกันตักเตือน ควบคุมกันด้วย ชีวิตชาวบ้านชาวโลกเขาวุ่นวาย
สกปรกก็เป็นเรื่องของสัตว์โลกที่ยังมืดบอดด้วยอวิชชา รอพระที่ดีมาช่วยสอนเกิดสติปัญญาขจัดอวิชชา
แต่พวกท่านมีโอกาสได้เล่าเรียนศึกษาพระธรรมวินัยมา ก็น่าจะรู้ว่าอะไรควรทำ
ไม่ควรทำกันบ้าง
ตัวอย่างเฟสและหลายภาพที่พวก "อลัชชี"
ไม่มียางอาย หน้าด้าน เอามาลงประจานตัวเอง ทำลายพวกตัวเองให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา
แล้วพอเสื่อมเสียขึ้นมา กลัวชาวบ้านหมดศรัทธา คราวนี้กลับมาเรียกร้องพุทธบริษัท 4 ให้ช่วยกันเสียแล้ว เช่น
ที่จริงชาวบ้านเขาแยกออกครับว่า
พระทั่วไปชาวบ้านเขาไม่คาดหวังให้ถึงกับต้องเคร่งครัดอะไรหนักหนาหรอกครับ
เพราะเขาสร้างวัดขึ้นมาเพื่อให้พระภิกษุที่เขาเคารพนับถือ ศรัทธาในความสามารถ
อยู่ประจำเป็นเจ้าอาวาส หรือ อาจารย์วัด หรือ หัวหน้าพระ เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ
เอาไว้ทำบุญสุนทาน หรือเป็นที่พึ่งยามเจ็บป่วยบ้าง และช่วยสั่งสอน
อบรมขัดเกลานิสัย จิตใจลูกหลานของพวกเขาให้ดีขึ้น
ถ้าพระภิกษุองค์ไหนไม่ดี ชาวบ้านเขาก็เลิกศรัทธา นิมนต์ไปอยู่ที่อื่นเอง
หรือไม่ก็ขอให้สึกเสียถ้าเป็นลุกบ้านตัวเอง ไม่ปล่อยให้เสียศรัทธา
ดังเช่นสวนโมกข์ในอดีต ที่ท่านพุทธทาสเล่าให้ฟัง พอชาวบ้านรู้ว่าทำไม่ดี
ชาวบ้านก็เอากางเกงมาให้พระนุ่ง สึกออกไปเสีย ไม่ต้องถึงกับขับไล่ไสส่ง
ลุกฮือล้อมรอบวัดเหมือนสมัยนี้ เพราะวัดเป็นของชาวบ้าน พระเป็นเพียงผู้อยู่อาศัย
ดูแลวัดให้สะอาดเรียบร้อย ตามที่ญาติโยมสร้างให้เท่านั้น
ไม่ต้องให้พระออกเรี่ยไรหาเงินมาสร้างวัดเองแบบปัจจุบัน
แต่ที่เป็นปัญหากันทุกวันนี้
เพราะศาสนาพุทธในเมืองไทยกลายเป็น “สถาบัน” วัดเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” มีสถานะเป็น “นิติบุคคล” เจ้าอาวาส เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าคณะจังหวัด จึงจะมีผลตามกฎหมาย
ชาวบ้านตั้งเองไม่ได้
ซึ่งในแง่ดี
ก็คือรัฐเป็นผู้คุ้มครองพระศาสนาไม่ให้ใครมารังแกพระ หรือศาสนาพุทธได้โดยง่าย, ในแง่ไม่ดี มีนักบวชบางคนบางรูปไปวิ่งเต้นผ่านเจ้าคณะระดับต่างๆ
ให้ตั้งตัวเองเป็นเจ้าอาวาส โดยเฉพาะวัดที่มีผลประโยชน์มากๆจะเป็นเกือบทุกที่
พระที่ชาวบ้านเลือกหรือศรัทธามักไม่ได้รับการแต่งตั้ง
แต่ก็มีบางท้องถิ่นที่เจ้าคณะท่านแต่งตั้งอนุโลมตามศรัทธาชาวบ้าน
วัดแบบนี้ชาวบ้านแทบทำอะไรไม่ได้ ชาวบ้านได้แต่นั่งทำตาปริบๆ
หรือไม่ก็หันไปทำบุญวัดอื่นแทน
สำนักสงฆ์เกิดขึ้นมากมายก็เพราะสาเหตุนี้สาเหตุหนึ่ง ที่ชาวบ้านอยากได้พระดี
แต่วัดข้างบ้านไม่สามารถสนองตอบได้
ก็เลยต้องตั้งวัดใหม่ขึ้นมาไว้ทำบุญแบบสนิทใจหน่อย
ยิ่งวัดบางวัดเพื่อหนีการรบกวนของชาวบ้าน จะได้บริหารวัดโดยอิสระ
ก็มักจะขอยกวัดธรรมดาเป็นวัดพระอารามหลวง คราวนี้ชาวบ้านหมดสิทธิ์ในการควบคุม
กำกับ ติดตามโดยปริยาย เพราะทั้งเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส
ล้วนถูกแต่งตั้งโดยมหาเถรสมาคม องค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย ชาวบ้านไม่เกี่ยว
จะนิมนต์สึกหรือให้ไปอยู่ที่อื่น เหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้
อ้างว่าต้องมีการสอบสวนก่อน ยิ่งถ้าได้พวกหน้าด้านมากๆ ไม่มียางอาย
ก็จะเล่นแง่แถไปเรื่อยๆ ถือว่าใครทำอะไรไม่ได้ จนกว่าชาวบ้านจะจับได้คาหนังคาเขา
เช่น ที่มีข่าวล้อมกุฎิ ถ่ายรูป ถ่ายคลิปวีดิโอเป็นหลักฐาน ถึงจะยอมจนมุม ลาสิกขา
นอกนั้นอย่าหวังเสียให้ยาก
ชาวบ้านไม่ได้หวังกับพระลูกวัดให้ดีวิเศษหรอกครับ
ถ้าประเภทเหลือขอรับไม่ไหว ชาวบ้านเขาก็แค่เอ่ยปากว่า “..ขนาดมีผ้าเหลืองนะเนี่ย ถ้าไม่บวชจะขนาดไหน...”
แต่ที่ชาวบ้านเขาคาดหวังมาก ก็คือ ตัวอาจารย์วัด
หรือผู้ที่ตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนธรรมะชาวบ้าน แต่...กลับมีปัญหาเสียเอง
นั่นแหละครับที่เขา “เฮิร์ท” ทำใจไม่ได้
เขียนเมื่อ 25 กรกฏาคม 2556
“..ปรับความเข้าใจฝ่ายวัด และฝ่ายบ้าน เกี่ยวกับเรื่องศาสนา และพระๆ..” ตอน 1
เข้าพรรษาแล้ว มีหลายที่ที่ฝนตก เข้าใจว่าทำให้โลกและบ้านเมืองเย็นลงมาบ้าง และข่าวคราวเรื่องของพระที่เป็นกระแสดังมาก ก็ผ่านไปแล้ว ทุกฝ่ายคงพอจะสงบจิตสงบใจลงได้บ้าง ผมจึงถือโอกาสนี้ชี้แจงเรื่องของพระภิกษุในสังคมไทยได้เสียที
ข่าวพระภิกษุในพุทธศาสนาที่ดังในกระแสข่าวของสื่อสารมวลชนทุกวันนี้ มองในแง่หนึ่งก็เหมือนจะประจาน ตำหนิติเตียน จนฝ่ายวัดมีพระภิกษุบางองค์น้อยใจว่าทำไมสื่อและพวกเราชอบลงแต่ข่าวไม่ดีของพระไม่ดี พระที่ดีๆทำไมไม่ลงข่าว
บางองค์ก็ถามกลับไปว่าสาเหตุมาจากพระฝ่ายเดียวหรือ พระพุทธศาสนาเป็นของบริษัท ๔ ทำไมพอมีเรื่องเกี่ยวกับพระ มักจ้องกันขุดคุ้ย แต่ทีฆราวาสโกง แย่งคู่ครอง เบียดเบียนกัน ฆ่ากัน นักการเมือง ข้าราชการล้วนสาบานสมาทานถือศีล ปฏิญาณตนนับถือพระรัตนตรัยก่อนทำบุญให้ทานทุกครั้ง แล้วยังถวายสัตย์ปฏิญาณสาบานตนต่อองค์พระมหากษัตริย์ ศีลเพียง ๕ ข้อยังรักษาไม่ได้ ไฉนไม่เรียก “ทุศีล”
บางองค์ก็ถึงกล่าวหาว่าพวกที่แพร่ข่าวพระไม่ดีต่อๆกัน ว่าเป็นพวกทำลายศาสนา ไม่รักชาติบ้านเมืองของไทย ถ้าอยากหาพระดี บริสุทธิ์ผ่องใส ทรงศีล ก็มาบวชเสียเอง (ฮา)
อันที่จริงผมก็เห็นด้วยทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่อยากให้พระสงบสำรวมตามสมณวิสัยมากขึ้น เพื่อไว้เป็นที่พึ่งทางใจ จะได้กราบไหว้แบบสนิทใจ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับบางคนที่ใช้ภาษาค่อนข้างรุนแรง หยาบคาย แสดงถึงอารมณ์โทสะมากเกินไป และผมก็เห็นใจฝ่ายพระภิกษุที่หวั่นไหวไปตามกระแสข่าว กลัวว่าชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธาพระ ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีที่จะทำลายศาสนาพุทธในเมืองไทยให้สูญหายไปมากกว่านี้ แต่ผมก็ว่า..บางองค์ใช้ภาษาที่แสดงอารมณ์ตัดพ้อต่อว่า น้อยใจญาติโยมที่เขียนว่ากล่าวรุนแรงไปเหมือนกัน
สำหรับผมในฐานะเคยบวชเรียนรู้เรื่องปริยัติมาบ้าง เคยฝึกจิตมาก็พอสมควร และผมมั่นใจว่าผมยังมั่นคงในพระรัตนตรัย และศรัทธาคำสอนของพุทธองค์เป็นอย่างยิ่งด้วยเศียรเกล้า
ผมจึงขอเรียนชี้แจงแทนฝ่ายชาวบ้านต่อพระภิกษุว่า พวกเราไม่มีเจตนาทำลายศาสนาพุทธที่เป็นของดีที่สุดในเมืองไทย แต่เพราะพวกเราเห็นคุณค่ามากเกินไป จึงเสียดายที่จะถูกคนพวกหนึ่งมาทำลายศาสนา ทั้งที่พระรุ่นก่อนๆ สอนพวกเรา และท่านทำตัวอย่างให้พวกเราดู จนพวกเราศรัทธา เชื่อว่าดีจริง จึงเรียกพวกท่านว่า “พระ (ผู้ประเสริฐ)” พวกเราจึงถวายการอุปถัมภ์ด้วยปัจจัย 4 และบางทีก็สรรหาของดีไปให้พวกท่านได้ฉัน พ่อแม่ของพวกเรายังไม่ได้กินของดีๆ แบบพวกท่านเลย เพราะพวกเราเชื่อว่าจะได้บุญ เมื่อได้ทำกับพวกท่านที่เป็น “สมณะ” (ขนาดพระเถระผู้ใหญ่ของพวกท่านหลายรูป ยังดุ ยังเตือนตำหนิ พวกเราเสมอว่า อย่ามัวไปทำบุญกับพระที่วัด จนลืมพระอรหันต์ที่บ้าน)
แต่พวกท่านบางองค์ตอบแทนพวกเราอย่างสาสม โดยการทำตัวเหลวแหลก ไม่ประพฤติตัวตามพระธรรมวินัย และที่หนักกว่านั้น ทำผิดศีลผิดข้อวัตรปฏิบัติแล้วไม่ว่า ยังนำเอารูปถ่ายที่ลามกจกเปรตบ้าง รูปถ่ายที่ทำผิด หรือเป็นคลิปวีดีโอบ้างมาเผยแพร่ในที่สาธารณะ
แต่ในขณะเดียวกันพวกท่านกลับยังจะเรียกร้องไม่ให้พวกผมวิจารณ์ในด้านเสื่อมเสีย ขอให้พวกเราชาวบ้านยังศรัทธา ก้มหน้าก้มตาถวายของให้พวกท่านใช้ ท่านกินเหมือนเดิม ไม่ว่าพระภิกษุสามเณรเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร โดยอ้างว่าวิจารณ์มากไปจะทำลายศาสนา แล้วจะให้พวกผมปล่อยวาง ทำใจอุเบกขา ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อ “ผู้ทุศีล” นั้นได้อย่างไร
พวกท่านจะเห็นว่าในขณะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยอบายมุข ก็ยังมีชาวบ้านมากมายหลายกลุ่มหลายคณะที่สนใจธรรมะ ชักชวนกันทำบุญที่นั่นที่นี่ ฝึกจิตปฏิบัติธรรม ซึ่งท่านจะเห็นพวกเรากลุ่มหนึ่งเปิดเฟสบุ๊ค ด้านนี้ไม่ใช่น้อย พวกเราส่วนหนึ่งนำธรรมะที่ดีๆที่ตนเองได้รับจากการปฏิบัติมาเผยแพร่ แชร์ต่อๆกัน บางคนก็นำข้อคิดจากหนังสือธรรมะของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ต่างๆมาลง ไม่ใช่ว่าพวกเราจะเหินห่างหรือศรัทธาต่อพุทธศาสนาน้อยลงเมื่อได้รับข่าวต่างๆของพระที่ไม่ดี หรือของพระดังๆ พวกเราแยกเรื่องราวของพระที่ไม่ดี กับพระที่ดี และศาสนาคำสอนอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ออกได้ครับ
แต่...พวกผมทำใจไม่ได้ครับที่เห็นข่าวพระไม่ดีแบบนี้ จึงออกมาอ้อนวอนพวกท่าน โดยเฉพาะพระอุปัชฌาย์ เจ้าอาวาส พระสังฆาธิการทุกระดับช่วยกันควบคุม ดูแล อบรมสั่งสอนพระภิกษูสามเณรในสังกัดของท่าน ให้ดีหน่อยๆ ไม่ต้องถึงกับจะสร้างพระอริยะ หรือไม่ผิดศีลเลย ขอแค่ให้รู้จักละอายไม่ทำผิดศีล อาจาระต่อหน้าญาติโยม หรือทำผิดในที่ลับแล้วยังเอามาเผยแพร่อีก
แค่นี้แหละครับ ที่พวกเราร้องขอจากฝ่ายวัด
เขียนเมื่อ 25 กรกฏาคม 2556
ข้อคิดก่อนเข้าพรรษา 2556
บุคคล หรือสังคม หรือองค์กรใดที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน หรือมีแต่ความวุ่นวายขัดแย้งเป้นประจำ
สังเกตให้ดี จะเห็นว่าเพราะคนๆนั้น สังคมนั้นๆ องค์กรนั้นๆ มักนำเอาแต่ปัญหา หรือวิธีการขึ้นมาพูด หรือนำเสนอให้เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตที่สำคัญมาก (ทำนองหมกหมุ่นแต่ปัญหาทั้งวัน)
สังคมหรือองค์กรที่เจริญประสบความสำเร็จ หรือบุคคลที่พัฒนาก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา ส่วนมากจะมุ่งไปที่ "เป้าหมาย หรืออุดมคติ" มากกว่า "ปัญหาและวิธีการ" เพราะไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ต่อให้ทำได้ดีขนาดไหน ก็ต้องมีผิด มีพลาด มีพลั้ง มีเผลอจนได้ ไม่มีทางจะทำให้ได้ผลครบถ้วนได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกคน
โบราณถึงสอนว่าเวลาทำบุญอะไร ให้อธิษฐานว่า "นิพพานัง ปัจจุโย โหตุ" นั่นก็ให้ระลึกว่า นิพพาน คือ เป้าหมายของชาวพุทธ
แต่ขณะที่เวียนว่ายตายเกิดก็ต้องทำอะไรที่ผิดพลาดไปตามกิเลสตัณหา ไม่แม้แต่ผู้ตั้งใจเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ตาม แต่ถึงแม้ว่าจะผิดพลาดไปบ้าง หลงไปตกต่ำหลายชาติบ้าง แต่เป้าหมายที่ฝังลึกในจิตใจ ก็จะมีเหตุให้ได้สติ ยกระดับจิตใจขึ้นมาสู่เส้นทางพระนิพพานในที่สุด
บ้านเมืองไทยที่ผ่านมา นำพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต แต่..คนไทยกลุ่มหนึ่ง (แบบสลิ่มหรือพรรคการเมืองหนึ่ง) กลับชอบพูดแต่ "ปัญหา" "วิธีการ" มากกว่า "เป้าหมาย หรืออุดมคติ"
ท่านทั้งหลายครับ ปัญหาไม่มีวันจบสิ้นจากชีวิต สังคม และโลกใบนี้ได้หรอกครับ เพราะถ้า "คน" ยังเป็น "คน" แต่...ถ้าเราสามารถยกระดับจิตใจของ "คน" ให้เป็น "มนุษย์" หรือ "เทวดา" หรือ "พรหม" หรือ "พระ" นั่นแหละปัญหาถึงจะเบาบางลงได้
เป้าหมาย" หรือ "อุดมคติ" จึงควรเป็นสิ่งที่ชาวพุทธเราควร"ตระหนัก" และยึดมั่นถือปฏิบัติให้มากทุกวัน โดยเฉพาะ "เป้าหมายที่ไปสู่พระนิพพาน"
ท่านทั้งหลายครับ ปัญหาจริงๆแล้ว ไม่ได้มีไว้ให้ "แก้ไข" เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็แสดงว่ามันเป็นอดีตไปแล้ว แต่ปัญหาเป็นเรื่องที่ "คน" ต้องผ่านประสบการณ์ เพื่อเกิดการพัฒนา "การเรียนรู้"
สิ่งที่ทุกท่านพึงทำ พึงตั้งจิตให้มี "โยนิโสมนสิการ" คือ พยายามไม่ให้เกิดปัญหาแบบนั้นขึ้นมาอีก ถ้ายังมีเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายแบบนั้นอยู่.
ขอทุกท่านโชคดี เกิด"การเรียนรู้" จนมี"สติและปัญญา" ในพรรษายุกาล ๒๕๕๖ นี้นะครับ
เขียนเมื่อ 22 กรกฏาคม 2556
หลากหลายความคิด ความรู้สึก กับข่าว สมีคำ และท่านมิตซูโอะ
เข้าพรรษาปีนี้ ท่ามกลางกระแสเณรคำ หรือสมีคำ กระแสข่าวพระมากมายที่ไม่ดีก็ยังไม่สามารถทำลาย
กระแสความศรัทธาของชาวพุทธได้ วันนี้พุทธศาสนิกชนต่างหลั่งไหลทำบุญกันอย่างมากมายเหมือน
เดิม บางแห่งก็ล้นศาลาต้องปูเสื่อ นั่งใต้ต้นไม้ บางแห่งต้องเข้าคิวทำบุญ พาลูกหลานเข้าวัดสร้างบุญ
สร้างกุศลกันอย่างคึกคัก
กระแสความศรัทธาของชาวพุทธได้ วันนี้พุทธศาสนิกชนต่างหลั่งไหลทำบุญกันอย่างมากมายเหมือน
เดิม บางแห่งก็ล้นศาลาต้องปูเสื่อ นั่งใต้ต้นไม้ บางแห่งต้องเข้าคิวทำบุญ พาลูกหลานเข้าวัดสร้างบุญ
สร้างกุศลกันอย่างคึกคัก
สำหรับเรื่องข่าวพระนี้ ที่จริงคนไทยส่วนใหญ่แยกออกมานานแล้วระหว่างวัด พระธรรมคำสอน นักบวช
ควรจะเข้มข้นขนาดไหน
ควรจะเข้มข้นขนาดไหน
เหตุการณ์เณรคำ หรือท่านมิตซูโอะ จึงไม่ส่งผลต่อศรัทธาชาวบ้านไทยๆ ที่มีต่อศาสนาพุทธ และการ
ทำบุญทำกุศลแต่อย่างใด
ทำบุญทำกุศลแต่อย่างใด
อีกอย่างเป็นเพราะว่า ชาวบ้านเข้าใจดีว่าพระมีหลายแบบ เช่น
บวชเพื่อพ้นทุกข์ตัดกิเลสตัณหา พระองค์ไหนทำได้ หรือปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย :
ชาวบ้านก็ศรัทธานับถือและอนุโมทนาด้วย
ชาวบ้านก็ศรัทธานับถือและอนุโมทนาด้วย
องค์ไหนบวชแล้วมีพลังจิตสูงส่ง มีเวทมนต์แก่กล้า สามารถแก้ไขสิ่งร้ายๆในชีวิต หรือเวรกรรมเก่า
ได้ ทำนองประเภทมีความศักดิ์สิืทธิ์ มีความขลังอย่างใดอย่างหนึ่ง
มีวิชา หรือ อาคมที่ทำให้ชาวบ้านรวยได้ เจริญรุ่งเรืองได้ : แค่นี้ชาวบ้านก็แตกตื่น เทิดทูน เคารพอย่าง
เต็มที่ อยากได้อะไรบอกมา จะหาให้ทันที
ได้ ทำนองประเภทมีความศักดิ์สิืทธิ์ มีความขลังอย่างใดอย่างหนึ่ง
มีวิชา หรือ อาคมที่ทำให้ชาวบ้านรวยได้ เจริญรุ่งเรืองได้ : แค่นี้ชาวบ้านก็แตกตื่น เทิดทูน เคารพอย่าง
เต็มที่ อยากได้อะไรบอกมา จะหาให้ทันที
องค์ไหนบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียน เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา : ชาวบ้านก็ดีใจด้วย ถ้าเป็นมหาบาเรียน
ก็ภูมิใจตามไปด้วย (สมัยนี้ไม่แน่)
ก็ภูมิใจตามไปด้วย (สมัยนี้ไม่แน่)
องค์ไหนมาบวชเพื่อให้พระเก่าๆฝึกฝนนิสัยขัดเกลากิริยามารยาท และจิตใจ : ชาวบ้านก็ชื่นชมองค์ไหน
บวชแล้วเป็นที่พึ่งของชาวบ้านด้านการเจ็บป่วย ด้านพัฒนา ด้านหมอดู : ชาวบ้านก็อบอุ่นใจว่ามีที่พึ่ง
องค์ไหนบวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา : ชาวบ้านก็ปลื้มใจ
บวชแล้วเป็นที่พึ่งของชาวบ้านด้านการเจ็บป่วย ด้านพัฒนา ด้านหมอดู : ชาวบ้านก็อบอุ่นใจว่ามีที่พึ่ง
องค์ไหนบวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา : ชาวบ้านก็ปลื้มใจ
องค์ไหนบวชเพื่อแก้บน บวชตอนแก่ บวชเพราะเฝ้าวัด : ชาวบ้านก็ทำใจ
ไม่ว่าจะบวชอย่างไร แล้วล่วงเกินอาบัติเล็กอาบัติน้อยขนาดไหน ชาวบ้านก็ยังให้ความเคารพนับถืออยู่
แต่...ถ้าองค์ไหนอาบัติปาราชิก ชาวบ้านรู้เข้าก็ทำใจไม่ได้
ถึงขับไล่ไสส่งไม่ได้ ก็เลิกนับถือไม่เข้าวัดนั้นไปเลย
แต่...ถ้าองค์ไหนอาบัติปาราชิก ชาวบ้านรู้เข้าก็ทำใจไม่ได้
ถึงขับไล่ไสส่งไม่ได้ ก็เลิกนับถือไม่เข้าวัดนั้นไปเลย
ชาวบ้านจึงสามารถทำใจกับเรื่องราวของพระได้ ยกเว้นแต่คนในเมือง และสื่อสารมวลชนสมัยใหม่เท่านั้น
ที่ทำใจไม่ได้
ที่ทำใจไม่ได้
ที่ชาวบ้านยังมั่นคงในการทำบุญสุนทานนั้น เพราะชาวบ้านส่วนมากนับถือศาสนาพุทธเพราะต้องการ
ทำบุญ เพื่อให้ชีวิตเกิดมาเจอแต่สิ่งที่ดีๆ มีชีวิตที่ราบรื่นสงบสุขทุกชาติ ไม่ได้ตั้งใจที่จะปฏิบัติตามคำ
สอนของพุทธองค์ที่ให้เบื่อโลก เบื่อการเวียนว่ายตายเกิด จะได้ไม่กลับมาเกิดอีก
ทำบุญ เพื่อให้ชีวิตเกิดมาเจอแต่สิ่งที่ดีๆ มีชีวิตที่ราบรื่นสงบสุขทุกชาติ ไม่ได้ตั้งใจที่จะปฏิบัติตามคำ
สอนของพุทธองค์ที่ให้เบื่อโลก เบื่อการเวียนว่ายตายเกิด จะได้ไม่กลับมาเกิดอีก
พูดง่ายๆ ยังอยากสนุก ทุกข์ๆ สุขๆ แบบโลกอยู่ครับ
ทุกข์ = เพราะ "หลง" "ห่วง" "ยึด" "ติด"
มีผู้ถามผมว่า คนเราเกิดมาทำไม
ทำไมต้องมีการสูญเสีย ทำไมต้องเป็นทุกข์
ทำไมต้องรู้สึกท้อแท้ ทำไมต้องมีความผูกพัน
และทำไมต้องเป็นห่วงนั้น ห่วงนี้เสมอ
คำถามนี้ สามารถตอบสั้นๆ พระพุทธเจ้าท่านว่า
“...คนเราเกิดมาเพราะคนๆ นั้น ยังมีอวิชชา(ความเห็นผิด), และตัณหา(ความอยาก)อยู่...”
ความหลงเป็นเหตุให้เข้าใจผิด หรืออยาก
ความเห็นผิดเป็นเหตุให้เกิดความหลง ความอยาก
ทั้งความหลง และความเห็นผิด จึงเรียกว่า "อวิชชา"
เป็นความมืดบอดของใจ
ความหลง เช่น หลงตัวตน หลงศักดิ์ศรี
หลงอำนาจวาสนา หลงคิด หลงจินตนาการ
หลงความสนุก หลงสุข หลงสบาย
หลงร่างกายที่มีรูปร่างสวยงาม ฯลฯ
ความเห็นผิด เช่น เห็นว่าชีวิตตัวเองต้องขยันรวย
ขยันเรียน ขยันทำงาน เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
เห็นว่าความรักเป็นสิ่งดี เป็นสิ่งมีคุณค่าที่สุด
อยากให้รักกันชั่วฟ้าดินสลาย ชั่วนิจนิรันดร์
อยากให้ชีวิตมีแต่ความสุขทุกวัน
อยากให้ตัวเองเป็นคนดี ทำอะไรไม่ผิดพลาดเลย
อยากให้ชีวิตเจอแต่สิ่งดีๆ ขอให้เจอแต่คนดี
คนที่รักฉัน เข้าใจฉัน ตามใจฉัน
ส่วนที่ถามว่า ทำไมต้องมีการสูญเสีย
ทำไมต้องเป็นทุกข์ ทำไมต้องรู้สึกท้อแท้
ทำไมต้องมีความผูกพัน และทำไมต้องเป็นห่วง
ก็ตอบง่ายอีก “...ก็เพราะเราหลงผิด เห็นผิด”
ทุกข์เกิด เพราะเราไปยึดมั่นถือมั่นว่า
"...ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามที่เราคาดหวัง..."
“...ไม่หลง ไม่ห่วง ไม่ยึด ไม่ติด...” ก็ไม่มีทุกข์ครับ
*******แต่...มันทำยากครับ *****
เพราะ....ใจยังมองไม่เห็นและยอมรับความจริงของชีวิตและสรรพสิ่ง(ธรรมะ)ว่า "....ทุกอย่างในโลกนี้ มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์เหมือนกันหมด (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา)..."
สาเหตุที่พวกเราต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก มีหลายสาเหตุครับ แต่หลักๆ คือ
1. เห็นว่าโลกนี้ยังน่าสนุก น่าอยู่
2. ยึดมั่น ติดใจ ชอบ กับคนใดคนหนึ่ง หรือสังคมนั้นๆ
3. เกลียด เจ็บใจ แค้น กับคนใดคนหนึ่ง หรือสังคมนั้นๆ
4. มาเรียนรู้แก้ไขนิสัย จิตใจ พฤติกรรมตัวเองที่เคยทำผิดพลาดไป
5. อยากมาช่วยแก้ไขพัฒนาคนหรือสังคม
ถ้าเชื่อมั่นพระพุทธเจ้า จนเข้าใจ เห็นจริงแล้ว
ก็อย่ากลับมาอยากเวียนว่ายตายเกิดอีกเลยครับ
จะได้ไม่ต้องมาเจอความเปลี่ยนแปลง
และความทุกข์ที่จะได้รับเหมือนในชาตินี้อีก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)