สภาพของสังคมบ้านเมือง หรือประเทศ ถ้าย่อให้เล็กลงก็เหมือนกับสภาพในครอบครัวของแต่ละคนนั่นเอง
ถ้าพ่อแม่เห็นลูกเป็น “คน” ที่สามารถเติบโตด้วยตนเองได้ พึ่งตนเองได้ ยอมให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ถูกผิดดีชั่วจากประสบการณ์ของเด็ก หัดให้รู้จักรับผิดชอบในชีวิตตนเอง พ่อแม่เพียงแต่ใจเย็น มีสติ เป็นที่ปรึกษา สอนให้มีเป้าหมายในชีวิตด้วยตนเอง รู้จักสิทธิและหน้าที่ หัดให้ยอมรับข้อจำกัดขอบเขตของชีวิต และคอยระมัดระวังไม่ให้ได้รับภัยอันตรายมากไปนัก ครอบครัวแบบนี้ก็จะกลายเป็นคนที่เชื่อมั่นนิยมใน "ระบอบประชาธิปไตย หรือศรัทธาตามแนวทางพระพุทธศาสนา"
แต่...ถ้าพ่อแม่เห็นลูกเป็น “เทวดา” ที่ควรได้รับแต่สิ่งดีๆ ทุกอย่างในชีวิต ไม่ควรเจอสิ่งเลวร้าย หรือภัยอันตรายใดๆ ไม่อยากให้ลูกเรียนรู้จากประสบการณ์ ควรเรียนรู้ทุกอย่างจากพ่อแม่ เชื่อฟังพ่อแม่ และพ่อแม่ก็พยายามปกป้อง คอยเอาใจใส่ดูแลลูกทุกย่างก้าวที่เติบโต สภาพครอบครัวแบบนี้ก็จะนิยมใน "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช"
แต่...ถ้าพ่อแม่เห็นลูกเป็น “เด็ก” เสมอ และไม่สามารถเติบโตด้วยตนเองได้ พ่อแม่จึงต้องคอยดูแล ควบคุม กำกับให้ลูกทำตามความคิดของตน หรือตามกรอบประเพณี เพื่อให้ลูกเป็นไปตามที่ตนเองหวัง หรือคิดว่าสิ่งนั้นถูกต้อง ดีจริง ถ้าลูกไม่เชื่อฟังก็จะลงโทษ ดุด่า เฆี่ยนตีเพื่อให้เกรงกลัว หรือหลาบจำ ไม่กล้าฝืนใจพ่อแม่อีก สภาพครอบครัวแบบนี้ก็จะนิยมใน "ระบอบเผด็จการ"
แต่...ถ้าพ่อแม่เห็นลูกเป็น “สิ่งวิเศษ” ที่จุติมาหรือสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ “วิเศษ” พ่อแม่ก็จะส่งเสริมให้ลูกดีกว่าใคร เหนือกว่าใคร วิเศษกว่าใคร สอนให้มองเห็นว่าทุกชีวิตที่เห็นไม่ว่าคนหรือสัตว์ ล้วนเป็นไพร่ หรือเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ที่ทำอะไรผิดไปหมด ตัวเองถูกต้อง หรือเป็นคนดีแต่เพียงผู้เดียว หรือพวกเดียว ทุกคนต้องยอมฉัน ฉันสามารถพิพากษาชีวิตใครก็ได้ และถ้าใครขวางเส้นทางชีวิต หรือทำให้ชีวิต ”ผู้วิเศษ” ไม่ราบรื่น ต้องจัดการทำลายล้างให้หมดไปจากชีวิตหรือสังคมของฉัน สภาพครอบครัวแบบนี้ก็จะกลายเป็นพวกนิยม "ระบอบอัตตาธิปไตย" หรือพวก "อภิสิทธิชนาธิปไตย"
เห็นสังคมไทยตอนนี้หรือยังครับว่า ใครเป็นใคร นิยมระบอบไหน และที่สร้างความวุ่นวายกันอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ เป็นพวกนิยมระบอบอะไร เห็นชัดไหมครับ
แล้ว…ท่านล่ะอยากให้สังคมไทย ครอบครัวไทยเป็นแบบไหนกันครับ
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ทำไม ? คนไทยจึงเชื่อง่าย
โดยปกติแล้วคนเรามีแนวโน้มจะเชื่อเรื่องดีๆ ของฝ่ายเราเอง แม้ว่ามันจะเป็นการโกหก และเลือกที่จะเชื่อเรื่องชั่วๆของฝ่ายตรงข้ามแม้ว่าจะเป็นการโกหก โดยไม่ยอมใช้เหตุผล ไม่ยอมใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองใดๆ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ตามหลักจิตวิทยาแล้ว เป็นเพราะคนเรากลัวความจริง กลัวว่าความจริงจะไม่เป็นแบบที่ตัวเองคิด ตัวเองจะเชื่อและเปลี่ยนความเชื่อตาม ซึ่งจะทำให้ "ตัวตน" ของตัวเองเสียไป คนเรากลัวเสียตัวเอง กลัวเสียหน้า (ศักดิ์ศรี) มากที่สุด
คนไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ดูง่ายๆจากประเด็นทางการเมืองและทางศาสนา ซึ่งเห็นกันได้ชัดเจน เช่น
ทางการเมือง เราเชื่อข่าวที่มั่วเอา เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ไตร่ตรอง เราเชื่อข้อมูลมั่วๆของนักการเมืองเพื่อให้ตัวเองดูดี เราเชื่อเพราะเราไม่อยากสูญเสียหน้าตาและตัวตนที่เราเชื่อ เราไม่ใช้เหตุผลกับการเชื่อของเรา
ทางศาสนา เราเลือกหลับหูหลับตาเวลาเห็นพระทำอะไรไม่ดี เช่น พระยุยงให้คนฆ่ากัน เกลียดชังอีกฝ่าย เรามักบอกคนทำข่าวผิดที่ลงข่าวเรื่องพระมั่วกับสีกา นั่งเครื่องบินเจ็ท ขี่รถหรู ขายบุญจนร่ำรวย เราบอกคนที่ไม่เห็นด้วยและพยายามตีแผ่เรื่องพวกนี้ ว่าเป็นพวกทำลายศาสนา
เราเลือกที่จะไม่รับความจริง เพราะกลัวจะสูญเสียตัวเองที่เป็นมา ไม่กล้ารับความจริงที่เป็นความจริงๆ ติดอยู่กับความจริงของตัวเอง
สังคมเรามันถึงได้บิดเบี้ยว เพราะคนเราไม่ได้ใช้เหตุผลแต่ใช้อารมณ์และความรู้สึกมาชี้นำตัวเองมากเกินไป ทางพุทธศาสนา จึงบอกว่าแบบนี้ คือ พวกไม่มีปัญญา
จริงๆไม่ได้ยากอะไรเลย ที่เราจะใช้เหตุผลกับเรื่องต่างๆ แค่ตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ คำถามง่ายๆ เช่น ว่าจริงรึเปล่า? หาข้อมูลสักหน่อย คุณก็จะได้ความจริงมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าอะไรดีหรือไม่ ควรหรือไม่ควร
ถ้าคนไทยลดการใช้อารมณ์มาเป็นตัวตัดสิน ใช้เหตุผลและหลักฐานตามความจริงมาพูดกัน เราจะได้สังคมที่พัฒนาไปมากกว่านี้
(จากเพจที่เห็นและเป็นอยู่)
ตามหลักจิตวิทยาแล้ว เป็นเพราะคนเรากลัวความจริง กลัวว่าความจริงจะไม่เป็นแบบที่ตัวเองคิด ตัวเองจะเชื่อและเปลี่ยนความเชื่อตาม ซึ่งจะทำให้ "ตัวตน" ของตัวเองเสียไป คนเรากลัวเสียตัวเอง กลัวเสียหน้า (ศักดิ์ศรี) มากที่สุด
คนไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ดูง่ายๆจากประเด็นทางการเมืองและทางศาสนา ซึ่งเห็นกันได้ชัดเจน เช่น
ทางการเมือง เราเชื่อข่าวที่มั่วเอา เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ไตร่ตรอง เราเชื่อข้อมูลมั่วๆของนักการเมืองเพื่อให้ตัวเองดูดี เราเชื่อเพราะเราไม่อยากสูญเสียหน้าตาและตัวตนที่เราเชื่อ เราไม่ใช้เหตุผลกับการเชื่อของเรา
ทางศาสนา เราเลือกหลับหูหลับตาเวลาเห็นพระทำอะไรไม่ดี เช่น พระยุยงให้คนฆ่ากัน เกลียดชังอีกฝ่าย เรามักบอกคนทำข่าวผิดที่ลงข่าวเรื่องพระมั่วกับสีกา นั่งเครื่องบินเจ็ท ขี่รถหรู ขายบุญจนร่ำรวย เราบอกคนที่ไม่เห็นด้วยและพยายามตีแผ่เรื่องพวกนี้ ว่าเป็นพวกทำลายศาสนา
เราเลือกที่จะไม่รับความจริง เพราะกลัวจะสูญเสียตัวเองที่เป็นมา ไม่กล้ารับความจริงที่เป็นความจริงๆ ติดอยู่กับความจริงของตัวเอง
สังคมเรามันถึงได้บิดเบี้ยว เพราะคนเราไม่ได้ใช้เหตุผลแต่ใช้อารมณ์และความรู้สึกมาชี้นำตัวเองมากเกินไป ทางพุทธศาสนา จึงบอกว่าแบบนี้ คือ พวกไม่มีปัญญา
จริงๆไม่ได้ยากอะไรเลย ที่เราจะใช้เหตุผลกับเรื่องต่างๆ แค่ตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ คำถามง่ายๆ เช่น ว่าจริงรึเปล่า? หาข้อมูลสักหน่อย คุณก็จะได้ความจริงมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าอะไรดีหรือไม่ ควรหรือไม่ควร
ถ้าคนไทยลดการใช้อารมณ์มาเป็นตัวตัดสิน ใช้เหตุผลและหลักฐานตามความจริงมาพูดกัน เราจะได้สังคมที่พัฒนาไปมากกว่านี้
(จากเพจที่เห็นและเป็นอยู่)
หนังสือ : ชีวิต
ในโลกนี้ ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง
จะเห็นว่าความจริงแล้วไม่มีหน้าหนึ่งสีดำ(คนไม่ดี) หน้าหนึ่งสีขาว(คนดี)
และไม่มีเส้นกึ่งกลางกั้นแบ่งขาวดำ (คนเกือบดีเกือบชั่ว)
เพราะทุกหน้า มีทุกสีอยู่ในหน้าเดียวกัน
แต่ถ้ามีหนังสือชีวิตเล่มใด มีหน้าหนึ่งสีดำ หน้าหนึ่งสีขาว
หรือมีเพียงสีใดสีหนึ่งเพียงสีเดียวแสดงว่า
หนังสือชีวิตเล่มนั้นถูกบิดเบือนความจริง (สร้างภาพ)
แต่มีความเป็นไปได้เหมือนกัน(น้อยมาก)ในอนาคต
ที่หนังสือชีวิตเล่มนั้นอาจจะมีสีใดสีหนึ่งเจือจางลง
ไปเข้มที่สีอื่น กลายเป็นสีใดสีหนึ่งขึ้นทีละน้อย
จนสีนั้นโดดเด่นกว่าสีอื่นทุกหน้าก็เป็นได้
แต่ถ้าเหลือบมองดูดีๆ ก็อาจจะเห็นสีอื่นแทรกปะปนอยู่ดี
หรือหนังสือชีวิตเล่มนั้น
อาจจะทุกสีเจือจางลง
จนเหลือแต่กระดาษที่ว่างเปล่าในที่สุด ก็เป็นไปได้
แต่...จะไม่มีทางเป็นไปได้ที่หนังสือชีวิต
จะหน้าหนึ่งสีดำหน้าหนึ่งสีขาว แต่ประการใดๆทั้งปวง
รู้อย่างนี้แล้ว ทำไมคนทั่วไป
ส่วนมากยังอยากเห็นหนังสือชีวิต
บางเล่มบางหน้ามีแต่สีดำ หรือสีขาว
เพียงอย่างเดียว
(ดีนะที่ไม่ยกสีเหลือง สีแดงมาเอ่ยถึง)
เข้าใจผิด หลงผิดตัวคนเดียวไม่พอ
ทำไมต้องอยากให้คนอื่นเข้าใจผิด หลงผิดตามไปด้วย
หรือว่า...ทุกคน พอๆ...กัน
จะเห็นว่าความจริงแล้วไม่มีหน้าหนึ่งสีดำ(คนไม่ดี) หน้าหนึ่งสีขาว(คนดี)
และไม่มีเส้นกึ่งกลางกั้นแบ่งขาวดำ (คนเกือบดีเกือบชั่ว)
เพราะทุกหน้า มีทุกสีอยู่ในหน้าเดียวกัน
แต่ถ้ามีหนังสือชีวิตเล่มใด มีหน้าหนึ่งสีดำ หน้าหนึ่งสีขาว
หรือมีเพียงสีใดสีหนึ่งเพียงสีเดียวแสดงว่า
หนังสือชีวิตเล่มนั้นถูกบิดเบือนความจริง (สร้างภาพ)
แต่มีความเป็นไปได้เหมือนกัน(น้อยมาก)ในอนาคต
ที่หนังสือชีวิตเล่มนั้นอาจจะมีสีใดสีหนึ่งเจือจางลง
ไปเข้มที่สีอื่น กลายเป็นสีใดสีหนึ่งขึ้นทีละน้อย
จนสีนั้นโดดเด่นกว่าสีอื่นทุกหน้าก็เป็นได้
แต่ถ้าเหลือบมองดูดีๆ ก็อาจจะเห็นสีอื่นแทรกปะปนอยู่ดี
หรือหนังสือชีวิตเล่มนั้น
อาจจะทุกสีเจือจางลง
จนเหลือแต่กระดาษที่ว่างเปล่าในที่สุด ก็เป็นไปได้
แต่...จะไม่มีทางเป็นไปได้ที่หนังสือชีวิต
จะหน้าหนึ่งสีดำหน้าหนึ่งสีขาว แต่ประการใดๆทั้งปวง
รู้อย่างนี้แล้ว ทำไมคนทั่วไป
ส่วนมากยังอยากเห็นหนังสือชีวิต
บางเล่มบางหน้ามีแต่สีดำ หรือสีขาว
เพียงอย่างเดียว
(ดีนะที่ไม่ยกสีเหลือง สีแดงมาเอ่ยถึง)
เข้าใจผิด หลงผิดตัวคนเดียวไม่พอ
ทำไมต้องอยากให้คนอื่นเข้าใจผิด หลงผิดตามไปด้วย
หรือว่า...ทุกคน พอๆ...กัน
ผมไม่ใช่พวก "เสื้อแดง" เพราะผมเป็น "ชาวพุทธ" 2
ผมไม่ใช่พวกเสื้อแดง และพวกใดๆ
เพราะ "....ผมเป็นชาวพุทธ ทั้งหัวใจ จิต วิญญาณ...."
เพราะ "....ผมเชื่อมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ทุกอย่าง...."
เพราะ "....ผมเชื่อมั่นในการเวียนว่ายตายเกิด และกฎแห่งกรรม...."
และ
เพราะว่า....พระพุทธเจ้าของผมสอนว่า
“...ไม่มีใครดีเพราะเกิดมาจากตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือเชื้อสายใดเชื้อสายหนึ่ง หรือพันธุ์ใดพันธ์ุหนึ่ง”
“...ทุกคนจะเป็นคนดี หรือคนชั่ว เพราะการกระทำ และจิตใจของเขา, ถ้าเขาได้รับการฝึกฝนให้มีสติปัญญาเข้าถึงธรรมะ(ความจริง)ได้ เขาก็เป็นคนสุจริต หรือบัณฑิตชน, แต่ถ้าเขาปล่อยให้ชีวิตและจิตใจทำตามกิเลส โลภ โกรธ หลง เขาก็เป็นคนทุจริต หรือพาลชน”
ถ้าท่านเชื่อว่า “คนที่เลว หรือชั่ว เพราะใจผู้นั้นมีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง” แล้วในขณะเดียวกันท่านก็อยากให้สังคมมีแต่คนดี ไม่มีคนชั่ว, ท่านคงต้องฆ่าล้างมนุษย์ให้หมดๆไปจากโลกนี้ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนล้วนมีความโลภ ความโกรธ ความหลงด้วยกันทั้งนั้น คงไม่มีทั้งผมและท่านหรอก เพราะเราท่านต่างก็เคยทำสิ่งที่ผิดพลาดพลั้งเผลอทำตามกิเลสตัณหามาด้วยกันทั้งนั้นในอดีต อาจจะในปัจจุบัน หรือต่อเนื่องไปในอนาคตอีกด้วย
ผมจึงไม่เชื่อว่า “เราจะขจัดคนเลวให้หมดไปจากประเทศไทยได้ หรือไม่ให้มีคนเลวในสังคม ให้มีแต่คนดีพวกเดียว ” ได้อย่างแน่นอน
ผมจึงเชื่อว่าไม่มีการปกครอง หรือวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่จะทำให้บ้านเมือง หรือสังคม หรือประเทศชาติมีแต่ความสงบสุข ไม่มีคนเลวมาอยู่ร่วมด้วย หรือจะพยายามหา "คนดี" มาเป็นผู้ปกครองบริหารบ้านเมือง เพื่อไม่ให้คนเลวมาก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้อย่างถาวร
ผมเชื่อ และยอมรับว่าทุกรูปแบบการปกครองมีจุดเด่น จุดบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น
แต่...ผมเห็นว่าระบอบประชาธิปไตย (Democracy) เป็นระบอบที่ดีมากกว่าทุกระบอบการปกครองที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำหรับ "คน" และ "สังคมของคน"
เพราะเรา
1. สามารถที่จะเปลี่ยน “ตัวแทน” ได้ทุกๆ 4 หรือ 5 ปี
2. สามารถที่จะเปลี่ยน “ตัวแทน” โดยไม่ต้องฆ่าฟันกัน
3. จะทำให้ไม่มีใครสามารถกดขี่ ขูดรีด ทารุณกรรมต่อประชาชนได้เป็นเวลานานๆ
4. จะทำให้ไม่มีใครมาเอาประชาชนเป็น "ขี้ข้า" หรือ "พลเมืองชั้นสอง" ตลอดชีวิต
5. จะทำให้ไม่มีใคร "หลงติด" หรือ "มัวเมา" อำนาจได้เป็นเวลานาน
6. จะทำให้ไม่มีใครกอบโกยผลประโยชน์ไปให้แก่ลูกหลาน พวกพ้องได้อย่างเต็มที่
7. จะทำให้สามารถตรวจสอบการทำงานของ ตัวแทน” ได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา
แต่จุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตย นั้น อยู่ที่
1. ตัวแทนของประชาชน อาจจะไม่ได้ เป็น"ตัวแทนที่ดี" ตามความต้องการที่แท้จริงของประชาชน เนื่องจากการเบี่ยงเบนผลการเลือกตั้ง ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การซื้อเสียง การโกงการเลือกตั้ง การข่มขู่ของผู้มีอิทธิพล เป็นต้น
2. ตัวแทนของประชาชน อาจตัดสินใจประการใดประการหนึ่ง ที่จะเป็นการเอื้อต่อกลุ่มผลประโยชน์ และหรือสร้างความเสียหายแก่ชุมชนท้องถิ่น เพราะขาดความสำนึกเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนของปวงชน
เพื่อนๆ ครับ
ถ้า....ท่านสามารถหาระบอบการปกครองที่ดีสุดกว่าระบอบประชาธิปไตยมาได้ ผมก็พร้อมยินดีอยู่ร่วมกับระบอบการปกครองแบบนั้นโดยไม่เกี่ยงงอน หรือคัดค้านแต่อย่างใด
ขออย่างเดียว ท่านช่วยพยายามทำให้ทั้ง “พวกกู และ พวกมึง” อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ ไม่เอาเปรียบกัน ไม่เข้าข้างพวกใดพวกหนึ่ง ประเภทพวกหนึ่งทำได้ทุกอย่างถูกหมด อีกพวกทำอะไรก็ผิดหมด ช่วยทำให้ยุติธรรมเท่ากันหน่อย
ท่านไม่ต้องทำให้ “ พวกกู และ พวกมึง” หายไปหรอกครับ เพราะอย่างไรๆ โลกนี้ก็ต้องมี 2 พวกอยู่อย่างนี้แหละ และคิดว่าจะคงอยู่คู่กับโลกไปตลอดกาล ถ้าท่านขืนทำให้เหลือพวกเดียวเมื่อไหร่ เมื่อนั้นท่านจะทำให้สังคมถึงกาลวิบัติ สร้างความเสียหายไปทั่วอย่างใหญ่หลวง (นี่คือสัจธรรรมครับ)
ถ้า....ท่านทำได้อย่างนี้ ผมจะยอมทุกอย่าง เพื่อทุ่มเทช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่
และ ผมจะไม่โพสต์ หรือแชร์ เพื่อสะกิดใจ หรือทำให้ขุ่นเคืองอารมณ์ท่านอีกเลยครับ
เพราะ "....ผมเป็นชาวพุทธ ทั้งหัวใจ จิต วิญญาณ...."
เพราะ "....ผมเชื่อมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ทุกอย่าง...."
เพราะ "....ผมเชื่อมั่นในการเวียนว่ายตายเกิด และกฎแห่งกรรม...."
และ
เพราะว่า....พระพุทธเจ้าของผมสอนว่า
“...ไม่มีใครดีเพราะเกิดมาจากตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือเชื้อสายใดเชื้อสายหนึ่ง หรือพันธุ์ใดพันธ์ุหนึ่ง”
“...ทุกคนจะเป็นคนดี หรือคนชั่ว เพราะการกระทำ และจิตใจของเขา, ถ้าเขาได้รับการฝึกฝนให้มีสติปัญญาเข้าถึงธรรมะ(ความจริง)ได้ เขาก็เป็นคนสุจริต หรือบัณฑิตชน, แต่ถ้าเขาปล่อยให้ชีวิตและจิตใจทำตามกิเลส โลภ โกรธ หลง เขาก็เป็นคนทุจริต หรือพาลชน”
ถ้าท่านเชื่อว่า “คนที่เลว หรือชั่ว เพราะใจผู้นั้นมีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง” แล้วในขณะเดียวกันท่านก็อยากให้สังคมมีแต่คนดี ไม่มีคนชั่ว, ท่านคงต้องฆ่าล้างมนุษย์ให้หมดๆไปจากโลกนี้ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนล้วนมีความโลภ ความโกรธ ความหลงด้วยกันทั้งนั้น คงไม่มีทั้งผมและท่านหรอก เพราะเราท่านต่างก็เคยทำสิ่งที่ผิดพลาดพลั้งเผลอทำตามกิเลสตัณหามาด้วยกันทั้งนั้นในอดีต อาจจะในปัจจุบัน หรือต่อเนื่องไปในอนาคตอีกด้วย
ผมจึงไม่เชื่อว่า “เราจะขจัดคนเลวให้หมดไปจากประเทศไทยได้ หรือไม่ให้มีคนเลวในสังคม ให้มีแต่คนดีพวกเดียว ” ได้อย่างแน่นอน
ผมจึงเชื่อว่าไม่มีการปกครอง หรือวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่จะทำให้บ้านเมือง หรือสังคม หรือประเทศชาติมีแต่ความสงบสุข ไม่มีคนเลวมาอยู่ร่วมด้วย หรือจะพยายามหา "คนดี" มาเป็นผู้ปกครองบริหารบ้านเมือง เพื่อไม่ให้คนเลวมาก่อความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้อย่างถาวร
ผมเชื่อ และยอมรับว่าทุกรูปแบบการปกครองมีจุดเด่น จุดบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น
แต่...ผมเห็นว่าระบอบประชาธิปไตย (Democracy) เป็นระบอบที่ดีมากกว่าทุกระบอบการปกครองที่มีอยู่ในปัจจุบัน สำหรับ "คน" และ "สังคมของคน"
เพราะเรา
1. สามารถที่จะเปลี่ยน “ตัวแทน” ได้ทุกๆ 4 หรือ 5 ปี
2. สามารถที่จะเปลี่ยน “ตัวแทน” โดยไม่ต้องฆ่าฟันกัน
3. จะทำให้ไม่มีใครสามารถกดขี่ ขูดรีด ทารุณกรรมต่อประชาชนได้เป็นเวลานานๆ
4. จะทำให้ไม่มีใครมาเอาประชาชนเป็น "ขี้ข้า" หรือ "พลเมืองชั้นสอง" ตลอดชีวิต
5. จะทำให้ไม่มีใคร "หลงติด" หรือ "มัวเมา" อำนาจได้เป็นเวลานาน
6. จะทำให้ไม่มีใครกอบโกยผลประโยชน์ไปให้แก่ลูกหลาน พวกพ้องได้อย่างเต็มที่
7. จะทำให้สามารถตรวจสอบการทำงานของ ตัวแทน” ได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา
แต่จุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตย นั้น อยู่ที่
1. ตัวแทนของประชาชน อาจจะไม่ได้ เป็น"ตัวแทนที่ดี" ตามความต้องการที่แท้จริงของประชาชน เนื่องจากการเบี่ยงเบนผลการเลือกตั้ง ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การซื้อเสียง การโกงการเลือกตั้ง การข่มขู่ของผู้มีอิทธิพล เป็นต้น
2. ตัวแทนของประชาชน อาจตัดสินใจประการใดประการหนึ่ง ที่จะเป็นการเอื้อต่อกลุ่มผลประโยชน์ และหรือสร้างความเสียหายแก่ชุมชนท้องถิ่น เพราะขาดความสำนึกเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนของปวงชน
เพื่อนๆ ครับ
ถ้า....ท่านสามารถหาระบอบการปกครองที่ดีสุดกว่าระบอบประชาธิปไตยมาได้ ผมก็พร้อมยินดีอยู่ร่วมกับระบอบการปกครองแบบนั้นโดยไม่เกี่ยงงอน หรือคัดค้านแต่อย่างใด
ขออย่างเดียว ท่านช่วยพยายามทำให้ทั้ง “พวกกู และ พวกมึง” อยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ ไม่เอาเปรียบกัน ไม่เข้าข้างพวกใดพวกหนึ่ง ประเภทพวกหนึ่งทำได้ทุกอย่างถูกหมด อีกพวกทำอะไรก็ผิดหมด ช่วยทำให้ยุติธรรมเท่ากันหน่อย
ท่านไม่ต้องทำให้ “ พวกกู และ พวกมึง” หายไปหรอกครับ เพราะอย่างไรๆ โลกนี้ก็ต้องมี 2 พวกอยู่อย่างนี้แหละ และคิดว่าจะคงอยู่คู่กับโลกไปตลอดกาล ถ้าท่านขืนทำให้เหลือพวกเดียวเมื่อไหร่ เมื่อนั้นท่านจะทำให้สังคมถึงกาลวิบัติ สร้างความเสียหายไปทั่วอย่างใหญ่หลวง (นี่คือสัจธรรรมครับ)
ถ้า....ท่านทำได้อย่างนี้ ผมจะยอมทุกอย่าง เพื่อทุ่มเทช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่
และ ผมจะไม่โพสต์ หรือแชร์ เพื่อสะกิดใจ หรือทำให้ขุ่นเคืองอารมณ์ท่านอีกเลยครับ
ผมไม่ใช่พวก "เสื้อแดง" เพราะผมเป็น "ชาวพุทธ" 1
ผมขอประกาศย้ำอีกครั้งนะครับ
หลายคนถามผมว่า “ผมเป็นพวกไม่เอาเจ้า” หรือเปล่า
หรือว่า "ผมเป็นพวกเสื้อแดง" หรือเปล่า
หรือว่า “ผมเป็นพวกชอบทักษิณ” หรือเปล่า
หรือว่า “ผมไม่มีสติปัญญาพอที่จะแยกแยะออกว่าใครเป็นคนดี คนเลว” หรือเปล่า
เพราะเห็นสิ่งที่ผมพูด หรือวิจารณ์ หรือโพสต์ หรือแชร์
ดูเหมือนว่าจะโน้มเอียงเข้าข้างแต่พวกทักษิณ หรือพวกเสื้อแดงเท่านั้น
ผมขอตอบให้ชัดๆ ว่า...
ผมไม่ได้เป็นเสื้อแดง ผมไม่ได้เป็นพวกทักษิณ
ผมเป็นคนยอมรับได้ และสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ทุกระบบการปกครอง ถ้าสังคมส่วนใหญ่เลือก หรือตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใดเป็นมาตรฐานของสังคม
แต่....ที่ผมรับไม่ได้ จึงพยายามเขียนให้เพื่อนฉุกคิดบ้าง เตือนใจบ้าง หรือสะกิดสติปัญญาของเพื่อนๆ ก็เพราะความสับสน และความสับปลับของคนในสังคมไทยกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่มีหลักการ จุดยืน แนวคิดที่ชัดเจน
สับสนอันดับแรก คือ สับสนทางความคิด 2 ประการ คือ
1. ปากอยากได้ระบอบประชาธิปไตย แต่ใจกลับไปดิ้นรนหาอำนาจนอกระบบมาดำเนินการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อให้ได้ “คนดี” มาเป็น “ผู้นำ” หรือ “ผู้ปกครอง” (ทั้งๆที่ระบอบประชาธิปไตยของไทย (เลียนแบบอังกฤษมา) นั้นเขาต้องการแค่มี “ตัวแทน” ไปทำธุระ หรือแก้ปัญหา (บริหาร+บริการ) ให้ประชาชนในระยะเวลา 4 - 5 ปี ไม่ได้มุ่งที่จะเลือก “ผู้นำ หรือ ผู้ปกครอง” แต่อย่างใด เพราะ "ผู้นำ" ของเราไม่ต้องเลือก เนื่องจากเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น "ผู้นำที่ดี" อยู่แล้ว )
2. ปากบอกว่าอยากเห็นและอยากให้ทุกคนมีความเสมอภาค และสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน แต่ใจก็ไม่อยากให้ทุกคนเท่าเทียมกัน อยากให้มีระบบชนชั้น และต้องเฉพาะพวกฉันเท่านั้น ที่จะเป็น “คนดี” หรือ “ผู้นำ” หรือ “ผู้ปกครอง” ได้ คนอื่นห้ามเป็นโดยเฉพาะประชาชนคนธรรมดาทั่วไป
ส่วนพวกสัปปลับ นั้นเห็นได้จาก
1. เวลาพวกหนึ่งทำอะไร ก็ทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะชุมนุม ปิดถนน ยึดบ้าน ยึดเมือง ยึดที่ทำการ พกอาวุธ ทำร้ายคนที่ขวางหน้าได้สารพัดอาวุธ ไม่ถือว่ามีความผิด เป็นการทำเพราะรักบ้านรักเมือง แต่อีกพวกหนึ่งทำอย่างเดียวกันกับพวกแรก กลับบอกว่าทำลายเผาบ้านเผาเมือง เป็นพวกเลวไม่รักชาติบ้านเมือง
2. พวกหนึ่งทำอะไรต้องผิด และมักถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว ไม่มีการรอหรือลดหย่อนผ่อนโทษแต่อย่างใด แต่.....อีกพวกหนึ่งกลับดำเนินคดีอย่างล่าช้า พอใกล้เวลาตัดสินก็มักบอกว่าหมดอายุความบ้าง ให้ยุติเรื่องบ้าง หรือยกฟ้องบ้าง หรือความผิดชัดเจนเลี่ยงไม่ได้ก็ให้รอลงอาญาบ้าง ถือว่าไม่มีความผิด ทั้งๆที่ก็เป็นฐานความผิดเดียวกัน
3. พวกหนึ่งโกงก็ไม่เป็นไร ผลาญงบประมาณประเทศ ทำความเสียหายไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เงียบกริบไม่วิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด ทั้งๆที่หลักฐานชัดเจน แต่.... อีกพวกหนึ่งถึงแม้หลักฐานยังไม่ชัดเจน ยังคลุมเครืออยู่ก็ออกมาโวยวายว่า เขาโกงไว้ก่อน
เพื่อนๆ จะสังเกตไหมว่า
สิ่งที่ผมโพสต์ ผมแชร์ ก็คือ ผมนำข้อมูล หรือข้อเท็จจริงอีกด้าน
มานำเสนอเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งกล่าวหา หรือสร้างกระแสข่าวขึ้นมาก่อน
ซึ่งผมก็จะเน้นทุกครั้งว่า “เป็นข้อมูลอีกด้าน” เผื่อว่าจะช่วยสะกิดใจกันบ้าง
และผมก็ไม่ได้หวังให้เพื่อนบางคนเปลี่ยนใจหรอกครับ
เพราะผมเชื่อว่า ท่านก็ต้องคิดว่าความคิดของท่านถูก
แต่...เพื่อนๆ จะไม่มีวันได้เห็นสิ่งที่ผมโพสต์ หรือแชร์ เพื่อกล่าวหาใครก่อน
ผมมีแต่จะเน้นว่า เราจะเลือกระบอบการปกครองแบบใดกันแน่ อย่ามั่ว !!!!
และอย่าทำให้ "ตัวเอง" "ผู้อื่น" และ "บ้านเมือง" สับสนไปด้วย
สงสารเด็กๆ รุ่นหลังบ้างครับ เขาจะอยู่ยากขึ้น
เพราะไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิดจริงกันแน่
สรุป : ใครกันแน่ที่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง จนผู้คนในสังคมไทยปัจจุบันต้องแตกแยกทางความคิดและความเป็นอยู่
ใครกันหนอที่ทำให้ “หินแตก และแยกแผ่นดิน”
ประเภทพวก “กูดี” แต่...พวกมึง “ต้องเลว” หรือ ต้องเป็น “ขี้ข้า” ให้พวกกูตลอดไป
จะเอากันอย่างนี้หรือครับ “พวกกู” เอ๊ย ! "พวกมึง"
หลายคนถามผมว่า “ผมเป็นพวกไม่เอาเจ้า” หรือเปล่า
หรือว่า "ผมเป็นพวกเสื้อแดง" หรือเปล่า
หรือว่า “ผมเป็นพวกชอบทักษิณ” หรือเปล่า
หรือว่า “ผมไม่มีสติปัญญาพอที่จะแยกแยะออกว่าใครเป็นคนดี คนเลว” หรือเปล่า
เพราะเห็นสิ่งที่ผมพูด หรือวิจารณ์ หรือโพสต์ หรือแชร์
ดูเหมือนว่าจะโน้มเอียงเข้าข้างแต่พวกทักษิณ หรือพวกเสื้อแดงเท่านั้น
ผมขอตอบให้ชัดๆ ว่า...
ผมไม่ได้เป็นเสื้อแดง ผมไม่ได้เป็นพวกทักษิณ
ผมเป็นคนยอมรับได้ และสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ทุกระบบการปกครอง ถ้าสังคมส่วนใหญ่เลือก หรือตัดสินใจว่าจะใช้ระบบใดเป็นมาตรฐานของสังคม
แต่....ที่ผมรับไม่ได้ จึงพยายามเขียนให้เพื่อนฉุกคิดบ้าง เตือนใจบ้าง หรือสะกิดสติปัญญาของเพื่อนๆ ก็เพราะความสับสน และความสับปลับของคนในสังคมไทยกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่มีหลักการ จุดยืน แนวคิดที่ชัดเจน
สับสนอันดับแรก คือ สับสนทางความคิด 2 ประการ คือ
1. ปากอยากได้ระบอบประชาธิปไตย แต่ใจกลับไปดิ้นรนหาอำนาจนอกระบบมาดำเนินการจัดระเบียบทางสังคม เพื่อให้ได้ “คนดี” มาเป็น “ผู้นำ” หรือ “ผู้ปกครอง” (ทั้งๆที่ระบอบประชาธิปไตยของไทย (เลียนแบบอังกฤษมา) นั้นเขาต้องการแค่มี “ตัวแทน” ไปทำธุระ หรือแก้ปัญหา (บริหาร+บริการ) ให้ประชาชนในระยะเวลา 4 - 5 ปี ไม่ได้มุ่งที่จะเลือก “ผู้นำ หรือ ผู้ปกครอง” แต่อย่างใด เพราะ "ผู้นำ" ของเราไม่ต้องเลือก เนื่องจากเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น "ผู้นำที่ดี" อยู่แล้ว )
2. ปากบอกว่าอยากเห็นและอยากให้ทุกคนมีความเสมอภาค และสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน แต่ใจก็ไม่อยากให้ทุกคนเท่าเทียมกัน อยากให้มีระบบชนชั้น และต้องเฉพาะพวกฉันเท่านั้น ที่จะเป็น “คนดี” หรือ “ผู้นำ” หรือ “ผู้ปกครอง” ได้ คนอื่นห้ามเป็นโดยเฉพาะประชาชนคนธรรมดาทั่วไป
ส่วนพวกสัปปลับ นั้นเห็นได้จาก
1. เวลาพวกหนึ่งทำอะไร ก็ทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะชุมนุม ปิดถนน ยึดบ้าน ยึดเมือง ยึดที่ทำการ พกอาวุธ ทำร้ายคนที่ขวางหน้าได้สารพัดอาวุธ ไม่ถือว่ามีความผิด เป็นการทำเพราะรักบ้านรักเมือง แต่อีกพวกหนึ่งทำอย่างเดียวกันกับพวกแรก กลับบอกว่าทำลายเผาบ้านเผาเมือง เป็นพวกเลวไม่รักชาติบ้านเมือง
2. พวกหนึ่งทำอะไรต้องผิด และมักถูกดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว ไม่มีการรอหรือลดหย่อนผ่อนโทษแต่อย่างใด แต่.....อีกพวกหนึ่งกลับดำเนินคดีอย่างล่าช้า พอใกล้เวลาตัดสินก็มักบอกว่าหมดอายุความบ้าง ให้ยุติเรื่องบ้าง หรือยกฟ้องบ้าง หรือความผิดชัดเจนเลี่ยงไม่ได้ก็ให้รอลงอาญาบ้าง ถือว่าไม่มีความผิด ทั้งๆที่ก็เป็นฐานความผิดเดียวกัน
3. พวกหนึ่งโกงก็ไม่เป็นไร ผลาญงบประมาณประเทศ ทำความเสียหายไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เงียบกริบไม่วิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด ทั้งๆที่หลักฐานชัดเจน แต่.... อีกพวกหนึ่งถึงแม้หลักฐานยังไม่ชัดเจน ยังคลุมเครืออยู่ก็ออกมาโวยวายว่า เขาโกงไว้ก่อน
เพื่อนๆ จะสังเกตไหมว่า
สิ่งที่ผมโพสต์ ผมแชร์ ก็คือ ผมนำข้อมูล หรือข้อเท็จจริงอีกด้าน
มานำเสนอเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งกล่าวหา หรือสร้างกระแสข่าวขึ้นมาก่อน
ซึ่งผมก็จะเน้นทุกครั้งว่า “เป็นข้อมูลอีกด้าน” เผื่อว่าจะช่วยสะกิดใจกันบ้าง
และผมก็ไม่ได้หวังให้เพื่อนบางคนเปลี่ยนใจหรอกครับ
เพราะผมเชื่อว่า ท่านก็ต้องคิดว่าความคิดของท่านถูก
แต่...เพื่อนๆ จะไม่มีวันได้เห็นสิ่งที่ผมโพสต์ หรือแชร์ เพื่อกล่าวหาใครก่อน
ผมมีแต่จะเน้นว่า เราจะเลือกระบอบการปกครองแบบใดกันแน่ อย่ามั่ว !!!!
และอย่าทำให้ "ตัวเอง" "ผู้อื่น" และ "บ้านเมือง" สับสนไปด้วย
สงสารเด็กๆ รุ่นหลังบ้างครับ เขาจะอยู่ยากขึ้น
เพราะไม่รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิดจริงกันแน่
สรุป : ใครกันแน่ที่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง จนผู้คนในสังคมไทยปัจจุบันต้องแตกแยกทางความคิดและความเป็นอยู่
ใครกันหนอที่ทำให้ “หินแตก และแยกแผ่นดิน”
ประเภทพวก “กูดี” แต่...พวกมึง “ต้องเลว” หรือ ต้องเป็น “ขี้ข้า” ให้พวกกูตลอดไป
จะเอากันอย่างนี้หรือครับ “พวกกู” เอ๊ย ! "พวกมึง"
ไม่ต้องด่า ก็ห่วงใยได้
• มีสำนวนหนึ่งแพร่หลาย และนิยมกันมากว่า
“ ...คำด่าที่ห่วงใย ดีกว่าคำชมที่เสแสร้ง...”
แต่...ผมมองเห็นต่าง เห็นแย้งอีกมุมมองหนึ่ง ดังนี้
จริงๆแล้ว เราไม่รู้หรอกว่า คนที่ด่าหรือชม เป็นคนอย่างไร มีเจตนาอย่างไร
แต่ทั้งคำด่าคำชมมีผลกระทบต่อจิตใจผู้ฟัง
ทำให้ทุกข์หรือสุข เจ็บใจ หรือ ปลื้มใจเรียบร้อยแล้ว
ผมจึงไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้นัก จึงขอออกความเห็นร่วมด้วย
• ขึ้นชื่อว่าด่า ด่าอย่างไรก็เกิดจาก "โทสะ"
ที่เกิดโทสะจนระงับไม่อยู่ กลายเป็น "ผรุสวาท"
ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะ..."คาดหวัง" ไว้มาก แล้วไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
แม้ต่อมา พยายาม "คาดคั้น" บางครั้งถึงกับ "คาดโทษ" และ "ลงโทษ" ก็แล้ว
ก็ยังไม่ได้ตามที่หวังอีก จึงเกิดการควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ จนต้องด่าออกไป
• ที่ด่าไม่ได้ เพราะ "รัก" และ "หวังดี" หรอกครับ
แต่ด่าเพราะไม่เป็นไปตามที่หวังต่างหาก
แต่ด่าไปแล้ว สำนึกได้ว่ารุนแรงเกินไป
ก็แกล้งมา "แก้ขวย" ว่าด่าเพราะหวังดีหรอกนะ
• เพราะอกุศลจิตที่ด่า (ผรุสวาท) เป็นวจีทุจริต
แต่ความเป็นพ่อแม่ ดีตรงที่ว่า ท่านด่าไม่นานก็กลับมายังรักและหวังดีอยู่
หรือกลับมาพูดดีด้วย อย่างนี้ก็เรียกว่าเกิดอกุศลจิตไม่นาน
ไม่เหมือนบุคคลทั่วไป ที่ด่าแล้วมักเจ็บใจ หรือผูกใจเจ็บต่อ
• ถ้าด่าเป็นสิ่งดี พระพุทธเจ้าคงไม่จัดเป็นส่วนหนึ่งของสัมมาวาจา
ในองค์มรรค 8 โดยท่านให้ไม่มุสาวาท ไม่ปิสุณาวาจา ไม่ผรุสวาจา
และไม่สัมผัปปลาปะ หรอกครับ
• การที่จะอ้างว่าด่าเพราะเจตนาดี
แล้วแถมอ้างพุทธพจน์ว่า
“เจตนาวหํ กมฺมํ วเทมิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนานั่นแหละคือกรรม”
ก็พุทธเจ้าแสดงไว้ชัดแล้วว่า เจตนานั่นแหละเป็นกรรม
เจตนาบังคับลูก ตั้งความหวังไว้กับลูก ให้ลูกพยายามเดินทางที่ตัวเอง
คิดว่าถูกว่าดี ในสายตาตนเอง ไม่ใช่ว่าไม่หวังดีต่อลูก
แต่หวังดีเกินไป ไม่เคยอ่านหรือครับว่า
“เมตตามากไป พลิกนิดเดียวก็กลายเป็นราคะ
กรุณามากไป ก็มักกลายเป็นโทสะ”
• การที่รักลูก หวังดีกับลูก จนต้องด่า
แสดงว่าจิตใจยังมีสติปัญญาไม่พอ
ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาพอไม่เห็นต้องด่าก็ได้
แค่ใจแข็งวางเงื่อนไขกับลูกเสียก็ได้ เช่น
พระพุทธเจ้าให้สงฆ์วางพรหมทัณฑ์กับพระฉันนะ เป็นต้น
แต่ทางจิตวิทยามีตัวอย่างมากมาย ท่านที่สนใจค้นคว้าหาอ่านได้
“ ...คำด่าที่ห่วงใย ดีกว่าคำชมที่เสแสร้ง...”
แต่...ผมมองเห็นต่าง เห็นแย้งอีกมุมมองหนึ่ง ดังนี้
จริงๆแล้ว เราไม่รู้หรอกว่า คนที่ด่าหรือชม เป็นคนอย่างไร มีเจตนาอย่างไร
แต่ทั้งคำด่าคำชมมีผลกระทบต่อจิตใจผู้ฟัง
ทำให้ทุกข์หรือสุข เจ็บใจ หรือ ปลื้มใจเรียบร้อยแล้ว
ผมจึงไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้นัก จึงขอออกความเห็นร่วมด้วย
• ขึ้นชื่อว่าด่า ด่าอย่างไรก็เกิดจาก "โทสะ"
ที่เกิดโทสะจนระงับไม่อยู่ กลายเป็น "ผรุสวาท"
ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะ..."คาดหวัง" ไว้มาก แล้วไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
แม้ต่อมา พยายาม "คาดคั้น" บางครั้งถึงกับ "คาดโทษ" และ "ลงโทษ" ก็แล้ว
ก็ยังไม่ได้ตามที่หวังอีก จึงเกิดการควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ จนต้องด่าออกไป
• ที่ด่าไม่ได้ เพราะ "รัก" และ "หวังดี" หรอกครับ
แต่ด่าเพราะไม่เป็นไปตามที่หวังต่างหาก
แต่ด่าไปแล้ว สำนึกได้ว่ารุนแรงเกินไป
ก็แกล้งมา "แก้ขวย" ว่าด่าเพราะหวังดีหรอกนะ
• เพราะอกุศลจิตที่ด่า (ผรุสวาท) เป็นวจีทุจริต
แต่ความเป็นพ่อแม่ ดีตรงที่ว่า ท่านด่าไม่นานก็กลับมายังรักและหวังดีอยู่
หรือกลับมาพูดดีด้วย อย่างนี้ก็เรียกว่าเกิดอกุศลจิตไม่นาน
ไม่เหมือนบุคคลทั่วไป ที่ด่าแล้วมักเจ็บใจ หรือผูกใจเจ็บต่อ
• ถ้าด่าเป็นสิ่งดี พระพุทธเจ้าคงไม่จัดเป็นส่วนหนึ่งของสัมมาวาจา
ในองค์มรรค 8 โดยท่านให้ไม่มุสาวาท ไม่ปิสุณาวาจา ไม่ผรุสวาจา
และไม่สัมผัปปลาปะ หรอกครับ
• การที่จะอ้างว่าด่าเพราะเจตนาดี
แล้วแถมอ้างพุทธพจน์ว่า
“เจตนาวหํ กมฺมํ วเทมิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนานั่นแหละคือกรรม”
ก็พุทธเจ้าแสดงไว้ชัดแล้วว่า เจตนานั่นแหละเป็นกรรม
เจตนาบังคับลูก ตั้งความหวังไว้กับลูก ให้ลูกพยายามเดินทางที่ตัวเอง
คิดว่าถูกว่าดี ในสายตาตนเอง ไม่ใช่ว่าไม่หวังดีต่อลูก
แต่หวังดีเกินไป ไม่เคยอ่านหรือครับว่า
“เมตตามากไป พลิกนิดเดียวก็กลายเป็นราคะ
กรุณามากไป ก็มักกลายเป็นโทสะ”
• การที่รักลูก หวังดีกับลูก จนต้องด่า
แสดงว่าจิตใจยังมีสติปัญญาไม่พอ
ถ้าผู้ใดมีสติปัญญาพอไม่เห็นต้องด่าก็ได้
แค่ใจแข็งวางเงื่อนไขกับลูกเสียก็ได้ เช่น
พระพุทธเจ้าให้สงฆ์วางพรหมทัณฑ์กับพระฉันนะ เป็นต้น
แต่ทางจิตวิทยามีตัวอย่างมากมาย ท่านที่สนใจค้นคว้าหาอ่านได้
ระบอบการปกครองใด ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย
ผมเชื่อตามแนวทางพุทธศาสนาว่า ไม่มีการเมือง การปกครอง หรือรูปแบบสังคมใด ที่จะทำให้เกิด "...สังคมที่ดี สังคมอุดมคติ ที่มีแต่คนดีในโลกนี้ (แบบในยุคพระศรีอาริย์) ” อย่างแน่นอน
ความจริงสังคมมนุษย์ทั่วไปในโลกตามแนวพุทธศาสนา ล้วนดำเนินชีวิตด้วยความโลภ โกรธ หลง หรือมีอวิชชา ราคะ ตัณหาเป็นแรงขับ แรงผลักดัน ไม่เว้นแม้บุคคลผู้นั้นจะอยู่ในชนชั้นใด
แม้แต่สังคมภิกษุ / นักบวชในศาสนาพุทธ ถ้าทำตามพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์จริงๆ ก็ถือว่าเป็นสังคมที่ดีที่สุดในโลกอย่างที่ทุกคนใฝ่หา แต่ความเป็นจริงก็ยังมีภิกษุที่ทำผิดวินัย มีคนจิตใจหยาบช้า คนต่ำทรามเข้ามาอยู่ในแวดวงภิกษุ ต่อให้มีกฎเกณฑ์เข้มงวดแค่ไหน คนที่อ้างว่าตนเป็นภิกษุ ก็ทำผิดได้ ถ้าผู้เป็นครูอาจารย์ไม่ดีจริง หรือเอาใจใส่สั่งสอนอบรมจริง
ในทัศนะของผม จึงไม่มีระบอบการปกครองแบบไหนดีที่สุดในโลก โดยไม่มีข้อบกพร่อง และผมก็เชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ดีวิเศษกว่าระบอบการปกครองอื่นแต่อย่างใด, ถ้าคนและผู้นำในระบอบนั้นหลงตน และมัวเมาในอำนาจ ผลประโยชน์
แต่...ระบอบประชาธิปไตยดีตรงที่ว่า เมื่อคนเก่าหมดวาระลงตามที่กำหนด ประชาชนก็จะเลือก “ตัวแทน” ใหม่ โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันล้างโคตรเหมือนระบอบอื่นๆ ตามที่ผมรับรู้มา ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีความเสมอภาค ความยุติธรรม และเสรีภาพเท่านั้น
ประชาธิปไตยเป็นระบอบแค่เลือก "ตัวแทน" ไปทำงาน ไม่ได้มุ่งเน้นหา "คนดี" มาเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง แต่...ถ้าเผอิญได้ "คนดี และเก่ง" มาเป็นตัวแทนยิ่งดีใหญ่
ผมขอเสนอ "แง่คิด" ว่า เมื่อสังคมใดเลือกระบอบการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบใดจริงๆ ก็ควรยึดมั่นถือมั่นตามหลักการของระบอบนั้นๆ เช่น สังคมไทยเลือกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราก็ควรยึดหลักการของประชาธิปไตยจริงๆ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วเลือก "ตัวแทน" ไปทำงานตามที่ประชาชนต้องการ
ไม่ใช่แบบทุกวันนี้ ที่ไปเอาหลักการ วิธีการของระบอบการปกครองอื่นๆมาปนเปกับระบอบประชาธิปไตย เช่น ต้องการให้นักการเมืองเป็น "คนดี" อ้างแต่ "ความเป็นคนดี" เพื่อทำลายคนที่อาสามาเป็น "ตัวแทนประชาชน" เป็นคนไม่ดี เพื่อคนที่อ้างตัวเอง "เป็นคนดี" เข้ามามีอำนาจแทน มันจะทำให้คนในสังคมนี้ สับสนในหลักการ แนวคิดไปหมดครับ
แต่....ถ้ามีคนเชื่อว่าการปกครองที่ดีที่สุดของสังคมไทย ควรให้คนคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งที่สังคมเชื่อว่า “เป็นคนดี มีความรู้ มีคุณลักษณะพิเศษเหนือกว่าประชาชนธรรมดา” มาเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง คน ๆ นั้นก็ควรรณรงค์ชักชวนให้คนส่วนมากในสังคมไทยเห็นด้วย และเมื่อมีคนเห็นด้วยมากเข้า จนสังคมส่วนใหญ่เลือกและตัดสินใจใช้การปกครองแบบที่นำเสนอ ก็ควรประกาศให้โลกรับรู้ว่า เราเลือกระบอบการปกครองใหม่ ทุกคนจะได้ยอมรับขอบเขต ข้อจำกัดของตัวเอง จะได้ไม่ต้องไปหวังลมๆแล้งๆอีกต่อไป
ส่วนผม ผมเชื่อว่าผมปรับตัวเข้ากับระบอบการปกครองทุกอย่างได้ เพราะผมเป็นพุทธศาสนิกชน "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" และตัวผมเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดและกฏแห่งกรรมอย่างมั่นคง ทำให้ผมเชื่อว่าการที่เราเกิดในแต่ละชาติ เพราะเราต้องไปเรียนรู้ และชดใช้ความผิดพลาดที่ทำมาในอดีตชาติต่างๆ การเกิดในสังคมแบบใด แสดงว่าต้องเกิดมาเพื่อเรียนรู้โอกาส และอุปสรรคของสังคมแบบนั้น”
เช่น ผมเกิดมาในสังคมไทย แสดงว่าผมต้องมาเรียนรู้การยึดติด ความหลงมัวเมาในความสุข สบาย ความเป็นคนดี” ให้ผ่านพ้นให้ได้, ถ้าผมไปเกิดที่เกาหลีเหนือ แสดงว่าผมต้องไปเรียนรู้การกดขี่ข่มเหง ระบอบชนชั้น, และถ้าผมไปเกิดในประเทศยุโรปในยุคกลาง แสดงว่าผมต้องไปเรียนรู้ไม่ให้เผยแพร่เรื่องความลึกลับ การเวียนว่ายตายเกิด หรือเรื่องที่ยุคนั้นห้ามเอาไว้ ผมต้องเน้นเรื่องความรัก ความเมตตาอย่างเดียว ถ้าผมดื้อรั้นและไม่ทำตาม ผมคงถูกแขวนคอ เผาไฟ หรือไม่ก็คงถูกบังคับให้กินยาพิษแน่ๆ,
เรามาช่วยกันทำให้สังคมไม่สับสนเถอะครับ ท่านที่คิดว่า "ตัวเองดีกว่า" หรือ “คิดดีกว่า” ชาวบ้าน อย่าอ้างประชาธิปไตย แต่ทำลายหลักการแนวคิดของประชาธิปไตย ถ้าท่านยังคิดว่าสังคมไทยควรปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่
เพราะไปๆมาๆ ที่อ้างว่าจะ "โค่นล้มระบอบทักษิณ"นั้น แท้จริงจะกลายเป็น “ไม่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจปกครองตัวเอง” แต่.....อยากให้ชนชั้นตัวเองเป็นผู้ปกครองฝ่ายเดียวเสียมากกว่าครับ
ความจริงสังคมมนุษย์ทั่วไปในโลกตามแนวพุทธศาสนา ล้วนดำเนินชีวิตด้วยความโลภ โกรธ หลง หรือมีอวิชชา ราคะ ตัณหาเป็นแรงขับ แรงผลักดัน ไม่เว้นแม้บุคคลผู้นั้นจะอยู่ในชนชั้นใด
แม้แต่สังคมภิกษุ / นักบวชในศาสนาพุทธ ถ้าทำตามพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์จริงๆ ก็ถือว่าเป็นสังคมที่ดีที่สุดในโลกอย่างที่ทุกคนใฝ่หา แต่ความเป็นจริงก็ยังมีภิกษุที่ทำผิดวินัย มีคนจิตใจหยาบช้า คนต่ำทรามเข้ามาอยู่ในแวดวงภิกษุ ต่อให้มีกฎเกณฑ์เข้มงวดแค่ไหน คนที่อ้างว่าตนเป็นภิกษุ ก็ทำผิดได้ ถ้าผู้เป็นครูอาจารย์ไม่ดีจริง หรือเอาใจใส่สั่งสอนอบรมจริง
ในทัศนะของผม จึงไม่มีระบอบการปกครองแบบไหนดีที่สุดในโลก โดยไม่มีข้อบกพร่อง และผมก็เชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ดีวิเศษกว่าระบอบการปกครองอื่นแต่อย่างใด, ถ้าคนและผู้นำในระบอบนั้นหลงตน และมัวเมาในอำนาจ ผลประโยชน์
แต่...ระบอบประชาธิปไตยดีตรงที่ว่า เมื่อคนเก่าหมดวาระลงตามที่กำหนด ประชาชนก็จะเลือก “ตัวแทน” ใหม่ โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันล้างโคตรเหมือนระบอบอื่นๆ ตามที่ผมรับรู้มา ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มุ่งเน้นให้ประชาชนมีความเสมอภาค ความยุติธรรม และเสรีภาพเท่านั้น
ประชาธิปไตยเป็นระบอบแค่เลือก "ตัวแทน" ไปทำงาน ไม่ได้มุ่งเน้นหา "คนดี" มาเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง แต่...ถ้าเผอิญได้ "คนดี และเก่ง" มาเป็นตัวแทนยิ่งดีใหญ่
ผมขอเสนอ "แง่คิด" ว่า เมื่อสังคมใดเลือกระบอบการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบใดจริงๆ ก็ควรยึดมั่นถือมั่นตามหลักการของระบอบนั้นๆ เช่น สังคมไทยเลือกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราก็ควรยึดหลักการของประชาธิปไตยจริงๆ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วเลือก "ตัวแทน" ไปทำงานตามที่ประชาชนต้องการ
ไม่ใช่แบบทุกวันนี้ ที่ไปเอาหลักการ วิธีการของระบอบการปกครองอื่นๆมาปนเปกับระบอบประชาธิปไตย เช่น ต้องการให้นักการเมืองเป็น "คนดี" อ้างแต่ "ความเป็นคนดี" เพื่อทำลายคนที่อาสามาเป็น "ตัวแทนประชาชน" เป็นคนไม่ดี เพื่อคนที่อ้างตัวเอง "เป็นคนดี" เข้ามามีอำนาจแทน มันจะทำให้คนในสังคมนี้ สับสนในหลักการ แนวคิดไปหมดครับ
แต่....ถ้ามีคนเชื่อว่าการปกครองที่ดีที่สุดของสังคมไทย ควรให้คนคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งที่สังคมเชื่อว่า “เป็นคนดี มีความรู้ มีคุณลักษณะพิเศษเหนือกว่าประชาชนธรรมดา” มาเป็นผู้นำ ผู้ปกครอง คน ๆ นั้นก็ควรรณรงค์ชักชวนให้คนส่วนมากในสังคมไทยเห็นด้วย และเมื่อมีคนเห็นด้วยมากเข้า จนสังคมส่วนใหญ่เลือกและตัดสินใจใช้การปกครองแบบที่นำเสนอ ก็ควรประกาศให้โลกรับรู้ว่า เราเลือกระบอบการปกครองใหม่ ทุกคนจะได้ยอมรับขอบเขต ข้อจำกัดของตัวเอง จะได้ไม่ต้องไปหวังลมๆแล้งๆอีกต่อไป
ส่วนผม ผมเชื่อว่าผมปรับตัวเข้ากับระบอบการปกครองทุกอย่างได้ เพราะผมเป็นพุทธศาสนิกชน "ไม่ยึดมั่นถือมั่น" และตัวผมเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดและกฏแห่งกรรมอย่างมั่นคง ทำให้ผมเชื่อว่าการที่เราเกิดในแต่ละชาติ เพราะเราต้องไปเรียนรู้ และชดใช้ความผิดพลาดที่ทำมาในอดีตชาติต่างๆ การเกิดในสังคมแบบใด แสดงว่าต้องเกิดมาเพื่อเรียนรู้โอกาส และอุปสรรคของสังคมแบบนั้น”
เช่น ผมเกิดมาในสังคมไทย แสดงว่าผมต้องมาเรียนรู้การยึดติด ความหลงมัวเมาในความสุข สบาย ความเป็นคนดี” ให้ผ่านพ้นให้ได้, ถ้าผมไปเกิดที่เกาหลีเหนือ แสดงว่าผมต้องไปเรียนรู้การกดขี่ข่มเหง ระบอบชนชั้น, และถ้าผมไปเกิดในประเทศยุโรปในยุคกลาง แสดงว่าผมต้องไปเรียนรู้ไม่ให้เผยแพร่เรื่องความลึกลับ การเวียนว่ายตายเกิด หรือเรื่องที่ยุคนั้นห้ามเอาไว้ ผมต้องเน้นเรื่องความรัก ความเมตตาอย่างเดียว ถ้าผมดื้อรั้นและไม่ทำตาม ผมคงถูกแขวนคอ เผาไฟ หรือไม่ก็คงถูกบังคับให้กินยาพิษแน่ๆ,
เรามาช่วยกันทำให้สังคมไม่สับสนเถอะครับ ท่านที่คิดว่า "ตัวเองดีกว่า" หรือ “คิดดีกว่า” ชาวบ้าน อย่าอ้างประชาธิปไตย แต่ทำลายหลักการแนวคิดของประชาธิปไตย ถ้าท่านยังคิดว่าสังคมไทยควรปกครองในระบอบประชาธิปไตยอยู่
เพราะไปๆมาๆ ที่อ้างว่าจะ "โค่นล้มระบอบทักษิณ"นั้น แท้จริงจะกลายเป็น “ไม่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจปกครองตัวเอง” แต่.....อยากให้ชนชั้นตัวเองเป็นผู้ปกครองฝ่ายเดียวเสียมากกว่าครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)