วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สิ่งที่พบเห็น และรับรู้ : โรงเรียนคุณธรรม ๑

เมื่อปีการศึกษา  ๒๕๕๖  ผมได้รับเกียรติจากสำนักงานศึกษาธิการภาค ๓  ซึ่งรับผิดชอบติดตามดูแลการจัดการศึกษาของหน่วยงานการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ   มีจังหวัดลพบุรี  สิงห์บุรี  อ่างทอง  ชัยนาท  ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงานสถานศึกษาตามโครงการพัฒนาและส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน  ของกระทรวงศึกษาธิการ  

โครงการนี้  กระทรวงศึกษาธิการ  มีจุดประสงค์ตั้งใจให้สถานศึกษาตระหนักถึงคุณค่าในการสร้าง  ส่งเสริม  พัฒนา ปลูกฝังคุณธรรมในสถานศึกษา  เพื่อไปปลูกฝัง หรือกระตุ้นนักเรียน / นักศึกษามีจิตสำนึกที่ดี   เกิดแนวคิด  แนวทางการประพฤติตนตามคุณธรรมพื้นฐาน ๘ ประการ   ได้แก่  ขยัน  ประหยัด  ซื่อสัตย์  มีวินัย  สุภาพ  สะอาด  สามัคคี  มีน้ำใจ

ในการประเมินครั้งแรก  ทางสำนักงานศึกษาธิการภาค ๓ ได้ให้ศึกษาเอกสาร  วีดิทัศน์ที่แสดงถึงวิธีการ  กิจกรรม หรือกระบวนการพัฒนาส่งเสริมคุณธรรมของสถานศึกษาต่างๆ  ที่คิดว่าตัวเองประสบผลสำเร็จแล้ว  จำนวน ๓๓ โรงเรียน  

แต่...จากการศึกษาเอกสาร  ชมวีดิทัศน์  พบว่า  สถานศึกษา “เข้าใจผิด” และ “หลงทาง” หลายประเด็น  ดังนี้
    ๑.    ไม่เข้าใจว่า คุณธรรม คือ อะไร  หรือไม่รู้จะดูจากตรงไหนถึงจะรู้ว่าเป็นคุณธรรม  
    ๒.    บางท่านไปนำเอา “จริยธรรม” มาเป็น  “คุณธรรม”
    ๓.    ทำกิจกรรม “เฉพาะกิจ”  ขึ้นมารองรับการส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรม
    ๔.    ทำกิจกรรม  เพื่อให้แต่นักเรียนทำ  แต่ครูไม่ต้องทำ  หรือไม่ต้อง “เป็น”
    ๕.    มุ่งแต่ทำกิจกรรม  แต่ไม่มีระบบกระบวนการที่จะพัฒนานักเรียนให้มีคุณธรรม จากหลักการ     แนวคิด หรือทฤษฏีใดๆ

“ถ้าเริ่มต้นผิด   เข้าใจไม่ตรง    สิ่งที่ได้จึงไม่เกิดผลตามที่ต้องการ”

        ในการประเมินรอบต่อมา    เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาศึกษาดูว่าได้ผล(คุณธรรม) ตามที่โรงเรียนได้ทำกิจกรรมส่งเสริมหรือพัฒนาหรือไม่    ซึ่งคณะกรรมการได้ไปเยี่ยมเยือนสถานศึกษาต่างๆ   โดยไม่ได้นัดหมาย หรือแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  เพื่อเห็นสภาพจริง   จะเรียกว่าเป็นการ “ประเมินตามสภาพจริง” ก็ย่อมได้     ทั้งเยี่ยมชม  และให้ครู ผู้บริหาร และนักเรียนตอบแบบสอบถามด้วย

        ผลปรากฏว่า   สถานศึกษาหลายแห่งเป็นไปตามที่ผม  และคณะกรรมการตั้งข้อสังเกตไว้   โดยสถานศึกษาหลายแห่งผมและคณะกรรมการเข้าไปก่อนเคารพธงชาติ    ระหว่างพักรับประทานอาหารกลางวัน   บางครั้งเข้าไปขณะสถานศึกษากำลังเลิก     ทำให้ประจักษ์ชัดว่า  สถานศึกษาหลงทางไปทำ “กิจกรรม” มากกว่าที่ตั้งใจ “พัฒนา(ปลูกฝัง)” คุณธรรมจริยธรรมจริงๆ   

        การไปเยี่ยมเยือนโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า  หรือนัดหมายก่อน  ทำให้เห็นของจริงว่าสถานศึกษาและตัวบุคลากร นักเรียนเป็นอย่างไร  ทั้งสภาพแวดล้อม   อาคารสถานที่   บุคลิก   พฤติกรรม  ส่วนมากจะไม่ค่อยสะอาดเรียบร้อย   วุ่นวาย  มีที่ประทับใจอยู่  ๓  โรงเรียน  คือ โรงเรียนเมืองละโว้  โรงเรียนบรรจงรัตน์  และโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย  ที่ดีเยี่ยมทั้งหมด   สภาพแวดล้อมก็สะอาด  ข้าวของในห้องจัดเรียบร้อย   โดยเฉพาะโต๊ะทำงานครู  ห้องพักครูสะอาดเรียบร้อยมาก   นักเรียนมีอัธยาศัย  มีน้ำใจช่วยเหลือกัน  ครูก็มีกิริยามารยาทเรียบร้อย  สมเป็นครู   เรียกว่าเขาดีจริงๆตามที่เป็นอยู่   ไม่มีการจัดฉากให้ใครดู    
ซึ่งตรงนี้ผมและคณะกรรมการ ถือว่า   “ถ้าบุคลากรครูยังไม่ดีจริง  ยังไม่เป็นตัวอย่าง (ต้นแบบ)  แล้วจะให้นักเรียนมีพฤติกรรมหรือจิตใจที่มีคุณธรรมได้อย่างไร”

        โรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา  ยิ่งเป็นแถบชนบท  มักจะได้เปรียบสถานศึกษาทั่วไปอย่างหนึ่ง คือ  ตัวนักเรียนจะเด่นเรื่อง   ความซื่อสัตย์   ความสามัคคี    และความมีน้ำใจ   โดยเฉพาะคุณธรรมสุดท้าย “ความมีน้ำใจ” จะเด่นมาก     ซึ่งถ้าดูไปแล้ว  น่าจะมาจากอิทธิพลของสังคมไทย  มากกว่า “ฝีมือ” พัฒนาของสถานศึกษา    แต่มีอยู่แห่งหนึ่งที่สามารถสร้างคุณธรรมชั้นสูง (ความกตัญญูกตเวที)  ได้ดีมาก   จะเล่าให้อ่านในครั้งต่อไป

        และเมื่อกลับมาตรวจสอบการตอบแบบสอบถามของนักเรียน และบุคลากรครูของสถานศึกษาต่างๆ  ทำให้ได้ผลยืนยันชัดเจนว่า    สถานศึกษาส่วนมากยังไม่สามารถ  “สร้างระบบ” เพื่อให้มีกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ  จนทำให้นักเรียนเกิดความตระหนัก   เห็นคุณค่า  และมีพฤติกรรมที่ออกมาจากจิตใจ”   อย่างแท้จริง
       
        ช่วงนี้ขอสรุปก่อนว่า 
๑.    คุณธรรม  ดูพฤติกรรมที่ออกมาจากจิตใจ,  จริยธรรมดูที่พฤติกรรมตรงๆ
(คุณธรรม”  หมายถึง  สภาพจิตใจที่มี จิตสำนึกที่ดี”  หรือ จิตใจที่ดีงาม”  หรือ จิตใจที่มี หลักยึดในความดี ความงาม ความถูกต้อง   หรือ จิตใจที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบ  รู้จักผิดชอบชั่วดี  เกรงกลัวต่อการกระทำความชั่ว  ซึ่งแสดงออกมาทางกาย   วาจา   และความประพฤติ หรือการปฏิบัติที่ทำเป็นประจำ  ต่อเนื่อง  ที่กลายหรือติดเป็น นิสัยของแต่ละบุคคล  เมื่อจิตเกิดคุณธรรมขึ้นแล้ว จะทำให้เป็นผู้มีจิตใจดี และคิดแต่สิ่งที่ดี   จึงได้ชื่อว่า  เป็นผู้มีคุณธรรม)

๒.    คุณธรรมจะเห็นได้ชัดจากความเคยชิน  หรือแสดงออกมาโดยทันทีเมื่อเจอสถานการณ์ต่างๆ

๓.    คุณธรรมสร้างได้โดย  
๓.๑  บุคลากร /ครู ทุกคนต้อง “ทำเป็นตัวอย่าง  ต้นแบบ” ในทางที่ดีงาม  หรือในสิ่งที่ตนเองจะปลูกฝังให้กับนักเรียน
๓.๒  มีการจัดกิจกรรมที่ดีที่ให้นักเรียนทำเป็น“กิจวัตร” อย่างจริงจัง ต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อย ๓ ปีขึ้นไป โดยมีระบบและกระบวนการทำที่ดี   
๓.๓  มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องทำด้วยตนเอง และ/หรือได้ร่วมทำกับผู้อื่นหรือได้มาด้วย “ความยากลำบาก  หรือต้องต่อสู้ฝ่าฟัน”จนกว่าประสบความสำเร็จ  หรือ
๓.๔  ปลูกฝังให้นักเรียนมี ความเชื่อ หรือ ความศรัทธา เช่น กฎแห่งกรรม การเวียนว่ายตายเกิด  บาปบุญคุณโทษ พระเจ้า เป็นต้น หรือ  เชื่อมั่นศรัทธาต่ออุดมการณ์เป้าหมายที่สูงส่งของชาติ / สังคม เป็นต้น  หรือ
๓.๕  ทำให้ “ตระหนัก” ในคุณค่าของชีวิต   หรือทำให้ “เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง” ต่อความเป็นจริงของชีวิต  เช่น  ขันธ์ ๕   กฎไตรลักษณ์   โลกธรรม ๘   อริยสัจ ๔   มรรค ๘  ปฏิจจสมุปบาท ๑๒   เป็นต้น

        สถานศึกษาส่วนมากข้อ ๓.๑  ก็ไม่ผ่านแล้วครับ,   ข้อ ๓.๒ มีอยู่  ๗  แห่งที่ทำได้ถึง, ข้อ ๓.๓ ที่เด่นชัดมี ๔ แห่ง,  ข้อ ๓.๔  ยังสรุปไม่ได้ชัดว่า  เป็นฝีมือของสถานศึกษา  หรือสังคม  หรือครอบครัว  หรือพระ  หรือสื่อสารมวลชนกันแน่   แม้ในสถานศึกษาจะมีกิจกรรมตามแนวทางศาสนา   แต่จากการตอบแบบสอบถามของนักเรียนมีน้อยคนมากที่จะเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม หรือนรกสวรรค์ เป็นต้น    ส่วนข้อ ๓.๕  ยังไม่สถานศึกษาใดทำถึงครับ 

คราวหน้าจะมาเล่าสถานศึกษาแต่ละแห่งที่ไปพบมา  เพื่อเป็นตัวอย่างของการพัฒนาส่งเสริมจริยธรรมคุณธรรมแก่ผู้สนใจได้บ้าง

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิพากษ์วิจารณ์ การทำวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาไทย

วันก่อนผมได้คุยกับสหายทางวิชาการของผม ปรากฏว่ามันไปประสบปัญหาเรื่องสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่เมืองไทยเข้า กรรมการสอบขอแก้เรื่องที่มันทำหลายประเด็น ทั้งๆที่ตอนสอบเค้าโครงก็ผ่านไปด้วยดี แต่พอมาคราวนี้สอบเนื้อหา กรรมการดันย้อนกลับไปรื้อเค้าโครงของมันอีก เลวร้ายกว่านั้น ไอ้เค้าโครงบทต่างๆที่รื้อเป็นส่วนที่บรรดากรรมการทั้งหลายขอให้เขียนเอง ด้วยอึ้งครับ

ใครเจออย่างนี้คงอึ้งไปตามกันผมไม่แน่ใจว่า การศึกษาระดับปริญญาโทและการทำวิทยานิพนธ์ที่เมืองไทยของคณะอื่นจะเหมือนกับ คณะผมหรือเปล่า ผมเลยขอกล่าวเฉพาะในส่วนของนิติศาสตร์ที่ผมคุ้นเคยแล้วกันปริญญาโท นิติศาสตร์ มธ. เมื่อก่อนเรียนกันมาราธอนมากครับ เรียนครอสเวิร์คหมดนี่ก็เกือบ ๔ ปีได้ ทำวิทยานิพนธ์อีก ๓-๔ ปี หาได้ยากมากครับบนโลกใบนี้ที่เรียนปริญญาโทยาวนานเกือบทศวรรษ

จน กระทั่งปีการศึกษา ๒๕๔๔ รุ่นที่ผมและเพื่อนเข้าไปเรียนปีแรก ก็มีการเปลี่ยนหลักสูตร เรียนครอสเวิร์คแค่ปีครึ่งหรือ ๓ เทอม จากนั้นก็ลงมือทำวิทยานิพนธ์ รวมระยะเวลาทั้งครอสเวิร์คและวิทยานิพนธ์ต้องไม่เกิน ๔ ปีจากการที่ผมเป็นลูกครึ่งเคยเรียนทั้งโทที่เมืองไทย (แต่ลาออกมาก่อนเพื่อมาเรียนต่อที่นี่) และกำลังทำเอกที่ฝรั่งเศส

ผมเลยมานั่งคิดๆ มองระบบวิทยานิพนธ์ที่ฝรั่งเศสแล้วย้อนกลับไปดูที่บ้านเรา มีข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ได้หลายประเด็นครับ ตั้งแต่ตัวเนื้อหา ระบบการสอบ ยันการ “จิ้มก้อง” อาจารย์ที่ปรึกษาและกรรมการ

 ประเด็นที่หนึ่ง  ระบบการสอบวิทยานิพนธ์การสอบวิทยานิพนธ์ที่เมืองไทยต้องสอบสองรอบ คือ สอบเค้าโครงและสอบตัวเล่ม ส่วนที่ฝรั่งเศส ผมสอบรอบเดียว ปีแรกผมก็วิ่งหาอาจารย์ที่ปรึกษา เสนอว่าผมจะทำหัวข้ออะไร ถ้าอาจารย์ตกลงรับ เราก็ไปลงทะเบียนหลักสูตรปริญญาเอกได้ จากนั้นเราก็ทำงานไปปรึกษากับอาจารย์เราไปเรื่อยๆจนครบสามปี ถ้าปิดเล่มได้ก็ขอสอบ อาจารย์ก็จะหารือกับเราว่าจะตั้งใครเป็นกรรมการบ้าง แล้วก็นัดสอบเพื่อปกป้องวิทยานิพนธ์ของเรา

ผมเห็นว่าระบบของบ้านเราน่าจะสอบมากเกินไป วิทยานิพนธ์เป็นงานของเราร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษา ระหว่างการทำงานตลอด ๒-๓ ปีนี้ เราก็โดนอาจารย์อัดตลอด ถ้าเค้าเห็นว่างานได้มาตรฐานพอควรก็จะอนุญาตให้ปิดเล่มเพื่อเตรียมสอบ ในทางกลับกันถ้าไม่โอเค เราก็ต้องแก้ไปเรื่อยๆ แต่ที่เมืองไทยกลับเป็นว่าโดนอาจารย์ที่ปรึกษานวดแล้วนวดอีก พอไปสอบเค้าโครง กรรมการดันมาแก้ของเราอีก แก้เสร็จ สอบเล่มรอบที่สอง ไม่พอใจ แก้อีก แก้ไปแก้มา จนบางครั้ง “งาน” ของเราแทบไม่เหลือเนื้อหาที่เราตั้งใจจะทำเลย กลายเป็นเขียนตามใบสั่งกรรมการแก้

ตามใจกรรมการขนาดนี้ ไม่ใช่วิทยานิพนธ์ของเราแล้วครับ เรียกว่าวิทยานิพนธ์ของ ศ.ดร. อัตตา อีโก้จัด ประธานกรรมการ, รศ.ดร. มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ กรรมการ, รศ.ดร. กูเก่ง อย่าเถียงกู กรรมการ, ผศ.ดร. ไม่ได้อ่าน แต่ขออัด กรรมการ และรศ.ดร.ได้ครับท่าน ดีครับผม อาจารย์ที่ปรึกษา น่าจะเหมาะสมกว่า ถามว่าแล้วยอมแก้ตามทำไม เถียงสิ สู้สิ

ถ้าโลกแห่งความ ฝัน สหายทางวิชาการของผมมันคงทำไปแล้ว แต่บนโลกหม่นๆ (ของมันในขณะนี้) ก็คงได้แต่นั่งจดๆๆๆ ที่เค้าสั่งให้แก้พร้อมๆกับด่าในใจว่า “แมร่ง... (เติมคำในช่องว่างตามอัธยาศัย) ....”ไม่ต้องเดือดร้อนไปถามเปาบุ้นจิ้นหรอกครับ วิญญูชนอย่างเราๆลองช่ังน้ำหนักดู

งานที่เราทำมา ๒-๓ ปี แต่กรรมการเอาไปอ่านแค่สัปดาห์เดียว (จริงๆอาจอ่านบนรถระหว่างเดินทางมาสอบ เค้าให้ไปอ่านตั้งหลายสัปดาห์ ดันเอาไปนอนกอดเล่นซะงั้น) มาถึงก็ชี้นิ้วกราดสั่งแก้นั่นแก้นี่ มันเป็นธรรมมั้ย? ปัญหาเบื้องต้นอยู่ที่หน้าที่ของกรรมการสอบวิทยานิพนธ์

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่ามีระเบียบมหาวิทยาลัยข้อไหนที่เขียนหน้าที่ของกรรมการ ไว้หรือไม่ แต่โดยทั่วไปเราเอ่ยคำว่า “กรรมการ” แล้ว ก็จะนึกถึงคนที่มีหน้าที่ในการตัดสินหรือชี้ขาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เข้าไปล้วงลูกทำหรือแก้ไขในเรื่องนั้นๆเสียเอง

ยิ่งไปกว่านั้น ผมดูระบบของฝรั่งเศสและลองสอบถามคนที่เคยผ่านสมรภูมิการสอบวิทยานิพนธ์ใน ประเทศอื่นๆแล้วก็ยิ่งงงไปกันใหญ่กับระบบที่บ้านเราเป็นอยู่ ผมพบว่ากรรมการสอบมีหน้าที่ในการสอบเท่านั้น กรรมการจะอัดประเด็นจุดอ่อนหรือที่น่าสงสัยในวิทยานิพนธ์ของเรา แล้วเราก็ต้องอธิบายไป เท่านั้นเองหน้าที่เขา

แต่...กรรมการ บ้านเราเล่นมีสอบสองครั้ง กรรมการก็เข้ามาแทรกแซงงานของเราตั้งแต่การสอบเค้าโครง ไปตัดนั่นนิด เติมนี่หน่อย พอสอบตัวเล่ม กรรมการยังไม่พอใจ อยากให้แก้อีกเลยลงมติให้ผ่านแบบมีเงื่อนไข (รู้สึกจะมีที่ไทยแลนด์ที่เดียวมั้งครับนี่) เราก็ต้องตามไปแก้อีกรอบ

ที่สำคัญกรรมการบางคนดันลืมว่าเคยสั่งให้นักศึกษาไปแก้เอง  แต่ดันมาอัดนักศึกษาอีกว่าเอามาจากไหนนี่มันประเด็นใหม่ เจอยังงี้เข้าก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่เป็นล่ะครับ  ถ้าระบบการสอบวิทยานิพนธ์เมืองไทยยังเป็นเช่นนี้   เห็นจะหนีไม่พ้น “งาน” ที่อยู่ในนามของนักศึกษา   แต่มีวิญญาณของประธานกรรมการและกรรมการซ่อนอยู่ แล้วระบบความรับผิดชอบในงานจะอยู่ที่ไหนยังน่าสงสัยอยู่ งานในชื่อของเรา แต่ไม่ได้เป็นความคิดเรา

คนอ่านอยากวิจารณ์ก็ต้องวิจารณ์ “งาน” ของผู้เขียนหาใช่ “งาน” ของกรรมการไม่ มิพักต้องกล่าวถึงวิทยานิพนธ์ประเภท “งานฝาก” ที่กรรมการอยากรู้เลยสั่งให้เขียน  กรรมการบางคนสนใจแต่ไม่มีปัญญาเขียนเองหรือมีปัญญาแต่ขี้เกียจก็มา “ฝาก” ให้เด็กค้น แล้วเขียนลงในวิทยานิพนธ์

กรรมการบางคนทำราว กับว่าวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาเป็นห้องน้ำหรือห้องนอนที่ไว้ใช้สำเร็จความ ใคร่กามกิจทางวิชาการของตนเอง   ผมคิดว่าคนที่มีสิทธิในการล้วงลูกวิทยานิพนธ์ของเรามีได้คนเดียวเท่านั้น คือ อาจารย์ที่ปรึกษา เพราะเป็นคนที่ทำงานร่วมกับเรามาตลอดสามถึงสี่ปี แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็ยังมีสิทธิสงวนเรื่องที่เราอยากเขียนไว้ในวิทยา นิพนธ์ของเราได้ เพราะในท้ายที่สุด  วิทยานิพนธ์นั้นก็ปรากฏในนามของเราตลอด

การเรียนปริญญาเอกในปีแรกของผม ผมกำหนดประเด็นปัญหาและร่างเค้าโครงละเอียดในวิทยานิพนธ์พร้อมกับหารือ อาจารย์ที่ปรึกษาผมโดยตลอด อาจารย์ย้ำกับผมในทุกครั้งว่าเป็นงานของผม ผมมีเสรีภาพในการประดิษฐ์เค้าโครงของผมได้เต็มที่ แกเพียงแต่เสนอแนะในสิ่งที่แกคิดว่าเหมาะให้ผมรู้เท่านั้น จะเอาหรือไม่เอาอยู่ที่ผม แกบอกผมว่าเราออกแบบเค้าโครงได้หลายรูปแบบ ผมมีอิสระในการคิดได้เต็มที่ หลายครั้งแกก็โอเคตามผม และอีกหลายครั้งผมก็เชื่อตามแก

ต้องยอมรับว่ามีบางประเด็นที่ผมมองไม่เห็นแต่พอแกพูดขึ้นเท่านั้นแหละ ผมปิ๊งเลยไม่เพียงแต่เนื้องานเท่านั้นที่เรากับอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมกันทำ หากยังรวมถึงการตั้งกรรมการสอบอีกด้วย อาจารย์อยากเอาใครมาเป็นกรรมการก็ต้องถามเราก่อน ในขณะเดียวกันอาจารย์เองก็จะแนะนำด้วยว่าใครที่เชี่ยวชาญในเรื่องที่เราทำ และเหมาะมาเป็นกรรมการสอบ

ย้อนมาดูที่บ้านเราอาจารย์ที่ปรึกษามักจะผูกขาดการทาบทามกรรมการสอบ  เหตุผลที่ผมนึกออก  มีสามประการ  คือ  หนึ่ง นักศึกษาเราไม่รู้จักอาจารย์เท่าไรนัก  สอง อาจารย์ที่เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องมีน้อยเต็มที  จึงไม่จำเป็นต้องหารือว่าจะตั้งใครเป็นกรรมการดี  ยังไงๆกรรมการก็จะวนกันอยู่ที่หน้าเดิมๆ และสาม อาจารย์ที่ปรึกษายึดอำนาจจากเราไปเพื่อลดขั้นตอน เพราะเกรงว่าหากมัวแต่หารือจะเสียเวลาอันมีค่าในการทำวิจัยหาเงินของตนไป

เมื่อผู้เชี่ยวชาญเรามีน้อยผสมกับอาจารย์ที่ปรึกษาจัดการทาบทามคนที่เค้าสนิท หรือเคารพเป็นการส่วนตัวก็เกิดปัญหาตามมาอีก  อาจารย์ที่ปรึกษาแทนที่จะช่วยปกป้องวิทยานิพนธ์เรายามที่กรรมการอัดตอนสอบ แต่กลับนิ่งเฉย ไม่อนาทรร้อนใจ  ปล่อยให้กรรมการอัดอย่างเมามัน ยิ่งไปกว่านั้นบางคนยังไปช่วยกรรมการอัดเราอีกด้วยทำไมเป็นเช่นนั้น? ผมคิดว่ามาจากระบบอาวุโสซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเราครับ  จริงอยู่การเคารพอาวุโสเป็นข้อดีที่เรามีเหนือชาติอื่นๆ แต่บางครั้งมันก็เป็นดาบสองคม เราเคารพมากจนเกินเรียกว่าเคารพ   ผู้ใหญ่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เถียงไม่ได้ ถึงอยากเถียงก็ไม่ควรเถียง เพราะเถียงไปอาจสร้างความหมั่นไส้ให้แก่บรรดาผู้ใหญ่ที่ถือว่าตนเป็น authority ในด้านนั้นๆ

ไม่น่าแปลกใจเลยที่อาจารย์ที่ปรึกษาไม่กล้าปกป้องวิทยานิพนธ์ของ นักศึกษา ในเมื่อกรรมการและประธานกรรมการล้วนแล้วแต่เป็น “มาเฟีย” ในสาขานั้นๆ แหม... ขืนอาจารย์ที่ปรึกษาออกรับแทนเด็กก็กลายเป็นการดับอนาคตตัวเองไปสิครับ เพื่อนผมคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า นักเรียนไทยเข้าสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่ฝรั่งเศส กรรมการสอบถามเรื่องที่ลึกมากๆ นักเรียนไทยคนนั้นตอบไม่ได้ งง อึ้ง  อาจารย์ที่ปรึกษาออกรับแทนว่า “ผมคิดว่าประเด็นที่ท่านกรรมการถามมานี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์ ที่ลูกศิษย์ของผมเท่าไรนัก มันลึกเกินไป ผมขอตอบแทนแล้วกัน...” น่าคิดนะครับว่าประโยคนี้ผมจะมีโอกาสได้ยินจากอาจารย์ที่ปรึกษาของบ้านเรา หรือเปล่า


 ประเด็นที่สอง  เนื้อหาของ วิทยานิพนธ์เท่าที่ผมอ่านวิทยานิพนธ์ในสาขากฎหมายมา เค้าโครงวิทยานิพนธ์ส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ “สำเร็จรูป” เริ่มจากบทที่ ๑ บทนำ  บทที่ ๒ ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา พัฒนาการ  บทที่ ๓ กฎหมายอังกฤษ บทที่ ๔ กฎหมายอเมริกา  บทที่ ๕ กฎหมายฝรั่งเศส   บทที่ ๖ กฎหมายเยอรมัน  และปิดท้ายที่บทที่ ๗ สรุปปัญหาและข้อเสนอแนะกล่าวเช่นนี้ วิทยานิพนธ์สาขานิติศาสตร์ไทยล้วนแล้วแต่เป็นกฎหมายเปรียบเทียบ (จริงๆไม่ใช่เปรียบเทียบด้วย เป็นการเอาเรื่องนั้นๆ ของกฎหมายหลายๆประเทศมาแปะลงไปมากกว่า คำว่า “กฎหมายเปรียบเทียบ” มีระเบียบวิธีที่ลึกกว่านั้น ไว้มีโอกาสผมจะเล่าให้ฟัง) นอกจากเป็นกฎหมายเปรียบเทียบแล้ว   เรายังพบเห็นวิทยานิพนธ์ที่เหมือนเอาเรื่องทางปฏิบัติมาเขียนอยู่ดาษดื่นถาม ว่าวิทยานิพนธ์แบบนี้ผิดมั้ย ? ผมว่าไม่ผิด แต่ไม่ควรเป็นแบบนี้ทั้งหมด

วิทยานิพนธ์ประเภทคล้ายกับงานวิจัยตามส่วนราชการต่างๆที่จ้างอาจารย์ มหาวิทยาลัยทำ   หรือวิทยานิพนธ์ประเภทคล้ายกับเรื่องในทางปฏิบัติ   หรือวิทยานิพนธ์ประเภทที่ไม่สะท้อนถึงงานในทางทฤษฎี  ผมว่าไม่ควรจะมีมากจนเกินไป   เพื่อนผมคนหนึ่งมาหารือกับผมบ่อยครั้งว่าเรื่อง ที่มันทำมีปัญหาอะไรบ้าง มีทางแก้อย่างไร เราจะแก้กฎหมายมาตราไหนดี เราจะเสนอร่างกฎหมายใหม่ๆเพื่อสร้างกลไกใหม่ๆเพื่อแก้ไขปัญหานั้นดีหรือไม่ ผมได้ยินคำถามทำนองนี้บ่อยครั้ง

คนส่วนใหญ่มักติดขัดที่บทสุดท้ายเรื่องข้อเสนอแนะ  คือไม่รู้ว่าจะเสนออะไรดี   ผมเห็นว่าถ้านึกไม่ออกก็ไม่จำเป็นต้องเสนอ  ข้อเสนอแนะนี่ถ้าไม่มั่นใจ ไม่รัดกุม ผมว่ายิ่งไม่ควรเสนอ นักศึกษามักคิดกันว่าบทสุดท้ายในชื่อว่า “บทสรุปและข้อเสนอแนะ” บังคับให้เราต้องเสนอ “สิ่งใหม่” ที่ไม่เคยมีในวงการกฎหมายมาก่อนลงไปให้มันดูเท่ ดูดี ผมกลับเห็นว่าอันตราย ข้อเสนอที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ  ข้อเสนอที่ไม่ปิดจุดอ่อนให้รัดกุม ข้อเสนอที่อธิบายในทางทฤษฎีไม่ได้เท่าไรนัก  ยิ่งจะโดนกรรมการต้อนได้ง่าย (แต่กรรมการบ้านเราอาจไม่สนใจประเด็นนี้ ๕๕๕)

ผมเห็นว่าถ้าอยากหา “สิ่งใหม่” ควร “ใหม่” ทางทฤษฎีมากกว่า เอาทฤษฎีมาฟาดฟันกัน ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่หลักของวิทยานิพนธ์ในระดับมหาบัณฑิตหรือดุษฎีบัณฑิต  ถ้าหาไม่ได้ก็น่าจะเป็นการรวบรวมในเรื่องนั้นๆแล้วนำมาสังเคราะห์ นำมาร้อยเรียงในแง่มุมที่ต่างออกไปแต่ในทางความเป็นจริง

ลองมองย้อนกลับไปที่วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิตตามชั้นหนังสือที่ห้อง สมุดดูสิครับ ผมว่ามีไม่เกินสิบเล่มที่ว่าถึงงานทางทฤษฎี นอกนั้นก็งานเชิงวิจัย งานภาคปฏิบัติ งานที่เอาตำราของบรรดากรรมการมาแปะๆลงไปเมื่อวิทยานิพนธ์นิติศาตร์มหาบัณฑิต ของบ้านเราเป็นกฎหมายเปรียบเทียบ(แบบแปะของเค้ามา) ห้าถึงหกประเทศผสมกับงานเชิงวิจัยแบบที่ส่วนราชการนิยมจ้างให้ทำ   จึงไม่น่าแปลกใจหากเราจะเห็นบทสรุปและข้อเสนอแนะว่า...๑. กฎหมายประเทศ ....บลา บลา บลา..... ว่าอย่างนี้   ๒. กฎหมายไทยยังไม่มีเหมือนที่ประเทศ ....บลา บลา บลา....มี   ๓. จึงเสนอว่า ประเทศไทยควรเอาอย่างที่ประเทศ .....บลา บลา บลา....... มีมาใช้เสียเอวังด้วยประการฉะนี้ง่ายมั้ยครับ

 ประเด็นที่สาม  คุณภาพของนักศึกษาและการอุทิศตนของอาจารย์ผมขอสวมวิญญาณคุณปริเยศภาคไม่ไว้หน้าใคร เพื่อที่จะบอกว่า  นักศึกษาในระดับมหาบัณฑิตในคณะผมที่มีคุณภาพควรค่าแก่การเรียนระดับมหาบัณฑิตนั้นมีน้อยจนเรียกได้ว่านับหัวได้   แต่จะไปโทษนักศึกษาก็ไม่ถูกนัก  ในเมื่อบ้านเรามีตลาดแรงงานที่ขึ้นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา  ใครได้ปริญญาโท ปริญญาเอก เงินเดือนยิ่งเยอะ   เช่นนี้ยิ่งทำให้ปรัชญาการศึกษาระดับสูงมั่วไปหมด  

จากเดิมที่การศึกษาระดับมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตเป็นการศึกษาเชิงลึกใน เรื่องเฉพาะ  เพื่อผลิตคนไปเป็นนักวิชาการในด้านนั้นๆกลายเป็นการศึกษาเพื่อเอาไปขึ้นเงินเดือน   หรือเพื่อฆ่าเวลาเพราะจบตรีมาแล้วยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี   หรือเพื่อเรียนตามที่พ่อแม่สั่ง   หรือเพื่อเรียนตามเพื่อนๆ ฯลฯ  จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะไม่ค่อยพบนักศึกษาปริญญาโทที่มีฉันทะทางวิชาการ ที่มุ่งมาดปรารถนาไปเป็นนักวิชาการ ที่มีนิสัยชอบค้นคว้าและขีดเขียน ที่มีนิสัยชอบคิดและถกเถียง

กลับกัน เราจะพบแต่นักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอกที่เข้ามาเรียนไปเพื่อเอาวุฒิปริญญาเพื่อไปใช้ สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา “สนามเล็ก” ที่เปิดรับแต่พวกมหาบัณฑิตทำให้คู่แข่งมีน้อยลงเมื่อตลาดเป็นแบบนี้  คณะต่างๆก็หนีไม่พ้นในการปรับตัวเข้ากับตลาด แย่งกันเปิดสารพัดหลักสูตร สารพัดโครงการ เพื่อดึงดูดใจนักศึกษาที่เป็นเหมือน “ลูกค้า” ในมหาวิทยาลัย “แม็คโดนัลด์”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นักศึกษาที่มาเรียนแบบมีเป้าหมายแค่เอา “กระดาษแผ่นเดียว” จะไม่ทุ่มเทค้นคว้า ขีดเขียน ในวิทยานิพนธ์ของตนเองเท่าไรนัก ขอเพียงเอาตัวรอดเพื่อได้กระดาษแผ่นนั้น ทุกอย่างก็เสร็จสมอารมณ์หมาย  ไม่เพียงแต่คุณภาพของนักศึกษาเท่านั้น   ตัวอาจารย์เองก็เช่นกัน อาจารย์ที่อุทิศตนให้กับวิทยานิพนธ์ของนักศึกษามีน้อยมาก นักศึกษาอู้  ขี้เกียจไม่หมั่นติดต่อาจารย์  ผิดที่ตัวนักศึกษาเอง   แต่...จะให้นักศึกษาวิ่งรอกหาอาจารย์ทุกวันโดยไม่ต้องทำมาหากินอย่างอื่น  แบบนี้เห็นทีจะไม่ไหวเหมือนกัน   ธรรมเนียมของเราไม่นิยมให้นักศึกษาติดต่อกับอาจารย์   บางคนอาจให้เด็กติดต่อทางอีเมล์  แล้วเกิดพี่ท่านไม่เปิด หรือเปิดแล้วไม่ตอบล่ะครับ  ผมว่าไม่น่าแปลกนะกับการอนุญาตให้เด็กโทรมาหาเพื่อนัดคุยกันเรื่องงาน  

ทุกวันนี้ผมก็โทรนัดอาจารย์ที่ปรึกษาผมตลอด แรกๆก็ไม่ค่อยกล้า จนอาจารย์ผมงงว่าทำไม ผมเลยอธิบายไปว่าบ้านผมไม่ค่อยมีเท่าไรที่ผมเรียกร้องการอุทิศตนจากอาจารย์   ไม่ได้หมายความถึงขนาดที่ว่าอาจารย์ต้องนั่งเฝ้าคณะทุกวัน  ขอเพียงเจียดเวลาอันมีค่าจากงานวิจัยทั้งหลายเพื่อมาคุยกับเด็กในเรื่องวิทยานิพนธ์สักนิดก็พอครับ  ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยแล้วมาเร่งเอาสองสามเดือนสุดท้ายเอาเข้าจริง  

บ่นๆไปก็หนีไม่พ้นไปพัวพันกับเรื่องค่าตอบแทนของอาจารย์อีก อาจารย์ต้องกินต้องใช้เหมือนคนทั่วๆไป เงินเดือนสองถึงสามหมื่นเศษๆ คงไม่พอยาไส้กับชีวิตเมืองหลวง ไหนจะลูกจะเมีย   ก็ต้องออกไป “ขุดเงิน” เอากับงานวิจัยบ้างเป็นแบบนี้ จะไปบ่นอะไรได้ครับเช่นนี้แล้ว   เราคงไม่อาจคาดหวังงานชั้นดีจากวิทยานิพนธ์ที่ทั้งลูกศิษย์ทั้งอาจารย์มา เร่งเอาสองเดือนสุดท้ายได้กระมังครับ................

ผมวิพากษ์การทำวิทยา นิพนธ์ไทยยาวมาก มานั่งนึกๆดู ผมเองก็ไม่รู้ว่าอนาคตถ้าผมมีโอกาสไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ผมจะทำอย่างไร ในเมื่อระบบมันเป็นเช่นนี้ คนตัวเล็กๆมีแค่สองมือเปล่าอย่างผมจะไปต้านทานระบบที่เก่าแก่และฝังรากลึก ได้เท่าไรกันเชียว ได้แต่หวังว่าผมจะยืนอยู่ในระบบนี้ได้โดยไม่โดนกลืนเข้าไปด้วย ถ้าถึงวันหนึ่งผมถูกกลืนเข้าไป หากใครพบเห็น ขอความกรุณาเตะก้นแรงๆให้ผมรู้ตัวละกัน จักเป็นพระคุณอย่างสูงเอาเข้าจริง

ที่ผมร่ายยาวมาทั้งหมดมันก็เป็นปัญหางูกินหาง พันกันไปมาไม่รู้จบ ตั้งแต่ระบบการสอบ การประนีประนอมสไตล์ “ไทยๆ” ความอาวุโส การตั้งตนเป็น authority ในสาขาต่างๆ คุณภาพนักศึกษา ระบบการศึกษาระดับสูง ภารกิจของมหาวิทยาลัย ภารกิจของการศึกษาระดับสูง ค่าตอบแทนอาจารย์ เวลาที่อาจารย์มีให้กับนักศึกษา ตลาดแรงงาน ฯลฯ ไล่ไปเรื่อยๆสงสัยจะไม่จบครับ เฮ้อ...น่าจะถึงเวลาที่ต้องคิดดังๆเสียทีว่า มหาวิทยาลัยควรเป็นโรงงานผลิตปริญญาบัตรที่มีลานวิ่งเล่นให้ลูกของชนชั้น กลาง (ส่วนใหญ่) หรือเป็นแหล่งบ่มเพาะทางปัญญากันแน่

เขียนโดย ETAT DE DROIT   เมื่อ 5/19/2548 06:15:00 ก่อนเที่ยง  วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 19, 2548
ท่านผู้ใดสนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่  http://etatdedroit.blogspot.com/2005/05/blog-post_18.html

ความสับสนในระบบคิดของคนไทยทางการเมือง

คนไทยทุกวันนี้กำลังสับสนว่า สังคมที่ดีควรเป็นอย่างไร  ควรมีรูปแบบสังคมแบบไหนกันดี

ไม่อยากเป็นสังคมประชาธิปไตย เพราะกลัวว่าจะได้แต่คนโกง คนซื้อเสียง นักการเมืองเลวๆ

ไม่อยากเป็นสังคมนิยม เพราะกลัวว่าจะต้องเอาผลผลิตที่ได้ไปให้กองกลาง ทั้งที่ตัวเองทำงานมากกว่า เหนื่อยกว่า ลงทุนลงแรงมากกว่า

ไม่อยากเป็นรัฐเผด็จการ เพราะกลัวว่าตัวเองจะต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายหรือถูกกลั่นแกล้งเมื่อไหร่ จะไม่ได้รับความเป็นธรรมเมื่อขัดแย้งกับคนอื่นๆ หรือกับพวกมีอำนาจ

ไม่อยากเป็นรัฐที่ปกครองจากคนๆคนเดียว หรือคนกลุ่มเดียว เพราะกลัวว่าตัวเองจะก้าวหน้าไม่ได้ ประสบความสำเร็จไม่ได้ เนื่องจากข้ามหน้าข้ามตาผู้ปกครอง และก็กลัวว่าจะถูกผู้ปกครองกดขี่ข่มเหง เบียดเบียนอยู่เป็นประจำ และก็ไม่เชื่อว่าลูกหลานของผู้ปกครองจะดีจริงเหมือนรุ่นพ่อหรือไม่ กลัวว่าจะเหลวไหล ฟุ้งเฟ้อ มัวเมาอำนาจมากขึ้น

ที่จริงไม่มีสังคมรูปแบบไหนดีที่สุด   ทุกรูปแบบก็มีทั้งจุดที่เด่นที่ส่งเสริมการพัฒนาให้ดีได้ส่วนหนึ่ง  และก็มีจุดที่ก่อปัญหาตามมาก็อีกส่วนหนึ่ง   ซึ่งทุกท่านถ้าได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติ  ก็จะตระหนักดีถึงข้อนี้   จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าอะไรดีที่สุด  ที่จะยึดมาเป็นต้นแบบได้ตลอดกาล   การที่สังคมขัดแย้งทางความคิด  และต่อสู้กันเพื่อสร้างสังคมตามรูปแบบของตัวเอง   จริงๆแล้วก็ไม่มีใครผิดใครถูกหรอกครับ  ทุกคนอยากเห็นชาติบ้านเมืองดีด้วยกันทั้งนั้นตามที่ตัวเองคิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิด และเชื่อมั่นนั้นดีที่สุด

แต่ที่ไม่ดี ก่อปัญหามากมายให้สังคมไทยทุกวันนี้  ก็คือ  การที่บอกว่าสังคมไทยมีการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตย   แต่กลับไม่ยอมเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยจริง   อยากหันไปเอาระบอบราชาธิปไตยบ้าง  ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชบ้าง   ระบอบอภิสิทธิชนาธิปไตยบ้าง (ระบอบที่เชื่อว่าผู้ปกครองต้องมาจากชนชั้นสูง  และชนชั้นสูงเป็นคนดี)   ระบอบเผด็จการทหารบ้าง   แล้วลงมือดำเนินการตามความคิดที่เชื่อมั่น  ใครขวางข้าตาย   สังคมไทยจึงวุ่นวายมาถึงทุกวันนี้   เพราะคนไทยกลุ่มหนึ่งอยากได้คนดีจริงๆมาเป็นผู้นำ  ผู้ปกครองประเทศ

ซึ่งสังคมอุดมคติของคนไทยที่อยากได้ ก็คือ สังคมแบบพระศรีอาริย์ ที่ทุกคนมีความสุข ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน ไม่ต้องฆ่าฟันกัน ทำร้ายกัน ไม่มีโจรขโมย ไม่ดื่มสุรายาเมาจนขาดสติ ออกจากบ้านไปไหนก็ไม่ต้องหวาดกลัว ทุกคนเป็นคนดีหมด

พูดง่ายๆคนไทยอยากได้ผู้นำเป็นคนดี พ่อแม่ดี ลูกดี ครูดี ศิษย์ดี พี่ดี น้องดี ญาติดี นายจ้างดี ลูกจ้างดี สรุปแล้วดีหมด แต่นี่เป็นโลกอุดมคติ จะมีจริงหรือไม่ก็ไม่รู้

แต่ที่แน่ๆ โลกแห่งความจริง ไม่มีใครในโลกดีพร้อมหมด สมบูรณ์หมด ที่อวดว่าดีก็มักสร้างภาพ ไม่ดีจริง

ดังนั้นจะคุยเรื่องการเมืองที่ดีควรเป็นอย่างไร ควรมีรูปแบบแบบไหนต้องตอบคำถามก่อนว่า ทั้งเราและคนอื่นๆ เห็นตรงกันหรือยังว่าสังคมที่ดีควรเป็นสังคมแบบไหน ควรอยู่กันแบบไหน และผู้นำในสังคมที่เราคิดว่าควรเป็นแบบนั้น ควรมาจากใคร โดยวิธีใด

ถ้าตอบอย่างเชื่อมั่นว่า “แบบราชาธิปไตย” หรือแบบสมบูรณาญาสิทธิราชจากการสืบทอดทางวงศ์ตระกูลดีกว่าเพราะแผ่นดินนี้เป็นของเขา ตระกูลเขา บรรพบุรุษของเขาเป็นผู้สร้าง และอีกประการหนึ่งวงศ์ตระกูลเขาสูงส่ง เขาเป็นลูกพระอาทิตย์ สืบเชื้อสายจากเทวดา เป็นผู้ดีมีชาติสกุล มีกำเนิดจากเชื้อสายที่ดีที่บริสุทธิ์มาแสนนานเขาเท่านั้นที่ควรเป็นผู้กำหนดสังคม หรือชี้นำสังคมเพราะเขา “ดีจริง”

ถ้าคิดแบบนี้ ก็เป็นอันไม่ต้องควรเข้าไปคุยกับพวกพระพวกนักบวชในศาสนาพุทธหรอกเพราะพระพุทธศาสนาไม่เคยเชื่อว่า มีคนดีจริงแต่กำเนิดหรือตระกูลใดตระกูลหนึ่งจะสูงส่ง และดีตลอดกาลเพราะไม่ว่าวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็ล้วนกำเนิดจากโยนิที่สกปรกของผู้เป็นมารดา ไม่ได้มาจากพระพรหมอย่างที่พวกวรรณะสูงๆเชื่อแต่อย่างใดและแผ่นดินต่างๆ เดิมก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ มีแต่ไปแย่งเขามาใช้อำนาจข่มเหง ข่มขู่เขาให้ยอมอยู่ในอำนาจการปกครองของตัวเองเท่านั้น ประวัติศาสตร์ทุกชาติทุกเผ่าก็เป็นอย่างนั้น

ทุกๆวันนี้ แล้วใครล่ะที่พยายามกลั่นแกล้ง กดขี่ บังคับพวกอื่นให้เคารพเชื่อฟัง ให้ยอมเขาแต่เพียงผู้เดียว ใครมาดีกว่า รวยกว่าเขาไม่ได้ กระทั่งที่ตนเองเขียนกฎกติกาเพื่อตัวเอง พวกตัวเองให้ได้เปรียบคนอื่นๆทุกด้านแถมยังกีดกัน ข่มเหงคนอื่น ไม่ให้ประสบความสำเร็จแท้ๆ ก็ยังไม่สามารถทำได้ดังใจ จึงต้องอาละวาดล้างไพ่ อยากให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการอยู่เสมอ (นี่ก็ 18 ครั้งแล้ว)

ถ้าทำได้สำเร็จ คราวนี้คงเขียนกติกาว่าคนอื่นห้ามยุ่ง ต้องพวกกูเท่านั้นที่เป็นได้ เพราะพวกกูตระกูลกูเป็นเทวดา ที่”แสนดี”เป็นคนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาดีกว่าพวกแก (ไพร่) คนพวกนี้นี่แหละ ที่เขาเรียกว่าเป็นพวกอำมาตย์

จะเอากันอย่างนี้ใช่ไหม ถึงจะเรียกว่าเป็นสังคมอารยชน แล้วจะสงบสุขหรือ ประวัติศาสตร์ทุกชาติที่ผ่านมา ยังไม่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้  อีกหรือครับ

ครอบครัวแบบไหน สังคมแบบนั้น

สภาพของสังคมบ้านเมือง หรือประเทศ ถ้าย่อให้เล็กลงก็เหมือนกับสภาพในครอบครัวของแต่ละคนนั่นเอง

ถ้าพ่อแม่เห็นลูกเป็น “คน” ที่สามารถเติบโตด้วยตนเองได้ พึ่งตนเองได้ ยอมให้ลูกๆ ได้เรียนรู้ถูกผิดดีชั่วจากประสบการณ์ของเด็ก หัดให้รู้จักรับผิดชอบในชีวิตตนเอง พ่อแม่เพียงแต่ใจเย็น มีสติ เป็นที่ปรึกษา สอนให้มีเป้าหมายในชีวิตด้วยตนเอง รู้จักสิทธิและหน้าที่ หัดให้ยอมรับข้อจำกัดขอบเขตของชีวิต และคอยระมัดระวังไม่ให้ได้รับภัยอันตรายมากไปนัก ครอบครัวแบบนี้ก็จะกลายเป็นคนที่เชื่อมั่นนิยมใน "ระบอบประชาธิปไตย หรือศรัทธาตามแนวทางพระพุทธศาสนา"

แต่...ถ้าพ่อแม่เห็นลูกเป็น “เทวดา” ที่ควรได้รับแต่สิ่งดีๆ ทุกอย่างในชีวิต ไม่ควรเจอสิ่งเลวร้าย หรือภัยอันตรายใดๆ ไม่อยากให้ลูกเรียนรู้จากประสบการณ์ ควรเรียนรู้ทุกอย่างจากพ่อแม่ เชื่อฟังพ่อแม่ และพ่อแม่ก็พยายามปกป้อง คอยเอาใจใส่ดูแลลูกทุกย่างก้าวที่เติบโต สภาพครอบครัวแบบนี้ก็จะนิยมใน "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช"

แต่...ถ้าพ่อแม่เห็นลูกเป็น “เด็ก” เสมอ และไม่สามารถเติบโตด้วยตนเองได้ พ่อแม่จึงต้องคอยดูแล ควบคุม กำกับให้ลูกทำตามความคิดของตน หรือตามกรอบประเพณี เพื่อให้ลูกเป็นไปตามที่ตนเองหวัง หรือคิดว่าสิ่งนั้นถูกต้อง ดีจริง ถ้าลูกไม่เชื่อฟังก็จะลงโทษ ดุด่า เฆี่ยนตีเพื่อให้เกรงกลัว หรือหลาบจำ ไม่กล้าฝืนใจพ่อแม่อีก สภาพครอบครัวแบบนี้ก็จะนิยมใน "ระบอบเผด็จการ"

แต่...ถ้าพ่อแม่เห็นลูกเป็น “สิ่งวิเศษ” ที่จุติมาหรือสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ “วิเศษ” พ่อแม่ก็จะส่งเสริมให้ลูกดีกว่าใคร เหนือกว่าใคร วิเศษกว่าใคร สอนให้มองเห็นว่าทุกชีวิตที่เห็นไม่ว่าคนหรือสัตว์ ล้วนเป็นไพร่ หรือเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ที่ทำอะไรผิดไปหมด ตัวเองถูกต้อง หรือเป็นคนดีแต่เพียงผู้เดียว หรือพวกเดียว ทุกคนต้องยอมฉัน ฉันสามารถพิพากษาชีวิตใครก็ได้ และถ้าใครขวางเส้นทางชีวิต หรือทำให้ชีวิต ”ผู้วิเศษ” ไม่ราบรื่น ต้องจัดการทำลายล้างให้หมดไปจากชีวิตหรือสังคมของฉัน สภาพครอบครัวแบบนี้ก็จะกลายเป็นพวกนิยม "ระบอบอัตตาธิปไตย" หรือพวก "อภิสิทธิชนาธิปไตย"

เห็นสังคมไทยตอนนี้หรือยังครับว่า ใครเป็นใคร นิยมระบอบไหน และที่สร้างความวุ่นวายกันอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ เป็นพวกนิยมระบอบอะไร เห็นชัดไหมครับ

แล้ว…ท่านล่ะอยากให้สังคมไทย ครอบครัวไทยเป็นแบบไหนกันครับ

ทำไม ? คนไทยจึงเชื่อง่าย

โดยปกติแล้วคนเรามีแนวโน้มจะเชื่อเรื่องดีๆ ของฝ่ายเราเอง  แม้ว่ามันจะเป็นการโกหก   และเลือกที่จะเชื่อเรื่องชั่วๆของฝ่ายตรงข้ามแม้ว่าจะเป็นการโกหก  โดยไม่ยอมใช้เหตุผล  ไม่ยอมใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองใดๆ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?


ตามหลักจิตวิทยาแล้ว  เป็นเพราะคนเรากลัวความจริง   กลัวว่าความจริงจะไม่เป็นแบบที่ตัวเองคิด  ตัวเองจะเชื่อและเปลี่ยนความเชื่อตาม    ซึ่งจะทำให้ "ตัวตน" ของตัวเองเสียไป   คนเรากลัวเสียตัวเอง  กลัวเสียหน้า (ศักดิ์ศรี) มากที่สุด


คนไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ดูง่ายๆจากประเด็นทางการเมืองและทางศาสนา ซึ่งเห็นกันได้ชัดเจน   เช่น


ทางการเมือง เราเชื่อข่าวที่มั่วเอา  เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ไตร่ตรอง เราเชื่อข้อมูลมั่วๆของนักการเมืองเพื่อให้ตัวเองดูดี  เราเชื่อเพราะเราไม่อยากสูญเสียหน้าตาและตัวตนที่เราเชื่อ  เราไม่ใช้เหตุผลกับการเชื่อของเรา


ทางศาสนา  เราเลือกหลับหูหลับตาเวลาเห็นพระทำอะไรไม่ดี เช่น  พระยุยงให้คนฆ่ากัน  เกลียดชังอีกฝ่าย  เรามักบอกคนทำข่าวผิดที่ลงข่าวเรื่องพระมั่วกับสีกา นั่งเครื่องบินเจ็ท ขี่รถหรู ขายบุญจนร่ำรวย   เราบอกคนที่ไม่เห็นด้วยและพยายามตีแผ่เรื่องพวกนี้  ว่าเป็นพวกทำลายศาสนา


เราเลือกที่จะไม่รับความจริง  เพราะกลัวจะสูญเสียตัวเองที่เป็นมา ไม่กล้ารับความจริงที่เป็นความจริงๆ  ติดอยู่กับความจริงของตัวเอง


สังคมเรามันถึงได้บิดเบี้ยว เพราะคนเราไม่ได้ใช้เหตุผลแต่ใช้อารมณ์และความรู้สึกมาชี้นำตัวเองมากเกินไป ทางพุทธศาสนา  จึงบอกว่าแบบนี้  คือ พวกไม่มีปัญญา


จริงๆไม่ได้ยากอะไรเลย  ที่เราจะใช้เหตุผลกับเรื่องต่างๆ แค่ตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ  คำถามง่ายๆ  เช่น  ว่าจริงรึเปล่า? หาข้อมูลสักหน่อย   คุณก็จะได้ความจริงมาเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าอะไรดีหรือไม่ ควรหรือไม่ควร


ถ้าคนไทยลดการใช้อารมณ์มาเป็นตัวตัดสิน ใช้เหตุผลและหลักฐานตามความจริงมาพูดกัน เราจะได้สังคมที่พัฒนาไปมากกว่านี้


(จากเพจที่เห็นและเป็นอยู่)

หนังสือ : ชีวิต

ในโลกนี้ ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง
จะเห็นว่าความจริงแล้วไม่มีหน้าหนึ่งสีดำ(คนไม่ดี) หน้าหนึ่งสีขาว(คนดี)
และไม่มีเส้นกึ่งกลางกั้นแบ่งขาวดำ (คนเกือบดีเกือบชั่ว)
เพราะทุกหน้า มีทุกสีอยู่ในหน้าเดียวกัน


แต่ถ้ามีหนังสือชีวิตเล่มใด มีหน้าหนึ่งสีดำ หน้าหนึ่งสีขาว
หรือมีเพียงสีใดสีหนึ่งเพียงสีเดียวแสดงว่า
หนังสือชีวิตเล่มนั้นถูกบิดเบือนความจริง (สร้างภาพ)


แต่มีความเป็นไปได้เหมือนกัน(น้อยมาก)ในอนาคต
ที่หนังสือชีวิตเล่มนั้นอาจจะมีสีใดสีหนึ่งเจือจางลง
ไปเข้มที่สีอื่น กลายเป็นสีใดสีหนึ่งขึ้นทีละน้อย
จนสีนั้นโดดเด่นกว่าสีอื่นทุกหน้าก็เป็นได้
แต่ถ้าเหลือบมองดูดีๆ ก็อาจจะเห็นสีอื่นแทรกปะปนอยู่ดี


หรือหนังสือชีวิตเล่มนั้น
อาจจะทุกสีเจือจางลง
จนเหลือแต่กระดาษที่ว่างเปล่าในที่สุด ก็เป็นไปได้


แต่...จะไม่มีทางเป็นไปได้ที่หนังสือชีวิต
จะหน้าหนึ่งสีดำหน้าหนึ่งสีขาว แต่ประการใดๆทั้งปวง


รู้อย่างนี้แล้ว ทำไมคนทั่วไป
ส่วนมากยังอยากเห็นหนังสือชีวิต
บางเล่มบางหน้ามีแต่สีดำ หรือสีขาว
เพียงอย่างเดียว
(ดีนะที่ไม่ยกสีเหลือง สีแดงมาเอ่ยถึง)


เข้าใจผิด หลงผิดตัวคนเดียวไม่พอ
ทำไมต้องอยากให้คนอื่นเข้าใจผิด หลงผิดตามไปด้วย


หรือว่า...ทุกคน พอๆ...กัน